ความน่ากลัวบนความเงียบ

14 มิ.ย. 2564 | 02:00 น.

ความน่ากลัวบนความเงียบ : คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดยกริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

ในช่วงเยาว์วัย แม้ผมจะเกิดในบ้านนอก ห่างไกลความเจริญมากๆ แต่เนื่องจากที่บ้านเป็นครอบครัวที่ใหญ่ มีพี่น้องหลายคน จำได้ว่าพี่น้องทุกคนจะสนุกสนานกันมาก โดยเฉพาะช่วงตกเย็น คุณพ่อผมจะเอาตะเกียงเจ้าพายุมาจุด เราเด็กๆจะนั่งมองด้วยความสนใจ เพราะพอตกค่ำ ก็ได้แสงสว่างจากเจ้าตะเกียงเจ้าพายุนี่แหละ ช่วยให้บ้านทั้งบ้านสว่างไสว ทำให้เหมือนมีความคึกคักในช่วงกลางคืนกัน แต่ถ้าวันไหนเจ้าตะเกียงเจ้าพายุไม่มีน้ำมันก๊าซใช้ ก็ไม่มีเจ้าตะเกียงเจ้าพายุให้แสงสว่าง ทำให้เงียบเหงาวังเวงยังไงชอบกลครับ 

วันนี้ที่เมียนมา ผมฟังมาจากน้องๆ ที่นั่นแจ้งข่าวมาว่า บางวันถูกตัดไฟฟ้า ต้องจุดเทียนไขกันตอนกลางคืน และถ้าได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น จะรู้สึกวังเวงมาก ทำให้ผมพอได้รับคำบอกเล่าของน้อง ก็หวลนึกถึงวัยเยาว์ตอนที่ผมอยู่บ้านโคกสวาย ตำบลสายออ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมาขึ้นมาเลยครับ ขนาดว่าตอนนั้นที่เมืองไทยไม่ได้มีความไม่สงบเกิดขึ้น เรายังมีความรู้สึกวังเวง แล้วถ้าเพิ่มมีความไม่สงบมาอีกละ เด็กๆคงจะขวัญเสียกันอย่างแน่นอนเลยครับ

แต่วันนี้สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าความไม่สงบ ในความคิดส่วนตัว ผมคิดว่าภัยมืดจากโรคระบาด ใช่แล้วครับ เจ้าวายร้าย COVID-19 ระลอกใหม่ที่กำลังคืบคลานเข้ามาที่สังคมเมียนมาอีกรอบนั่นแหละครับ สิ่งที่ผมได้ข้อมูลมาจากสถานฑูตไทยประจำประเทศเมียนมา จากคุณไอซ์ที่กรุณาส่งมาให้ทุกคืน ทำให้ผมกังวลใจ และอยากจะนำมาแจ้งเตือนให้เพื่อนๆชาวไทย พึงตระหนักถึงภัยนี้อย่างเร่งด่วนนะครับ

ข้อมูลที่ได้มา เปรียบเสมือนความน่าสะพรึงกลัวบนความเงียบ เพราะจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ส่งมาให้ทุกวันนั้น มันน้อยมากจนส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ครับ ตัวอย่างเช่นเริ่มจากวันที่ 6 มิถุนายน มีผู้ติดเชื้อใหม่ 64 ราย วันที่ 7 มิถุนายน มีผู้ติดเชื้อใหม่ 139 ราย วันที่ 8 มิถุนายน มีผู้ติดเชื้อใหม่ 123 ราย วันที่ 9 มิถุนายน มีผู้ติดเชื้อใหม่ 136 ราย วันที่ 10 มิถุนายน มีผู้ติดเชื้อใหม่ 161 ราย วันที่ 11 มิถุนายน มีผู้ติดเชื้อใหม่ 161 ราย วันที่ 12 มิถุนายน มีผู้ติดเชื้อใหม่ 166 ราย จะเห็นว่ามีเพิ่มขึ้นทุกวัน แม้ในช่วงที่ก่อนมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จำนวนผู้ติดเชื้อจะมากกว่านี้เยอะ อีกทั้งจะมีการรายงานจำนวนผู้ที่เข้ามาตรวจหาเชื้อ วันละประมาณสองหมื่นห้าพันคน แต่หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว จะไม่มีการรายงานจำนวนผู้ที่เข้ามาตรวจหาเชื้ออีกเลย และจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่น้อยมาก มีประมาณวันละไม่เกิน 50 คนเลย ทำให้ผมไม่กล้าที่จะฟันธงว่า เจ้าวายร้าย COVID-19 ได้หายไปจากประเทศเมียนมาแล้ว สาเหตุอีกประการหนึ่งคือ บุคคลากรทางการแพทย์ ได้ออกไปร่วมเดินขบวนอาริยะขัดขืน และมีการประกาศตัวเป็นแกนนำในการเดินขบวนหลายราย จนได้ถูกออกหมายจับก็เยอะ ทำให้ผมชักไม่มั่นใจว่าการระบาดจะรุนแรงขนาดไหนครับ

ถ้าหากเกิดมีการระบาดระลอกสามในประเทศเมียนมา แน่นอนว่าประเทศไทยที่มีชายแดนติดกับประเทศเมียนมายาวถึงสองพันกว่ากิโลเมตร ย่อมได้รับของขวัญที่ไม่พึงปรารถนานี้อย่างเต็มๆ การหนีเข้ามาในประเทศไทยก็จะเป็นอย่างที่ผมเคยเตือนมาหลายต่อหลายครั้งว่า ทุกคนต้องระมัดระวังเต็มทีครับ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงเช่น สิบจังหวัดชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา และจังหวัดที่มีแรงงานเมียนมาอยู่เยอะ นี่เป็นพื้นที่อันตรายจริงๆนะครับ แม้ว่าในช่วงระยะเวลานี้จะไม่ค่อยได้มีข่าวมากนัก แต่ที่มันมากับความเงียบนั้น น่ากลัวกว่าตอนผมเป็นเด็กๆเยอะครับ อย่าการ์ดตกเป็นอันขาดนะครับ

สิ่งที่เราทุกคนจะต้องทำให้ได้คือ ต้องไปรับการฉีดวัคซีนให้ได้เรียบร้อย อย่าได้มีอาการเกี่ยงงอนเด็ดขาด จะเป็นยี่ห้ออะไรก็ฉีดไปเถอะครับ ลองดูข่าวที่ไต้หวันสิครับ ประชาชนเขาอยากฉีดวัคซีนกันมาก แต่รัฐบาลจัดหาให้ไม่ได้ ทุกวันเวลาบ่ายสองโมงตรง ประชาชนยังต้องขับรถออกมาหน้าทำเนียบประธานาธิบดี แล้วบีบแตรยาวเพื่อเป็นการประท้วงรัฐบาลกันทุกวัน

ในขณะที่บ้านเราแจ้งให้ไปลงทะเบียน แรกๆก็มีหลายท่านที่ไม่อยากฉีด เหตุผลเพราะเกรงกลัวอันตรายกัน จะมาเริ่มฮอตกันก็ช่วงหลังๆมานี่เองครับ แต่ก็ยังมีหลายคนที่จะต้องได้ยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ถึงจะฉีด สิ่งที่ต้องระวังเรื่องที่สองคือการออกไปนอกบ้าน จะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยกันนะครับ และต้องอย่าลืมหมั่นล้างมือด้วย ส่วนผู้ที่อยู่ตามชายแดนสิบจังหวัดที่ติดกับประเทศเมียนมาและจังหวัดที่มีแรงงานต่างชาติเยอะ ก็ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ด้วยนะครับ เราไม่ได้รังเกียจเขา แต่เราต้องระวังตัวเราให้ดีนะครับ

ทั้งหมดนี้เป็นภัยที่มากับความเงียบที่เรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็นนะครับ อย่ารอให้มันเข้ามาใกล้ตัวมากๆ แล้วจึงมาแก้ไข จะไม่ทันเหตุการณ์เอานะครับ