KEY
POINTS
*** ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองก่อนการเลือกตั้ง วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ได้เข้มข้นขึ้นทุกขณะ เสียงสะท้อนจาก “ภาคเอกชน” กำลังดังขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่ใช่เพียงการเลือกใครมาเป็นรัฐบาล แต่คือการตัดสินทิศทาง “เศรษฐกิจไทย” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในรอบ หลายทศวรรษ เวทีประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ล่าสุด สะท้อนภาพชัดเจนว่า ภาคธุรกิจไม่ได้เรียกร้องนโยบายหวือหวา แต่ต้องการ “คุณสมบัติผู้นำ” ที่จับต้องได้ โดย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทยและประธาน กกร. ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า “ภาคเอกชนอยากได้คนที่ไม่คอร์รัปชัน เพราะปัญหาทั้งหมดเกิดจากการคอร์รัปชัน”
*** ประโยคสั้นๆ แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจไทยมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจ ความไม่โปร่งใสของกฎระเบียบ หรือ ความไม่แน่นอนที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ กกร.มองว่า รัฐบาลหลังเลือกตั้งควรสานต่อการ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” อย่างจริงจัง ตั้งแต่การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ การแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ ไปจนถึงการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจ และสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง ภายใต้กรอบความคิด “Reinvent Thailand” ที่มุ่งปิดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง และสร้างการเติบโตระยะยาว
*** ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ “ความเชื่อมั่น” (Trust & Confidence) ซึ่งเอกชนเห็นตรงกันว่า ต้องเริ่มจากการยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงคำขวัญ โดย กกร. ถึงกับขับเคลื่อนแคมเปญ Zero Corruption พร้อมส่งสัญญาณชัดไปยังรัฐบาลใหม่ว่า “อย่าคิดเอง ทำเอง แล้วบอกให้เอกชนทำตาม โดยไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่”
*** ขณะที่ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ตอกยํ้าคุณสมบัติผู้นำประเทศว่า “นายกรัฐมนตรี” ต้องเป็นคน “พูดจริง ทำจริง” มีวิสัยทัศน์ กล้าตัดสินใจ ซื่อสัตย์ เสียสละ และ ทำงานร่วมกับภาคเอกชนได้จริง พร้อมชี้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งประเทศ ทั้งกฎหมายล้าสมัย กฎระเบียบที่เปิดช่องเรียกรับสินบน และต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงถึง 15-16% ของจีดีพี ซึ่งควรถูกลดลงเหลือ 9-10% หากไทยหวังแข่งขันในเวทีโลก
*** ภาพเศรษฐกิจที่เอกชนประเมินยิ่งตอกยํ้าความเร่งด่วน เมื่อ กกร. คาดว่าจีดีพี ปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.6-2.0% ตํ่าสุดในรอบเกือบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สาเหตุหลักมาจากความเปราะบางเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนสูง เศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ ค่าเงินบาทแข็งค่าแรงถึง 8.2% ในปีที่ผ่านมา รวมถึงความเสี่ยงจากเงินเทา อาชญากรรมไซเบอร์ และ ความล่าช้าในกระบวนการงบประมาณ ...ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ถูกเอกชนเปรียบเปรยว่า ไม่ต่างจาก “ภาษีแฝง” ที่กระแทกผู้ส่งออกโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ที่ค่าเงินอ่อนกว่า ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยถูกบั่นทอนอย่างเห็นได้ชัด
*** ในอีกฟากหนึ่ง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เสนอให้ประชาชน “สแกนนโยบายพรรคการเมือง” อย่างรอบคอบ พร้อมชู 6 ยุทธศาสตร์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ควรเร่งเดินหน้า ตั้งแต่การลดคอร์รัปชันและสแกมออนไลน์, การสร้างงานดี-ทักษะสูง, การรับมือเศรษฐกิจคาร์บอนตํ่า, การเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันระดับโลก ไปจนถึง สวัสดิการสังคมและความยั่งยืนทางการคลัง
*** ข้อเสนอที่สะเทือนใจไม่น้อย คือ คำเตือนว่า หากไม่ปฏิรูประบบบำนาญอย่างจริงจัง กองทุนประกันสังคมส่วนบำนาญอาจล้มละลายภายใน 20 ปี กระทบคนวัยทำงานในปัจจุบันโดยตรง ขณะเดียวกัน ทีดีอาร์ไอยังชี้ว่า การแจกเงินแบบ “ประชานิยม” อาจสร้างคะแนนเสียงระยะสั้น แต่บั่นทอนเสถียรภาพการคลังและเครดิตประเทศในระยะยาว
*** เมื่อประมวลเสียงจากเอกชนและนักวิชาการ ภาพที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ คือ ประเทศไทย ไม่ได้ขาด “นโยบาย” แต่ขาด รัฐบาลที่โปร่งใส กล้าปฏิรูป และ ทำงานเป็นระบบ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเลือกพรรคการเมือง แต่คือ การเลือกว่าจะพาประเทศ “ฝ่าแรงต้านเชิงโครงสร้าง” หรือ จะปล่อยให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ถดถอยลงไปเรื่อยๆ อย่างที่เป็นอยู่ ...และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่ “รัฐบาลใหม่” ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป
หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศราฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,165 วันที่ 11 -14 มกราคม พ.ศ. 2569