
ทุนต่างชาติ...เมื่อตลาดฯ ต้องการ “ความจริง”ไม่ใช่“ความหวังดี”
ทุนต่างชาติ...เมื่อตลาดฯ ต้องการ “ความจริง”ไม่ใช่“ความหวังดี” : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย... เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- เกิดข้อกังขาเรื่องการบันทึกข้อมูลการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติกลุ่ม High-Frequency Trading (HFT) ที่อาจไม่ตรงกับประเภทบัญชีที่แท้จริง ส่งผลให้ข้อมูลกระแสเงินทุน (Foreign Fund Flow) คลาดเคลื่อน
- ความผิดพลาดของข้อมูลได้สั่นคลอนความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย เนื่องจากนักลงทุนใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน
- ตลาดฯ เรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแล (ตลท. และ ก.ล.ต.) ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ตรวจสอบสาเหตุ และวางมาตรการป้องกัน แทนการให้เหตุผลว่าเป็นเพียง "ความหวังดี"
*** ไม่น่าเชื่อว่า การประชุมวิสามัญสมาชิกระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กับบรรดาโบรกเกอร์ จะกลายเป็นเวทีปะทะเดือด เมื่อสมาชิก ตลท. พร้อมใจกันเรียกร้องให้บอร์ด ตลท. เร่งตรวจสอบหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการกำกับดูแลการซื้อขายของลูกค้าต่างชาติกลุ่ม High-Frequency Trading (HFT) ว่า มีการปล่อยให้เข้ามาส่งคำสั่งซื้อขายผ่านพอร์ตลงทุนของโบรกเกอร์ หรือที่เรียกว่า Proprietary Trading (Prop Trade) หรือไม่
ประเด็นสำคัญคือ หาก HFT กลุ่มดังกล่าวนั้น ส่งคำสั่งผ่านพอร์ตของโบรกเกอร์ โดยมีโบรกเกอร์เป็นผู้ชำระราคาค่าซื้อ เหตุใดธุรกรรมดังกล่าวจึงถูกบันทึกเป็นการซื้อขายของ “นักลงทุนต่างชาติ” โดยระบุเครื่องหมาย “F” (Foreign) แทนที่จะเป็น “P” (Prop Trade) ตามรหัสของเจ้าของบัญชีที่แท้จริง?
นอกจากนี้ ยังเกิดข้อสงสัยตามมาว่า บริษัท สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด (TCH) ยินยอมให้โบรกเกอร์เปลี่ยนเครื่องหมายจาก “F” เป็น “P” เพื่อให้โบรกเกอร์สำรองชำระราคาแทนลูกค้าจริงหรือไม่?
เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องมีความชัดเจน ทั้งในด้านกระบวนการทำงาน ผู้มีอำนาจอนุมัติ และหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณา
เจ๊เมาธ์มองว่า เรื่องนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาทางเทคนิคของระบบซื้อขาย เพราะข้อมูลประเภทนักลงทุนมีผลโดยตรง ต่อการวิเคราะห์ตลาด และนักลงทุนจำนวนมากใช้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Fund Flow) เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักประกอบการตัดสินใจ ขณะที่หน่วยงานด้านเศรษฐกิจระดับประเทศ ก็นำข้อมูลนี้ไปใช้ประเมินภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงินเช่นกัน
ดังนั้น หากข้อมูลที่รายงานออกไปไม่ตรงกับลักษณะธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขซื้อขายรายวัน แต่สั่นคลอนไปถึง “ความน่าเชื่อถือ” ของข้อมูลในตลาดทุนโดยรวม และนี่คือประเด็นสำคัญที่สุดที่ ตลท. ต้องเร่งสาง โดยมี 3 ประเด็นใหญ่ที่ ตลท. และ ก.ล.ต. ต้องตอบให้ชัด
ประเด็นแรก หากมีการบันทึกธุรกรรมในพอร์ตโบรกเกอร์ให้กลายเป็นการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ ก็ต้องอธิบายให้ชัดว่า เกิดขึ้นภายใต้หลักเกณฑ์ใด เพราะสิ่งที่นักลงทุนเห็นจากตัวเลข Foreign Fund Flow ควรสะท้อนภาพการลงทุนจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่ทำขึ้นมาแล้วต้องตามแก้ไขในภายหลัง
เจ๊เมาธ์ไม่ได้ติดใจว่า ธุรกรรม Portfolio Total Return Swap (TRS) สามารถทำได้หรือไม่ เพราะนั่นเป็นเรื่องของกติกาและการบริหารความเสี่ยงของแต่ละสถาบัน แต่สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ “การทำธุรกรรมได้” กับ “การรายงานข้อมูลอย่างถูกต้อง” เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง!
ประเด็นที่สอง หากนักลงทุนต่างชาติสามารถใช้โครงสร้าง TRS ที่มีเงื่อนไขหลักประกันและต้นทุนทางการเงินเปรียบเทียบแล้วได้เปรียบนักลงทุนไทย เป็นหน้าที่ของผู้กำกับดูแลที่จะต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า โครงสร้างดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ใด และมีมาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างไร
เจ๊เมาธ์มองว่า การเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนแต่ละประเภทใช้เครื่องมือทางการเงินที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เรื่องผิด หากทุกอย่างอยู่ภายใต้กติกาที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ แต่สิ่งที่ตลาดทุนไทยไม่ควรต้องแบกรับ คือ “ความคลุมเครือ” ว่ากติกาเดียวกันนี้ ถูกนำมาใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกันจริงหรือไม่
ประเด็นที่สาม คือ การที่ ตลท. จะดำเนินการแก้ไขข้อมูลย้อนหลังให้ถูกต้อง ถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็น แต่สิ่งที่ตลาดต้องการยิ่งกว่าการแก้ตัวเลข คือการตรวจสอบว่า ความคลาดเคลื่อนนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร มีธุรกรรมใดได้รับผลกระทบไปแล้วบ้าง และระบบควบคุมภายในปล่อยให้เกิดช่องโหว่เช่นนี้ได้อย่างไร
ส่วนคำอธิบายว่าเป็นเพียง “เจตนาดี” นั้น... เจ๊เมาธ์มองว่าไม่ใช่คำตอบ!
เพราะในตลาดทุน... เจตนาอาจถูกนำมาใช้อธิบายเหตุผลของการกระทำได้ แต่ไม่สามารถใช้แทนมาตรฐานของระบบควบคุมและความถูกต้องของข้อมูลได้ หากพบว่า เป็นความผิดพลาดก็ต้องค้นหาสาเหตุและวางระบบป้องกัน
แต่หากพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามขั้นตอน เรื่องนี้ควรจบลงด้วย “ข้อเท็จจริง” ไม่ใช่จบด้วยคำอธิบายสั้นๆ แค่ว่า “หวังดี”
บอกตรงๆ ว่า เจ๊เมาธ์อยากเห็นทั้ง ตลท. และ สำนักงาน ก.ล.ต. ออกมาชี้แจงเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ที่มาของธุรกรรม วิธีการบันทึกข้อมูล ผลกระทบต่อ Foreign Fund Flow การแก้ไขข้อมูลย้อนหลัง ไปจนถึงมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ไม่ใช่เมื่อเกิดปัญหาแล้วเลือกที่จะเงียบหรือทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อย่าลืมว่า ตลาดทุนไม่ได้ต้องการแค่ตัวเลขที่ถูกตามแก้ให้ถูกต้องในภายหลัง... แต่ต้องการ “ระบบที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ตั้งแต่วันแรก” ที่มีการส่งคำสั่งเข้ามา เพราะในความเป็นจริง แม้นักลงทุนอาจพอรับได้หากระบบเกิดข้อผิดพลาดทางเทคนิค แต่สิ่งที่ยากจะยอมรับที่สุด คือการที่เกิดความผิดพลาดขึ้นแล้ว ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร และจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีก!
เจ๊เมาธ์ขอย้ำว่า “ความเชื่อมั่น” ไม่ได้สร้างจากคำอธิบายประเภท “ไม่มีอะไรต้องกังวล” แต่สร้างจากการเปิดเผยข้อมูลให้ตรวจสอบได้ และแสดงให้เห็นถึงการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
ท้ายที่สุด... ถ้าตัวเลขที่นักลงทุนใช้ชี้นำทิศทางเงินลงทุน ยังต้องมานั่งระแวงกันทุกเย็นว่า เป็นข้อมูล “จริงหรือเท็จ” ต่อให้เรามีระบบซื้อขายที่ทันสมัยแค่ไหน นักลงทุนจะเอาความเชื่อมั่นมาจากไหน และจะใช้ อะไรเป็นหลักในการตัดสินใจล่ะเจ้าคะ
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย... เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์







