thansettakij
thansettakij
ทุนเทาข้ามชาติ...จากบัญชีม้าสู่ปฏิบัติการฟอกเงินหมื่นล้านในตลาดหุ้น

ทุนเทาข้ามชาติ...จากบัญชีม้าสู่ปฏิบัติการฟอกเงินหมื่นล้านในตลาดหุ้น

27 ต.ค. 69 | 23:00 น.

ทุนเทาข้ามชาติ...จากบัญชีม้าสู่ปฏิบัติการฟอกเงินหมื่นล้านในตลาดหุ้น : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย... เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยายผลจับกุมเครือข่ายทุนเทาข้ามชาติ นำโดย เบน สมิธ และ ยิม เลียก ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
  • เครือข่ายใช้วิธีโอนเงินผ่านบัญชีม้านิติบุคคลจากกัมพูชาเข้าไทย ก่อนส่งต่อไปยังสิงคโปร์ แล้วนำกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงิน
  • มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับการถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียน 3 แห่ง คือ VGI, MFC และ BCP มูลค่ารวมกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท โดย ก.ล.ต.ยืนยันว่าบริษัทเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ถ้าใครติดตามเจ๊เมาธ์มาโดยตลอด คงรู้ดีว่าเรื่องเครือข่ายทุนเทาข้ามชาติเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เจ๊เกาะติดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงชื่อของ เบน สมิธ หรือ นายเบนจามิน และ ยิม เลียก ที่ถูกกล่าวถึงในกรณีต่างๆ จนกลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลต่อความโปร่งใสของตลาดทุนไทย

ล่าสุดคงต้องให้เครดิตเต็มๆ เมื่อ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะที่ผลักดันให้เกิดการสืบสวนสอบสวนมาโดยตลอดนอกจากนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงาน ก.ล.ต. และศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เพื่อขยายผลเครือข่ายบัญชีม้านิติบุคคลข้ามชาติ และเส้นทางเงินที่อาจเชื่อมโยงกับตลาดทุนไทย ก็ถือเป็นพระเอกเช่นกัน

ข้อมูลการดำเนินคดี ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 6 ราย และแจ้งข้อกล่าวหาอีก 1 ราย รวม 7 ราย ประกอบด้วย เบน สมิธ, ยิม เลียก, นางสาวแคทรียา, นางสาวสุภารัตน์, นายยูจีน, นายโคปิง และ นายณัฐกร ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาและสถานะทางคดีของแต่ละบุคคลต้องพิจารณาตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยังต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

แน่นอนว่า สิ่งที่ทำให้คดีนี้น่าจับตาไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เกี่ยวข้องหรือมูลค่าทรัพย์สินที่มีจำนวนหลายหมื่นล้านบาท แต่เป็นรูปแบบการเคลื่อนย้ายเงินที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ ที่มีตั้งแต่การใช้บัญชีส่วนตัว บัญชีบุคคลใกล้ชิด และนิติบุคคลที่อาจทำหน้าที่เป็นบริษัทบังหน้าในช่วงปี 2562–2564 

ต่อมาในช่วงปี 2565–2566 มีการตรวจสอบเส้นทางโอนเงินจากกัมพูชาเข้าสู่บัญชีเครือข่ายในไทย ก่อนส่งต่อไปยังสิงคโปร์ ขณะที่ช่วงปี 2567–2568 เจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมผ่านธนาคาร B.I.C. และกองทุน CAI ในสิงคโปร์ ซึ่งมีการกล่าวถึงเงินจำนวนหลายหมื่นล้านบาท

อีกประเด็นสำคัญ คือ ข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำเงินเข้ามาลงทุนในหุ้นไทย ทั้งการซื้อขายหุ้นในกระดาน และการซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง หรือ Private Placement (PP) ซึ่งหากมีการใช้โครงสร้างผู้ถือหุ้นหลายชั้น เพื่อปกปิดแหล่งเงินหรือผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง ก็อาจทำให้เงินที่มีข้อสงสัยถูกนำเสนอในรูปแบบของเงินลงทุนจากต่างประเทศได้

ข้อมูลที่เปิดเผยระบุว่า ทรัพย์สินของเครือข่ายรวมมูลค่าประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท โดยมีหุ้นไทยมูลค่าประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท เข้ามาเกี่ยวข้อง

ทั้งนี้หุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่ถูกกล่าวถึงในประเด็นเส้นทางการถือหุ้น ได้แก่ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI, บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำให้ชัดว่า การตรวจสอบผู้ถือหุ้น หรือ เส้นทางเงินไม่ใช่ข้อสรุปว่า บริษัทจดทะเบียนเป็นผู้ร่วมกระทำผิด โดยมีรายงานว่า ก.ล.ต. ยืนยันว่า VGI, MFC และ BCP ไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ตามประเด็นที่ถูกกล่าวถึง การพิจารณาจึงต้องแยกระหว่างตัวบริษัท ผู้ถือหุ้น และ บุคคลที่อาจอยู่เบื้องหลังธุรกรรมอย่างรอบคอบ

อีกจุดที่เจ๊เมาธ์อยากให้จับตาเป็นพิเศษ คือ บทบาทของ บริษัทหลักทรัพย์ที่อาจเกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชี การซื้อขายหุ้น ตามหลักเกณฑ์การรู้จักลูกค้า (Know Your Customer: KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence: CDD) ผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง รวมถึงดำเนินการตามข้อกำหนดเกี่ยวกับธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย

หากพบว่า ผู้ให้บริการรายใดละเลยหน้าที่ หรือ มีส่วนร่วมในการกระทำผิดจริง ก็ต้องดำเนินการตามพยานหลักฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ในทางกลับกัน การเป็นผู้ให้บริการซื้อขายหรือดูแลทรัพย์สินให้ลูกค้าที่ถูกตรวจสอบ ไม่ได้ทำให้บริษัทหลักทรัพย์นั้นมีความผิดโดยอัตโนมัติ

บอกตรงๆ ว่า เจ๊เมาธ์อยากเห็นการรักษาความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไม่ได้จบลงแค่การกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน เพราะหากมีการนำเงินจากการกระทำผิดเข้ามาซื้อหุ้นจริง เรื่องนี้ย่อมไม่ใช่ปัญหาของหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น แต่กระทบถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยรวม เนื่องจากตลาดทุนที่ดีต้องเปิดโอกาสให้เงินลงทุนเข้ามาแข่งขันอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เปิดช่องให้โครงสร้างซับซ้อนถูกใช้ปกปิดตัวตนหรือแหล่งที่มาของเงิน

อย่างไรก็ตาม...แม้ว่าทั้ง ก.ล.ต. ปปง. และ บก.ปอศ. ยืนยันตรงกันว่า บริษัทจดทะเบียน 3 แห่ง คือ BCP, VGI และ MFC ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความผิดของเครือข่ายนี้ และหุ้นทั้ง3 ตัว ก็ยังสามารถซื้อขายหุ้นในตลาดได้ตามปกติ แต่ใครจะไปรู้หรือแน่ใจได้ว่า โครงสร้างการบริหารของทั้ง 3 บริษัท จะไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงจนถึงขั้น “แผ่นดินไหว” ในอนาคต

เจ๊เมาธ์ขอย้ำว่า สิ่งที่ตลาดต้องการไม่ใช่เพียงการเปิดปฏิบัติการให้เป็นข่าวใหญ่ แต่คือ การตรวจสอบให้ถึงต้นตอ พร้อมเปิดเผยผลอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ผู้ลงทุนแยกแยะได้ว่า อะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือข้อกล่าวหา และ อะไรคือความเสี่ยงที่ต้องนำมาประกอบการตัดสินใจลงทุน 

เจ๊เมาธ์เชื่อว่า ถ้าทำได้เมื่อไหร่...ความเชื่อมั่นที่หายไปนาน ก็อาจจะกลับมาได้เช่นกันนั่นเองเจ้าค่ะ

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย... เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์