
"ฐาน" คว้า "2 รางวัลข่าว" จากสมาคมนักข่าวฯ
(รางวัลอิศรา อมันตกุล ได้มีการจัดประกวดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2515 เพื่อเป็นการรำลึกถึงนายอิศรา อมันตกุล นักหนังสือพิมพ์ผู้ล่วงลับและอดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยคนแรก ซึ่งถือเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการริเริ่มและบุกเบิกงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนในประเทศไทย)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าในปี2560 สมาคมนักข่าวฯ ได้จัดประกวดข่าวและภาพข่าว ชิงรางวัล"อิศรา อมันตกุล" ของมูลนิธิอิศรา อมันตกุล รวมทั้งรางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น จากชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม เเละ โดยเป็นโครงการที่ดำเนินต่อเนื่องทุกปี ซึ่งถือเป็นการประกาศเกียรติคุณให้แก่หนังสือพิมพ์และผู้เป็นเจ้าของผลงาน เพื่อเป็นแรงกระตุ้นในการพัฒนาให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพและสร้างเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม คณะกรรมการตัดสินการประกวดข่าวยอดเยี่ยมรางวัลอิศรา อมันตุกล ได้พิจารณาคัดเลือกผลงานที่ส่งเข้าประกวดข่าวเเละภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์ต่างๆนั้น
รวมทั้งรางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ประจำปี 2560 ของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เเละรางวัล ITPC AWARD ครั้งที่ 12 ประจำปี 2560 ของชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
โดยรางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ประจำปี 2560 ของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยนั้น คณะกรรมการตัดสินให้รางวัล 1 รางวัล ได้แก่ ประเภทรางวัลชมเชยคือ “ต้านฮุบป่าสงวน 2 พันไร่ สร้างสนามบินพังงา” จากกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
โดยข่าว“ต้าน “ฮุบป่าสงวน2พันไร่” สร้างสนามบินพังงา “ได้สรุปสาระเเละคุณค่าของข่าวดังกล่าวว่า “พื้นที่ “ป่าสงวนแห่งชาติคลองทุ่งมะพร้าว” ในพื้นที่ ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เกือบ 2,000 ไร่ เกือบถูกหน่วยงานในระดับจังหวัด และกรมป่าไม้ ยกให้เอกชนรายหนึ่งใช้เป็นพื้นที่ในการก่อสร้าง “สนามบินพังงา” ไปแล้ว หากมิใช่เพราะการนำเสนอข่าวของกองบรรณาธิการ นสพ.ฐานเศรษฐกิจ อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการที่เอกชนเสนอขอนำพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมมาก่อสร้างสนามบินทั้งๆที่ป่าเสื่อมโทรมแปลงดังกล่าว เป็นป่าชายเลนที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก
ข่าวชิ้นนี้ถือเป็นอีก 1 ข่าวที่กองบรรณาธิการ ใช้เวลาในการตรวจสอบเป็นเวลานาน หลังมีการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่า มีหน่วยงานของรัฐสมยอมกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่ยื่นคำร้องต่อสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพังงา(ทสจ.พังงา) เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2559 เพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติคลองทุ่งมะพร้าว เพื่อก่อสร้างสนามบินพาณิชย์ เพื่อรองรับการท่องเที่ยว
คำขออนุญาตของเอกชน ความเห็นของหน่วยงานราชการ ตลอดจนการปลุกสร้างกระแสความขัดแย้งของชุมชนกับหน่วยงานรัฐในพื้นที่ จ.พังงา ถูกส่งข้อมูลความไม่ชอบมาพากล มาที่ “กองบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ” จึงนำไปสู่การตรวจสอบอย่างเข้มจนนำมาซึ่งคำสั่งระงับยับยั้งให้ทบทวนโครงการใหม่ และให้ไปทบทวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ และมีการย้าย “อธิบดีกรมป่าไม้” ไปช่วยราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในที่สุด
“ฐานเศรษฐกิจ” ส่งทีมข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่จริง พบว่า พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติคลองทุ่งมะพร้าวที่ขออนุญาต มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมบางส่วน แต่ในนั้นยังมีพื้นที่ป่าที่ยังสมบูรณ์ที่ติดกับป่าชายเลน มีชุมชน มัสยิด โรงเรียน ฯ ชาวบ้านอาศัยและทำมาหากิน
จากการสอบถามชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ บอกตรงกันว่า ไม่เห็นด้วยกับการยกพื้นที่ป่าสงวนฯเพื่อสร้างสนามบินด้วยเหตุผลที่ค้านนานับประการ
สวนทางกับมติ “ที่ประชุมสภาเทศบาลตำบลลำแก่น” สมัยสามัญสมัยที่2 ครั้งที่ 1/2559 ของ สำนักเทศบาลตำบลลำแก่น อ้างว่าชาวบ้านไม่คัดค้าน ในการเปิดเวทีประชาคมรับฟังความคิดเห็นที่บ้านท่าที่ดินแดง หมู่ที่ 4 โดยมีตัวแทนบริษัทเอกชนร่วมเวที สุดท้าย จึงมีหนังสือถึง ทสจ.พังงา ยืนยันมติให้ใช้พื้นที่ป่า
จากนั้น “ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา” สั่งให้เจ้าหน้าที่ 2 ราย ออกไปตรวจสภาพป่า ในจุดที่ขออนุญาต ผลตรวจสอบพบว่า “เป็นป่าเสื่อมโทรม” จึงทำรายงานถึงกรมป่าไม้ เพื่อพิจารณาอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติฯ
อย่างไรก็ตามมีการร้องเรียนเรื่องนี้ไปยัง “สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)” ทำให้ “ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน” ส่งหนังสือทักท้วงไปถึง “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ด่านสุดท้ายที่อนุญาต
สตง. ท้วงว่า 1.เรื่องที่เสนอเป็นอันตรายกับพื้นที่ป่า อาณาเขตโดยรอบพื้นที่ขออนุญาตน่าจะเป็นพื้นที่ป่าชายเลน แต่เจ้าหน้าที่ป่าไม้กลับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่า โดยอ้างว่า หากสร้างสนามบินจะช่วยยับยั้งการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน
2.อาจกระทบระบบนิเวศป่าชายเลน และความเป็นอยู่ของประชาชนซึ่งไม่อาจประมาณมูลค่าความเสียหายได้ ไม่ว่าตรงนั้นเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่เป็นป่าอนุรักษ์หรือป่าชายเลนประเภทอื่น เพราะอาจจะมีส่วนทำลายป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน อาหาร ที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ และแหล่งสร้างรายได้ของประชาชนในพื้นที่
3.งานก่อสร้างสนามบินเป็นโครงการขนาดใหญ่ อาจเข้าข่าย พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนกับกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 แต่กลับไม่มีการนำกฎหมายนี้มาประกอบการพิจารณา อาจทำให้ราชการเสียประโยชน์
และสุดท้าย สตง. มีคำแนะนำถึงเจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่า น่าจะขัดกับอำนาจหน้าที่กรมป่าไม้ ที่มีหน้าที่โดยตรงในการป้องกันรักษาป่า ควบคุมดูแล ป้องกันการบุกรุกทำลายป่า จึงเสนอให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ตระหนักในหน้าที่ หากมีป่าเสื่อมโทรมต้องวิเคราะห์ว่าเกิดจากธรรมชาติ หรือไม่เข้มงวดในการรักษาป่า หรือตั้งใจให้เป็นป่าเสื่อมโทรม เพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
ผลพวงของเรื่องนี้ กลายเป็นปมร้อน ที่ “รัฐบาล” ตั้งแต่อธิบดีกรมป่าไม้ ไปจนถึง “นายกรัฐมนตรี” ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากหลายภาคส่วนในสังคม ว่า ในการพิจารณาโครงการที่อาจจะสวนทางกับ “นโยบายทวงคืนผืนป่า” และ “ยุทธศาสตร์ป่าไม้” ที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 30%
“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” จึงสั่งการให้ทบทวนโครงการใหม่ ให้ย้อนกลับไปเริ่มกระบวนการ “ทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม” ใหม่ทั้งหมด และเซ็นคำสั่ง เด้ง “อธิบดีกรมป่าไม้” ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
ด้าน “รัฐมนตรีว่าการกระทวงมหาดไทย” มีคำสั่งโยกย้าย “ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา” ที่เซ็นอนุมัติไปอยู่จังหวัดพิษณุโลก
และสุดท้าย “สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย” ส่ง “ยุทธศาสตร์” ก่อสร้างทั้งประเทศ รวมทั้งสนามบินพังงา ให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาก่อสร้างในพื้นที่ ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ไม่ใช่ “ป่าสงวนแห่งชาติคลองทุ่งมะพร้าว” อย่างที่มีการยื่นขออนุญาต
กรณีนี้หากไม่มีการติดตามตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานท้องถิ่น หรือหน่วยงานรัฐ และนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องของ “กองบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ” พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติคลองทุ่งมะพร้าว ที่บางส่วนเป็นป่าชายเลนและยังมีความอุดมสมบูรณ์ ก็อาจตกไปอยู่ในการครอบครองของ “เอกชน”เพื่อนำไปแสวงหาผลประโยชน์ทางธุริจแก่ตนเองได้ในที่สุด”
ส่วนผลการประกวดข่าวรางวัล ITPC AWARD ครั้งที่ 12 ประจำปี 2560 ของชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มอบรางวัลชมเชยพร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณให้เเก่ข่าว”การเรียกเก็บภาษีจากผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียข้ามชาติ”จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
โดยข่าว“การเรียกเก็บภาษีจากผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียข้ามชาติ” ของกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้สรุปสาระเเละคุณค่าของข่าวดังกล่าวว่า
“ผู้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการในประเทศ หรือ ผู้ประกอบการต่างประเทศ ควรอยู่ภายใต้กรอบกติกาเดียวกัน และผู้ประกอบการจะต้องเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อนำเม็ดเงินจากภาษีเหล่านี้มาใช้ในการพัฒนาประเทศ
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยของผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียชื่อดังจากต่างประเทศ อาทิ เฟชบุ๊ก หรือกูเกิล กลับไม่เสียภาษีรายได้จากโฆษณาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของตัวเองให้กับประเทศไทย เป็นการเอาเปรียบผู้ประกอบการในประเทศที่มีความเสียเปรียบในการแข่งขัน ทั้งในแง่ของเทคโนโลยี เงินทุน และปริมาณผู้ใช้งาน และทำให้เม็ดเงินไหลออกสู่ต่างประเทศ โดยที่ประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ สร้างความเสียหายให้ระบบเศรษฐกิจ และสูญเสียโอกาสในการจัดเก็บภาษีนิติบุคคล เพื่อนำมาใช้พัฒนาประเทศ
ทั้งนี้คาดการณ์ว่าเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ในไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี โดยปี 2560 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ10,000 ล้านบาท ถูกครอบงำโดยผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียต่างประเทศ 80% ส่วนอีก 20% เป็นรายได้ของผู้ให้บริการในประเทศรวมกัน
“ฐานเศรษฐกิจ”จึงได้เริ่มติดตามและมีการนำเสนอข่าวกรณีดังกล่าวต่อเนื่องประกอบด้วย
1.ข่าวหน้าหนึ่งฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันทื่ 12-15 มีนาคม 2560 “เอกชนจี้เรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ฟ้อง FB” (อ่านข่าว http://www.thansettakij.com/content/134510)
2.ข่าวหน้าหนึ่งฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 1-4 ตุลาคม 2560 “ล่าภาษีเฟชบุ๊ก-กูเกิล “สรรพากร-เอ็ตด้า” แก้ ก.ม. สกัดขนเงินออก-บี้จดทะเบียนในไทย (อ่านข่าว..http://www.thansettakij.com/content/214266)
คุณค่าของข่าว
เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเอารัดเอาเปรียบของผู้ประกอบการต่างประเทศ ที่มีต่อผู้ประกอบการไทย และประเทศไทย โดยในส่วนผู้ประกอบการไทยนอกจากมีความเสียเปรียบในเชิงเทคโนโลยี เงินทุนและฐานผู้ใช้งาน ตลอดจนรายได้จากโฆษณาออนไลน์แล้ว ยังมีต้นทุนทางธุรกิจสูงกว่า เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีการจดทะเบียนและเสียภาษีนิติบุคคลให้กับประเทศ ขณะที่ประเทศได้รับความเสียหายจากเม็ดเงินรายได้โฆษณาออนไลน์ไหลออกต่างประเทศ หลายพันล้านบาท โดยที่ประเทศชาติไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ”
[caption id="attachment_265335" align="aligncenter" width="411"]
ทิฆัมพร ศรีจันทร์[/caption]
นายทิฆัมพร ศรีจันทร์ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ กล่าวว่า “รางวัลไม่ได้เป็นที่สุดของทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรางวัลข่าวยอดเยี่ยมหรือรางวัลอะไรก็ตาม ยังมีข่าวที่มีคุณภาพและคุณค่าอีกมากที่ไม่ได้รับเหลือบแลหรือมองข้ามไป และยังมีข่าวอีกหลายชิ้น หลายเรื่อง หลายวาระของสังคม ที่รอให้นักข่าวไปขุดค้นแสวงหาความจริง ไม่ใช่อิงเเต่โซเชียลมีเดียที่มีเเต่ความเห็นเป็นหลัก
นักข่าวต้องตระหนักในภาระหน้าที่ของตน และต้องสำนึกอยู่ตลอดเวลาในการทำข่าวหรือผลิตชิ้นงานหนึ่งๆไม่ใช่เพื่อการนำมาซึ่งรางวัล แต่ต้องรายงานข่าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสังคม ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน สร้างสรรค์และนำปัญญาให้กับสังคม
ในภาวะสถานการณ์ปัจจุบันสื่อกำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากเทคโนโลยีดิจิตอล จึงจะต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อให้ยังยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางสถานการณ์น้ำเชี่ยว ขณะเดียวกันต้องทางเรียนรู้และนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริงนำเสนอให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม”
อนึ่ง เมื่อปี2556 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยมอบรางวัลข่าวยอดเยี่ยม(รางวัลอิศรา อมันตกุล)ให้หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ กับข่าว “เปิดโปงขบวนการทุจริตข้าวถุง ๒.๕ ล้านตัน” เเละเมื่อปี2550 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้รับรางวัลข่าวชมเชย(อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม )ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กับข่าว“มหันตภัยร้าย!!!มลพิษมาบตาพุด” เเละเมื่อปี2546 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้รับรางวัลข่าวชมเชย ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กับข่าว”เปิดโปงขบวนการอุ้มลากูน่าฮุบที่เหมือง”
ช่วงค่ำวันนี้ มูลนิธิอิศรา อมันตกุล ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดการประกวดข่าวยอดเยี่ยม และภาพข่าวยอดเยี่ยม รางวัลอิศรา อมันตกุล รางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และรางวัล ITPC Award ของชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีพิธีมอบรางวัล ผลการประกวดข่าวและภาพข่าวประเภทต่าง ๆ ณ ห้องวอเตอร์เกท บอลรูม โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท ประตูน้ำ สำหรับผลงานที่ได้รับรางวัลประจำปี 2560 มีดังนี้
รางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทข่าว มีผลงานข่าวส่งเข้าประกวดจำนวน 13 ข่าว จากหนังสือพิมพ์ 7 ฉบับ ผลงานข่าวที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ได้แก่ ข่าว “แผนสกัด "ยีนดื้อยาพันธุ์ใหม่" จากหมูสู่คน” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ได้รับโล่และเงินรางวัล 100,000 บาท และรางวัลชมเชย มี 2 รางวัล ได้แก่ ข่าว “ตีแผ่ชีวิตแรงงานนอกระบบพลเมืองชั้น 2 ไร้สวัสดิการคุ้มครอง!” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และข่าว “เปิดปมมะเร็งร้ายฟุตบอลไทย ล้มบอลไทยลีก ฉีกหน้าขบวนการจ้างนักเตะ-กรรมการ” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ได้รับโล่และเงินรางวัล 20,000 บาท
รางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทภาพข่าว มีผลงานภาพข่าวส่งเข้าประกวดจำนวน 63 ภาพ จากหนังสือพิมพ์ 7 ฉบับ ผลงานภาพข่าวที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ได้แก่ ภาพ “ลวงบึ้ม” โดยนายอับดุลการิม รามันห์สิริวงศ์ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ได้รับโล่และเงินรางวัล 50,000 บาท ภาพข่าวที่ได้รับรางวัลชมเชย ลำดับที่ 1 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ภาพ “แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน” โดยนายชนัตถ์ กตัญญู หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และภาพ “ใจสลาย” โดยนายวิชาญ เจริญเกียรติภากุล หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ได้รับโล่และเงินรางวัล รางวัลละ 20,000 บาท
และผลงานภาพข่าวที่ได้รับรางวัลชมเชย ลำดับที่ 2 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ภาพ “วิกฤติน้ำท่วมกรุง” โดยนายรชานนท์ อินทรักษา หนังสือพิมพ์คมชัดลึก และ ภาพ “ต้องข้าม” โดยนายอภิชิต จินากุล หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ได้รับโล่และเงินรางวัล รางวัลละ 10,000 บาท
รางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีผลงานข่าวส่งเข้าประกวดจำนวน 3 ข่าว จากหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ ได้แก่ 1. ข่าว “ทวงคืนแก้มลิงหนองใหญ่ ยึดพื้นที่ป่าชุ่มน้ำคืนได้สำเร็จ” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 2. ข่าว “เขื่อน-โขง-คน-ธรรมชาติ : เมื่ออนาคตของแม่น้ำโขงอยู่ในอุ้งมือทุนและรัฐ” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ The Nation และ 3. ข่าว “ต้านฮุบป่าสงวน 2 พันไร่ สร้างสนามบินพังงา” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
ผลการตัดสินรางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ประจำปี 2560 ไม่มีผลงานข่าวใดได้รับรางวัลดีเด่น แต่มีรางวัลชมเชย 1 รางวัล ได้แก่ ผลงานข่าว “ต้านฮุบป่าสงวน 2 พันไร่ สร้างสนามบินพังงา” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้รับโล่และเงินรางวัล 10,000 บาท
รางวัลข่าว ITPC Award ครั้งที่ 12 ประจำปี 2560 ของชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีผลงานข่าวส่งเข้าประกวด จำนวน 4 ข่าว จาก 2 สังกัด ได้แก่ 1. ข่าว “เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจไม่ถูกต้อง ทั้ง โป๊ เปลือย พนันออนไลน์ ใช้ช่องทางบัตรเติมเงินในการชำระเงินและฟอกเงิน” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
2. ข่าว “โปรแกรมเมอร์ขาดตลาด 1,000,000 คน ไทยแลนด์ 4.0 สะดุด” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
3. ข่าว “การเรียกเก็บภาษีจากผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียข้ามชาติ” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และ 4. ข่าว “The CIO’s Guide to Blockchain” โดยกองบรรณาธิการนิตยสาร CIO World&Business
ผลการตัดสินรางวัลข่าว ITPC Award ครั้งที่ 12 ประจำปี 2560 ไม่มีผลงานข่าวใดได้รับรางวัลดีเด่น แต่มีรางวัลชมเชย 1 รางวัล ได้แก่ ผลงานข่าว “การเรียกเก็บภาษีจากผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียข้ามชาติ” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ได้รับโล่และเงินรางวัล 20,000 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าในปี2560 สมาคมนักข่าวฯ ได้จัดประกวดข่าวและภาพข่าว ชิงรางวัล"อิศรา อมันตกุล" ของมูลนิธิอิศรา อมันตกุล รวมทั้งรางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น จากชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม เเละ โดยเป็นโครงการที่ดำเนินต่อเนื่องทุกปี ซึ่งถือเป็นการประกาศเกียรติคุณให้แก่หนังสือพิมพ์และผู้เป็นเจ้าของผลงาน เพื่อเป็นแรงกระตุ้นในการพัฒนาให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพและสร้างเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม คณะกรรมการตัดสินการประกวดข่าวยอดเยี่ยมรางวัลอิศรา อมันตุกล ได้พิจารณาคัดเลือกผลงานที่ส่งเข้าประกวดข่าวเเละภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์ต่างๆนั้น
รวมทั้งรางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ประจำปี 2560 ของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เเละรางวัล ITPC AWARD ครั้งที่ 12 ประจำปี 2560 ของชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
โดยรางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ประจำปี 2560 ของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยนั้น คณะกรรมการตัดสินให้รางวัล 1 รางวัล ได้แก่ ประเภทรางวัลชมเชยคือ “ต้านฮุบป่าสงวน 2 พันไร่ สร้างสนามบินพังงา” จากกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
ข่าวชิ้นนี้ถือเป็นอีก 1 ข่าวที่กองบรรณาธิการ ใช้เวลาในการตรวจสอบเป็นเวลานาน หลังมีการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่า มีหน่วยงานของรัฐสมยอมกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่ยื่นคำร้องต่อสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพังงา(ทสจ.พังงา) เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2559 เพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติคลองทุ่งมะพร้าว เพื่อก่อสร้างสนามบินพาณิชย์ เพื่อรองรับการท่องเที่ยว
จากการสอบถามชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ บอกตรงกันว่า ไม่เห็นด้วยกับการยกพื้นที่ป่าสงวนฯเพื่อสร้างสนามบินด้วยเหตุผลที่ค้านนานับประการ
จากนั้น “ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา” สั่งให้เจ้าหน้าที่ 2 ราย ออกไปตรวจสภาพป่า ในจุดที่ขออนุญาต ผลตรวจสอบพบว่า “เป็นป่าเสื่อมโทรม” จึงทำรายงานถึงกรมป่าไม้ เพื่อพิจารณาอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติฯ
สตง. ท้วงว่า 1.เรื่องที่เสนอเป็นอันตรายกับพื้นที่ป่า อาณาเขตโดยรอบพื้นที่ขออนุญาตน่าจะเป็นพื้นที่ป่าชายเลน แต่เจ้าหน้าที่ป่าไม้กลับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่า โดยอ้างว่า หากสร้างสนามบินจะช่วยยับยั้งการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน
2.อาจกระทบระบบนิเวศป่าชายเลน และความเป็นอยู่ของประชาชนซึ่งไม่อาจประมาณมูลค่าความเสียหายได้ ไม่ว่าตรงนั้นเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่เป็นป่าอนุรักษ์หรือป่าชายเลนประเภทอื่น เพราะอาจจะมีส่วนทำลายป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน อาหาร ที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ และแหล่งสร้างรายได้ของประชาชนในพื้นที่
และสุดท้าย สตง. มีคำแนะนำถึงเจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่า น่าจะขัดกับอำนาจหน้าที่กรมป่าไม้ ที่มีหน้าที่โดยตรงในการป้องกันรักษาป่า ควบคุมดูแล ป้องกันการบุกรุกทำลายป่า จึงเสนอให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ตระหนักในหน้าที่ หากมีป่าเสื่อมโทรมต้องวิเคราะห์ว่าเกิดจากธรรมชาติ หรือไม่เข้มงวดในการรักษาป่า หรือตั้งใจให้เป็นป่าเสื่อมโทรม เพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
ผลพวงของเรื่องนี้ กลายเป็นปมร้อน ที่ “รัฐบาล” ตั้งแต่อธิบดีกรมป่าไม้ ไปจนถึง “นายกรัฐมนตรี” ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากหลายภาคส่วนในสังคม ว่า ในการพิจารณาโครงการที่อาจจะสวนทางกับ “นโยบายทวงคืนผืนป่า” และ “ยุทธศาสตร์ป่าไม้” ที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 30%
“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” จึงสั่งการให้ทบทวนโครงการใหม่ ให้ย้อนกลับไปเริ่มกระบวนการ “ทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม” ใหม่ทั้งหมด และเซ็นคำสั่ง เด้ง “อธิบดีกรมป่าไม้” ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
ด้าน “รัฐมนตรีว่าการกระทวงมหาดไทย” มีคำสั่งโยกย้าย “ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา” ที่เซ็นอนุมัติไปอยู่จังหวัดพิษณุโลก
กรณีนี้หากไม่มีการติดตามตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานท้องถิ่น หรือหน่วยงานรัฐ และนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องของ “กองบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ” พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติคลองทุ่งมะพร้าว ที่บางส่วนเป็นป่าชายเลนและยังมีความอุดมสมบูรณ์ ก็อาจตกไปอยู่ในการครอบครองของ “เอกชน”เพื่อนำไปแสวงหาผลประโยชน์ทางธุริจแก่ตนเองได้ในที่สุด”
โดยข่าว“การเรียกเก็บภาษีจากผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียข้ามชาติ” ของกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้สรุปสาระเเละคุณค่าของข่าวดังกล่าวว่า
“ผู้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการในประเทศ หรือ ผู้ประกอบการต่างประเทศ ควรอยู่ภายใต้กรอบกติกาเดียวกัน และผู้ประกอบการจะต้องเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อนำเม็ดเงินจากภาษีเหล่านี้มาใช้ในการพัฒนาประเทศ
ทั้งนี้คาดการณ์ว่าเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ในไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี โดยปี 2560 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ10,000 ล้านบาท ถูกครอบงำโดยผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียต่างประเทศ 80% ส่วนอีก 20% เป็นรายได้ของผู้ให้บริการในประเทศรวมกัน
“ฐานเศรษฐกิจ”จึงได้เริ่มติดตามและมีการนำเสนอข่าวกรณีดังกล่าวต่อเนื่องประกอบด้วย
1.ข่าวหน้าหนึ่งฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันทื่ 12-15 มีนาคม 2560 “เอกชนจี้เรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ฟ้อง FB” (อ่านข่าว http://www.thansettakij.com/content/134510)
เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเอารัดเอาเปรียบของผู้ประกอบการต่างประเทศ ที่มีต่อผู้ประกอบการไทย และประเทศไทย โดยในส่วนผู้ประกอบการไทยนอกจากมีความเสียเปรียบในเชิงเทคโนโลยี เงินทุนและฐานผู้ใช้งาน ตลอดจนรายได้จากโฆษณาออนไลน์แล้ว ยังมีต้นทุนทางธุรกิจสูงกว่า เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีการจดทะเบียนและเสียภาษีนิติบุคคลให้กับประเทศ ขณะที่ประเทศได้รับความเสียหายจากเม็ดเงินรายได้โฆษณาออนไลน์ไหลออกต่างประเทศ หลายพันล้านบาท โดยที่ประเทศชาติไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ”
[caption id="attachment_265335" align="aligncenter" width="411"]
นายทิฆัมพร ศรีจันทร์ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ กล่าวว่า “รางวัลไม่ได้เป็นที่สุดของทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรางวัลข่าวยอดเยี่ยมหรือรางวัลอะไรก็ตาม ยังมีข่าวที่มีคุณภาพและคุณค่าอีกมากที่ไม่ได้รับเหลือบแลหรือมองข้ามไป และยังมีข่าวอีกหลายชิ้น หลายเรื่อง หลายวาระของสังคม ที่รอให้นักข่าวไปขุดค้นแสวงหาความจริง ไม่ใช่อิงเเต่โซเชียลมีเดียที่มีเเต่ความเห็นเป็นหลัก
นักข่าวต้องตระหนักในภาระหน้าที่ของตน และต้องสำนึกอยู่ตลอดเวลาในการทำข่าวหรือผลิตชิ้นงานหนึ่งๆไม่ใช่เพื่อการนำมาซึ่งรางวัล แต่ต้องรายงานข่าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสังคม ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน สร้างสรรค์และนำปัญญาให้กับสังคม
ในภาวะสถานการณ์ปัจจุบันสื่อกำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากเทคโนโลยีดิจิตอล จึงจะต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อให้ยังยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางสถานการณ์น้ำเชี่ยว ขณะเดียวกันต้องทางเรียนรู้และนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริงนำเสนอให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม”
รางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทข่าว มีผลงานข่าวส่งเข้าประกวดจำนวน 13 ข่าว จากหนังสือพิมพ์ 7 ฉบับ ผลงานข่าวที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ได้แก่ ข่าว “แผนสกัด "ยีนดื้อยาพันธุ์ใหม่" จากหมูสู่คน” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ได้รับโล่และเงินรางวัล 100,000 บาท และรางวัลชมเชย มี 2 รางวัล ได้แก่ ข่าว “ตีแผ่ชีวิตแรงงานนอกระบบพลเมืองชั้น 2 ไร้สวัสดิการคุ้มครอง!” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และข่าว “เปิดปมมะเร็งร้ายฟุตบอลไทย ล้มบอลไทยลีก ฉีกหน้าขบวนการจ้างนักเตะ-กรรมการ” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ได้รับโล่และเงินรางวัล 20,000 บาท
รางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทภาพข่าว มีผลงานภาพข่าวส่งเข้าประกวดจำนวน 63 ภาพ จากหนังสือพิมพ์ 7 ฉบับ ผลงานภาพข่าวที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ได้แก่ ภาพ “ลวงบึ้ม” โดยนายอับดุลการิม รามันห์สิริวงศ์ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ได้รับโล่และเงินรางวัล 50,000 บาท ภาพข่าวที่ได้รับรางวัลชมเชย ลำดับที่ 1 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ภาพ “แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน” โดยนายชนัตถ์ กตัญญู หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และภาพ “ใจสลาย” โดยนายวิชาญ เจริญเกียรติภากุล หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ได้รับโล่และเงินรางวัล รางวัลละ 20,000 บาท
และผลงานภาพข่าวที่ได้รับรางวัลชมเชย ลำดับที่ 2 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ภาพ “วิกฤติน้ำท่วมกรุง” โดยนายรชานนท์ อินทรักษา หนังสือพิมพ์คมชัดลึก และ ภาพ “ต้องข้าม” โดยนายอภิชิต จินากุล หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ได้รับโล่และเงินรางวัล รางวัลละ 10,000 บาท
รางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีผลงานข่าวส่งเข้าประกวดจำนวน 3 ข่าว จากหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ ได้แก่ 1. ข่าว “ทวงคืนแก้มลิงหนองใหญ่ ยึดพื้นที่ป่าชุ่มน้ำคืนได้สำเร็จ” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 2. ข่าว “เขื่อน-โขง-คน-ธรรมชาติ : เมื่ออนาคตของแม่น้ำโขงอยู่ในอุ้งมือทุนและรัฐ” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ The Nation และ 3. ข่าว “ต้านฮุบป่าสงวน 2 พันไร่ สร้างสนามบินพังงา” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
ผลการตัดสินรางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ประจำปี 2560 ไม่มีผลงานข่าวใดได้รับรางวัลดีเด่น แต่มีรางวัลชมเชย 1 รางวัล ได้แก่ ผลงานข่าว “ต้านฮุบป่าสงวน 2 พันไร่ สร้างสนามบินพังงา” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้รับโล่และเงินรางวัล 10,000 บาท
2. ข่าว “โปรแกรมเมอร์ขาดตลาด 1,000,000 คน ไทยแลนด์ 4.0 สะดุด” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
3. ข่าว “การเรียกเก็บภาษีจากผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียข้ามชาติ” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และ 4. ข่าว “The CIO’s Guide to Blockchain” โดยกองบรรณาธิการนิตยสาร CIO World&Business
ผลการตัดสินรางวัลข่าว ITPC Award ครั้งที่ 12 ประจำปี 2560 ไม่มีผลงานข่าวใดได้รับรางวัลดีเด่น แต่มีรางวัลชมเชย 1 รางวัล ได้แก่ ผลงานข่าว “การเรียกเก็บภาษีจากผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียข้ามชาติ” โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ได้รับโล่และเงินรางวัล 20,000 บาท






