70องค์กร จี้ ศธ.ร่วมเป็นเจ้าทุกข์ คดีครูล่วงละเมิดเด็ก

14 พ.ค. 2563 | 13:39 น.

เครือข่ายองค์กรผู้หญิง เด็กและการศึกษากว่า 70 องค์กร จี้ "รมต.ณัฏฐพล" 5 ข้อ เร่งแก้ไขความรุนแรงทางเพศในโรงเรียน ต้องร่วมเป็นเจ้าทุกข์ในคดี-ถอนใบอนุญาตครู

วันนี้ (14 พ.ค. 63) เครือข่ายยุติความรุนแรงทางเพศในโรงเรียน ซึ่งประกอบด้วยองค์กรด้านการคุ้มครองเด็ก ผู้หญิง และการศึกษา กว่า 70 องค์กร ได้ออกมารณรงค์เรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ผ่านเว็บไซต์ change.org ให้ดำเนินมาตรการแก้ไขและป้องกัน ปัญหาความรุนแรงทางเพศในโรงเรียน อย่างเร่งด่วน สืบเนื่องจากกรณีนักเรียนหญิงวัย 14 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดมุกดาหารถูกครูในโรงเรียนจำนวน 5 คน ร่วมกับพวกอีก 2 คน ข่มขืนกระทำชำเรามานานนับปี จนมีการแจ้งความดำเนินคดีไปเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา


นางสาววราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่ร่วมเรียกร้องครั้งนี้ กล่าวว่า เหตุการณ์ครูข่มขืนนักเรียนที่จังหวัดมุกดาหารเป็นข่าวที่สะเทือนสังคม มิหนำซ้ำเมื่อมีการเผยแพร่ข่าวออกไป กลับมีครูในโรงเรียนและบุคคลอื่นที่อ้างตัวเป็นครูออกมาแสดงความเห็นผ่านสื่อโซเชียลในลักษณะที่เป็นการให้กำลังใจครูที่ตกเป็นผู้ต้องหา และประณามเด็กนักเรียนที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศ ทำให้สังคมตั้งคำถามกับบุคลากรในระบบการศึกษาของไทย ว่ามีจิตสำนึกความเป็นครู สำนึกเรื่องการคุ้มครองเด็ก ความเสมอภาคระหว่างเพศ  และมีความละเอียดอ่อนต่อสภาพปัญหาของเด็กที่เป็นกลุ่มเปราะบางทางสังคมมากน้อยเพียงใด รวมทั้งมองว่าที่ผ่านมาทางกระทรวงศึกษาฯ เองก็ไม่มีได้มาตรการแก้ไขและปัองกันปัญหาครูล่วงละเมิดทางเพศเด็กอย่างจริงจังจนเกิดเป็นปัญหาซ้ำซาก

“เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเด็กนักเรียนในความดูแลของกระทรวงศึกษาต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศที่เกิดจากการกระทำของบุคลากรทางการศึกษาเอง ตรงกันข้าม เหตุการณ์นี้ รวมถึงการแสดงทัศนะของผู้ที่อ้างตัวเป็นครูในลักษณะที่เข้าข้างผู้ต้องหาและกล่าวโทษเด็กนักเรียน สะท้อนถึงวัฒนธรรมความรุนแรงทางเพศที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบการศึกษาไทย  ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาฯ ยังคงทำงานแบบตั้งรับ โดยคอยรับเรื่องร้องเรียนหลังเกิดเหตุแล้ว และการล่วงละเมิดที่เคยเกิดขึ้นหลาย ๆ กรณี ทางกระทรวงฯ ก็ไม่ได้มีการเอาผิดและลงโทษครูที่กระทำผิดอย่างจริงจัง รวมทั้งไม่มีนโยบายแก้ไขที่รากเหง้าของปัญหา ความรุนแรงทางเพศที่บุคลากรทางการศึกษากระทำกับเด็กจึงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า” นางสาววราภรณ์ กล่าว

ด้านนางสาวทัศนวรรณ บรรจง ผู้อำนวยการมูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทกล่าวว่า กระทรวงศึกษาฯ ต้องมีนโยบายและมาตรการในการแก้ปัญหาระยะยาวอย่างรอบด้าน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความรุนแรงทางเพศต่อนักเรียนขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้การศึกษากับครูและผู้บริหารโรงเรียนทุกแห่งให้เข้าใจเรื่องหลักการคุ้มครองสิทธิเด็ก เข้าใจว่าอะไรคือความรุนแรงทางเพศ มีความละเอียดอ่อนต่อเด็กที่มีความเปราะบางทางสังคม ซึ่งปัจจุบันเด็กเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้น โรงเรียนจึงต้องเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กด้วย

“กระทรวงศึกษาฯ ต้องทำให้โรงเรียนและสถานศึกษาอื่น ๆ ทุกแห่งทั่วประเทศ ทั้งของรัฐและเอกชน เป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ไม่ใช่สถานที่ที่เด็กเข้าไปแล้วต้องไปเสี่ยงจะถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือใช้ความรุนแรง” นางสาวทัศนวรรณ กล่าว

ในส่วนข้อเรียกร้องของเครือข่ายยุติความรุนแรงทางเพศในโรงเรียน ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ change.org เน้นให้กระทรวงศึกษาฯ ต้องดำเนินการดังนี้  1. มีนโยบายและมาตรการเชิงรุกที่รอบด้านในการแก้ไขและป้องกันปัญหาความรุนแรงทางเพศในโรงเรียน 2. จัดตั้งกลไกระดับกระทรวงเพื่อรับเรื่องร้องเรียนกรณีความรุนแรงทางเพศ โดยกลไกดังกล่าวต้องมีกระบวนการทำงานที่เป็นอิสระจากอิทธิพลต่าง ๆ  มีผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็กและการแก้ปัญหาความรุนแรงทางเพศจากภายนอกเข้าร่วม และต้องประชาสัมพันธ์นักเรียนและผู้ปกครองรับรู้และเข้าถึงกลไกนี้ได้อย่างกว้างขวาง  3.ให้การศึกษาแก่ครูและผู้บริหารโรงเรียนทั่วประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก ความเสมอภาคระหว่างเพศ และให้มีแนวปฏิบัติเพื่อทำให้โรงเรียนทุกแห่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากความรุนแรงทางเพศ  

4. กรณีที่มีการล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียน กระทรวงศึกษาฯ ต้องร่วมเป็นเจ้าทุกข์ในการดำเนินคดีอาญา ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพนักเรียนในปกครอง รวมทั้งต้องให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และการเยียวยาเด็กและครอบครัวด้วย  5. ในกรณีที่พบว่าบุคลากรทางการศึกษามีการกระทำผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียน ต้องมีการลงโทษทางวินัยขั้นสูงสุด ถอนใบประกอบวิชาชีพครู และหากบุคคลที่กระทำผิดยังคงทำงานในหน่วยงานด้านการศึกษา กระทรวงฯ ต้องไม่อนุญาตให้บุคคลดังกล่าวปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนโดยตรงอย่างเด็ดขาด