thansettakij
thansettakij
ชง 'ไทยเที่ยวไทยพลัส'กระตุ้นท่องเที่ยวโลว์ซีซัน เดินหน้าเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน

ชง 'ไทยเที่ยวไทยพลัส'กระตุ้นท่องเที่ยวโลว์ซีซัน เดินหน้าเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน

10 ส.ค. 69 | 08:46 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ส.ค. 69 | 08:58 น.

รมว.สุรศักดิ์ หารือคณะอนุกรรมการท่องเที่ยว ชง 'ไทยเที่ยวไทยพลัส' กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงกรีนซีซั่น พร้อมเดินหน้าเก็บค่าธรรมเนียมฯ หนุนความยั่งยืนและดูแลนักท่องเที่ยว

KEY

POINTS

  • กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เสนอโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศช่วงโลว์ซีซัน โดยจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายภาคบริการ (นอกเหนือจากค่าอาหาร) ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง
  • เดินหน้าผลักดันการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” เพื่อนำเงินเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย
  • รายได้จากค่าเหยียบแผ่นดินจะถูกนำไปใช้ใน 3 ด้านหลัก คือ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว, จัดสรรเป็นค่าประกันภัยดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

วันนี้(วันที่ 10 สิงหาคม 2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมด้วย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางกรอบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในมิติการค้าและการบริการ

ชง 'ไทยเที่ยวไทยพลัส'กระตุ้นท่องเที่ยวโลว์ซีซัน

ในการประชุมครั้งนี้ นายสุรศักดิ์ได้นำเสนอมาตรการสำคัญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยเน้นย้ำถึงการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว “เมืองน่าเที่ยว” หรือเมืองรอง และการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนให้เข้าถึงระดับชุมชน โดยมีไฮไลท์สำคัญดังนี้

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กระทรวงฯ ได้เสนอแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในรูปของเงินสนับสนุน (Payment) ภายใต้ชื่อโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ซึ่งเป็นการรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชน โครงการนี้จะเน้นสนับสนุนภาคบริการอื่นๆ นอกเหนือจากค่าอาหาร โดยจะใช้แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทยเป็นหลัก 

ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาแหล่งเงินงบประมาณและเงื่อนไขรายละเอียด โดยตั้งเป้าที่จะเริ่มดำเนินการให้ทันในช่วง “กรีนซีซั่น” (Green Season) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการนำเสนอแนวทางการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย โดยเงินจำนวนนี้จะนำเข้าสู่ กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เพื่อใช้ประโยชน์ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

1.  การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว: ทั้งแหล่งท่องเที่ยวเดิมและการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ (Man-made) ในเมืองน่าเที่ยวต่างๆ

2.  การดูแลนักท่องเที่ยว: จัดสรรเป็นค่าประกันภัยและดูแลความปลอดภัยให้กับผู้มาเยือน

3.  ความยั่งยืน: นำไปเยียวยาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy ที่มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน ภายใต้กรอบนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ต้องการให้เห็นผลสัมฤทธิ์ที่รวดเร็วหรือ “Quick Win” ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี

โดยเน้นการปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยไม่ต้องรอการแก้ไขกฎหมาย

การทำงานครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างแท้จริง เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยให้มีความแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในสัปดาห์หน้า

นายสุรศักดิ์ ยังกล่าวต่อว่าในส่วนของโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” รูปแบบ Co-payment ว่า รายละเอียดหลักของโครงการได้ข้อสรุปหมดแล้ว โดยจะดำเนินงานภายใต้งบประมาณจากเงินกู้ มูลค่าเบื้องต้น 1,750 ล้านบาท จำนวน 500,000 สิทธิ์ (คนละ 5 สิทธิ์) รัฐสนับสนุน 50% สิทธิ์ละไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตังส์” เหลือเพียงรายละเอียดเล็กน้อยในประเด็นรายละเอียดการเข้าร่วมของผู้ประกอบการทุกเซ็กเตอร์

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเอกชนท่องเที่ยวทุกภาคส่วนร่วมประชุมหารืออีกครั้งในวันนี้ เพื่อให้สามารถเริ่มโครงการได้ในเดือนกันยายน 2569 นี้

สำหรับเรื่องคูปอง (Voucher) นั้นรัฐบาลได้ปรับเงื่อนไขจากสิทธิ์ละ 500 บาท เป็นสิทธิละ 1,000 บาท และเพิ่มเงื่อนไขจากเดิมที่ใช้ได้เฉพาะร้านอาหารเป็นสามารถใช้กับกิจกรรมท่องเที่ยวทุกประเภท ทั้งร้านอาหาร เข้าชมแหล่งท่องเที่ยว ซื้อสินค้าด้านการท่องเที่ยว ผลิตภ้ณฑ์ชุมชน บริการนำเที่ยว รถเช่า ฯลฯ ทั่วประเทศ

โครงการนี้เกิดแน่ 100% ทุกคนยืนยันว่าเป็นประโยชน์ ซึ่งเราเคยใช้มาหลายรอบแล้ว เกิดประโยชน์ทุกรอบ สามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวได้จริง ผมจึงเชื่อว่าครั้งนี้ก็จะประสบความสำเร็จเช่นกัน โดยตั้งใจให้เริ่มดำเนินการเฟสแรกได้ในเดือนกันยายนนี้ มีระยะเวลาดำเนินงาน 4 เดือน

หากได้รับการตอบรับดี รัฐบบาลพร้อมต่อยอดโครงการในเฟสต่อไปแน่นอน และเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวนี้จะทำให้มีเงินหมุนเวียนเข้าระบบเศรษฐกิจมูลค่ารวมกว่า 26,000 ล้านบาท