
‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ โหมร้านอาหาร รับนิว นอร์มอล
เปิดแผน “ไมเนอร์ ฟู้ด” รุกตลาดครึ่งปีหลัง เร่งพัฒนาร้านอาหารครบวงจรรับวิถีใหม่ ชูดีลิเวอรี เมนูใหม่ บริการเสริมทั้งแกร็บแอนด์โก และคลาวนด์ คิทเช่น ขยายฐานสร้างรายได้ทุกช่องทาง
นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไมเนอร์ ฟู้ด เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ไมเนอร์ ฟู้ดจึงเร่งปรับตัวพัฒนาองค์กร กระจายการลงทุนช่วยลดความรุนแรงของผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการบริการจัดส่งอาหารหรือดีลิเวอรี และบริการซื้อกลับบ้าน ซึ่งหลังจากโควิด-19 คลี่คลาย ปัจจุบันร้านอาหารของไมเนอร์ ฟู้ดกลับมาเปิดให้บริการแล้ว 95% ของร้านอาหารทั้งหมดราว 1,490 แห่งทั่วประเทศ
ขณะที่การดำเนินงานในต่างประเทศนั้นมีการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน ซึ่งกลับมาเปิดให้บริการแล้วราว 90% ของร้านอาหารทั้งหมด และกลับมามีกำไรในระดับร้านสาขาในเดือนพฤษภาคม โดยคาดว่าการดำเนินงานในประเทศจีนจะฟื้นตัวสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤติภายในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้
ด้านนายประพัฒน์ เสียงจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนการดำเนินงานในครึ่งปีหลังบริษัทจะยกระดับบริการดีลิเวอรี โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนร่วม ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มการสั่งอาหารออนไลน์ ตาม New Normal ที่ผู้บริโภคหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น หลังจากที่พบว่า ในไตรมาสสองบริษัทมียอดขายดีลิเวอรีโตขึ้น 3 เท่าจากช่องทางเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ยังพัฒนาเมนูใหม่ๆ เพื่อดึงดูดผู้บริโภค ผ่านการนำผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วมาพัฒนาทางด้านนวัตกรรมให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงการออกแคมเปญการตลาดที่มีความสร้างสรรค์ ดึงดูดลูกค้าได้ดี การพัฒนาโมเดลร้านรูปแบบคีออส เป็นการให้บริการแกร็บแอนด์โกที่สามารถสร้างรายได้ อาทิ สถานที่ทำงาน รถไฟฟ้า ฯลฯ การพัฒนา “Cloud Kitchen” โมเดลครัวกลางรูปแบบใหม่ให้บริการที่ สะดวก ใกล้บ้าน จากการนำเอาคอนเซ็ปต์ Cloud มาประยุกต์ใช้กับร้านอาหาร เกิดเป็น Cloud Kitchen ซึ่งแพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ลูกค้าที่สั่งอาหารแบบดีลิเวอรี ได้รับอาหารรวดเร็วขึ้น
สำหรับกลุ่มไมเนอร์ ฟู้ด เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยแบรนด์ร้านอาหารที่เป็นที่รู้จักได้แก่ The Pizza Company, Swensen’s, Sizzler, The Coffee Club, Dairy Queen, Burger King และ Bonchon รวมมากกว่า 2,200 ร้านใน 26 ประเทศ ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายประเภทได้อย่างครอบคลุม ซึ่งบริษัทมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนองค์กรให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมร้านอาหารและท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกอยู่เสมอ ด้วยการสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการปรับการดำเนินงานให้คงประสิทธิภาพที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
หน้า 21-22 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,597 วันที่ 2 - 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563






