
Webull สะเทือนถึงไทย...ความโปร่งใสที่ต้องมีคำตอบ
Webull สะเทือนถึงไทย...ความโปร่งใสที่ต้องมีคำตอบ : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- คณะกรรมาธิการสภาสหรัฐฯ ตั้งข้อกังวลต่อ Webull ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ โครงสร้างการถือหุ้นที่อำนาจกระจุกตัว, ความเสี่ยงด้านข้อมูลที่เชื่อมโยงกับทีม R&D ในจีน และ ความปลอดภัยของทรัพย์สินลูกค้า
- ข้อกังวลดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและสร้างคำถามถึงการดำเนินงานของ Webull ในประเทศไทย โดยเฉพาะหลังการเข้าซื้อกิจการ บล.พาย (Pi Securities)
- บทความเรียกร้องให้ Webull ชี้แจงและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนไทย เกี่ยวกับความโปร่งใสในการทำธุรกรรม ความปลอดภัยของข้อมูล และความรับผิดชอบหากเกิดปัญหาขึ้น
*** แม้ บริษัท หลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) หรือ Webull จะเพิ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ได้เพียงไม่กี่ปี แต่ดูเหมือนว่า ตั้งแต่เข้ามาทำธุรกิจ โบรกเกอร์รายนี้ก็มีประเด็นให้ติดตามและพูดถึงกันอย่างต่อเนื่อง
เพราะหากยังจำกันได้ เมื่อไม่กี่เดือนก่อน Webull เคยถูกคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เรียกผู้บริหารเข้าชี้แจง หลังมีข้อร้องเรียนว่า แพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ อาจถูกใช้เป็นช่องทางพักและเคลื่อนย้ายเงิน ที่ได้จากการหลอกลวงประชาชน
ล่าสุดกรณี Webull คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ว่าด้วยการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน เปิดเผยรายงานที่ตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างการถือหุ้น การพัฒนาระบบเทคโนโลยีในจีน และการดูแลเงินสดของลูกค้า โดยมีประเด็นสำคัญที่ถูกจับตาอยู่ 3 เรื่อง
เรื่องแรก คือ การกระจุกตัวของอำนาจบริหาร โดย Anquan Wang ผู้ก่อตั้งและซีอีโอชาวจีน ถือหุ้นเพียง 16.4% แต่กลับมีสิทธิออกเสียงสูงถึง 79.2% ผ่านโครงสร้างหุ้นสองชั้น (Dual-class Shares)
เรื่องที่สอง คือ ความเสี่ยงด้านข้อมูลข้ามพรมแดน เนื่องจาก บริษัทลูกในเมืองฉางซา ประเทศจีน มีพนักงานด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) สูงถึง 863 คน คิดเป็น 62% ของพนักงานทั่วโลก แถมยังมีแผนทุ่มเงินอีก 51.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างศูนย์ R&D จนฝั่งนิติบัญญัติสหรัฐฯ กังวลเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลและความเชื่อมโยงกับกฎหมายข่าวกรองของจีน
เรื่องที่สาม คือ ความเสี่ยงต่อทรัพย์สินลูกค้า เนื่องจากการเปลี่ยนมาใช้ระบบ Omnibus Clearing ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 ซึ่งดูแลทรัพย์สินลูกค้ารวมกว่า 24,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากผู้ใช้บริการ 28 ล้านรายทั่วโลก ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยและความเสี่ยงต่อเงินทุนของนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม...เจ๊เมาธ์ต้องย้ำว่า รายงานดังกล่าวยังไม่ใช่คำตัดสินว่าบริษัทกระทำผิด และไม่ได้ทำให้ Webull ถูกสั่งระงับกิจการโดยอัตโนมัติแต่อย่างใด
แต่ถึงจะยังไม่มีคำสั่งลงโทษอย่างเป็นทางการ ผลกระทบด้านความเชื่อมั่นก็เกิดขึ้นแล้ว โดย หุ้น Webull (NASDAQ: BULL) ร่วงลงหนักถึง 29% ระหว่างการซื้อขายช่วงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ภายหลังการเปิดเผยรายงาน ขณะที่ตลาดก็ยังต้องจับตาว่า หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ จะขยายผลตรวจสอบอย่างเป็นทางการหรือไม่
แน่นอนว่า สำหรับเจ๊เมาธ์...เรื่องนี้ทำให้ต้องหันกลับมามอง Webull อย่างจริงจัง เพราะประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่บริษัทกำลังเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะการเข้าซื้อกิจการ บริษัท หลักทรัพย์ พาย (Pi Securities) ในสัดส่วนรวม 99.36% มูลค่าประมาณ 3,200 ล้านบาท หรือราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา
ดังนั้น คำถามที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในสหรัฐฯ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความโปร่งใส ในการดำเนินธุรกรรม ความสามารถในการแข่งขัน และอนาคตของ Webull ในประเทศไทยด้วย
สำหรับเจ๊เมาธ์ มองว่า ประเด็นแรกที่ควรได้รับคำตอบ คือ นักลงทุนไทย จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ธุรกรรมซื้อขายหลักทรัพย์ ผ่าน Webull มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีระบบควบคุมความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อบริษัทมีโครงสร้างธุรกิจและบุคลากร กระจายอยู่ในหลายประเทศ หากเกิดปัญหาขึ้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ และหน่วยงานกำกับดูแลของไทย จะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นเพื่อตรวจสอบได้รวดเร็วเพียงใด
ประเด็นต่อมาคือ ความสามารถในการแข่งขันของ Webull จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน หากความกังวลด้านกฎระเบียบและความเชื่อมั่นยังคงกดดันธุรกิจต่อไป
เพราะการแข่งขันของแพลตฟอร์มซื้อขายหุ้นในปัจจุบัน ไม่ได้วัดกันแค่ค่าธรรมเนียมต่ำ แอปพลิเคชันใช้งานง่าย หรือ มีเครื่องมือวิเคราะห์การลงทุนครบครันเท่านั้น แต่ยังต้องแข่งขันกันด้วยความปลอดภัยของระบบ คุณภาพการให้บริการ ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศ
ส่วนคำถามสำคัญที่สุดสำหรับเจ๊เมาธ์ คือ อนาคตของ Webull ในประเทศไทยจะเดินต่อไปอย่างไร และบริษัทจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทยได้มากแค่ไหน เพราะการเข้ามาทำตลาดผ่าน Pi Securities ไม่ได้หมายความว่า ความเสี่ยงทุกอย่างจะหมดไป
สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ การแบ่งความรับผิดชอบระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนความพร้อมในการรับมือร่วมกัน หากบริษัทแม่เผชิญปัญหาทางกฎหมายหรือข้อจำกัดจากต่างประเทศ
แน่นอนว่า ข้อกังวลในสหรัฐฯ ไม่ใช่หลักฐานว่า Webull ในไทยดำเนินธุรกิจอย่างไม่โปร่งใส และยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปว่า ธุรกิจในประเทศไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ในฐานะผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุน และข้อมูลทางการเงินของประชาชน การชี้แจงให้ชัดเจนย่อมเป็นประโยชน์ต่อทั้งบริษัท นักลงทุน และ ตลาดทุนไทย
ท้ายที่สุด เจ๊เมาธ์ไม่ได้ต้องการให้ใครด่วนตัดสิน Webull จากรายงานในต่างประเทศ แต่เจ๊เมาธ์อยากเห็นคำตอบที่ชัดเจนว่า ธุรกรรมของลูกค้าในประเทศปลอดภัยและตรวจสอบได้เพียงใด ใครรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา และ บริษัทพร้อมแค่ไหนที่จะดำเนินธุรกิจภายใต้กฎเกณฑ์ของไทยในระยะยาว
บอกเลยว่า สำหรับตลาดทุน ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีทันสมัย หรือ ค่าธรรมเนียมที่แข่งขันได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาจากระบบที่ตรวจสอบได้ ความรับผิดชอบที่ชัดเจน และการพิสูจน์ให้เห็นว่า นักลงทุนได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสมจริง ๆ เรื่องมันก็มีเท่านี้เองเจ้าค่ะ
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์







