
เมื่อ AI ต้องการไฟฟ้า โลกเริ่มให้ความสำคัญกับพลังงานนิวเคลียร์อีกครั้ง
AI ต้องการไฟฟ้ามหาศาล แล้วไทยควรวางระบบพลังงานอย่างไร? ผศ.ดร.ญาณิน สุขใจ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. วิเคราะห์การกลับมาของพลังงานนิวเคลียร์ บทบาท SMR และความท้าทายของไทยสู่ยุคเศรษฐกิจ AI
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้เข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ระบบค้นหาข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ไปจนถึงการพัฒนาโมเดล AI สำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
รายงาน Energy and AI ของสำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า Data Center ทั่วโลกใช้ไฟฟ้าประมาณ 415 เทระวัตต์ชั่วโมง (TWh) ในปี 2024 หรือประมาณ 1.5% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก และคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 945 TWh ภายในปี 2030 จากการขยายตัวของ AI และบริการดิจิทัล
เบื้องหลังการเติบโตของ AI คือความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต้องทำงานอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
ดังนั้น การแข่งขันด้าน AI ในปัจจุบันจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะความสามารถของชิปประมวลผลหรือซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถของแต่ละประเทศในการจัดหาไฟฟ้าที่เพียงพอ มีเสถียรภาพ และมีการปล่อยคาร์บอนต่ำ
ภายใต้บริบทดังกล่าว พลังงานนิวเคลียร์จึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ เนื่องจากสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล
กำลังผลิตนิวเคลียร์โลกยังคงทรงตัว แต่โครงการใหม่เพิ่มขึ้น
ข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่า ในปี 2025 โลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่เข้าสู่ระบบประมาณ 3 กิกะวัตต์ (GW) จากการเดินเครื่องปฏิกรณ์ใหม่ในประเทศจีน อินเดีย และรัสเซีย ขณะเดียวกัน มีการปลดระวางกำลังผลิตประมาณ 3 GW โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศเบลเยียม
ส่งผลให้กำลังผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกยังอยู่ที่ประมาณ 420 GW และมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เดินเครื่องอยู่ในมากกว่า 30 ประเทศ
แม้ว่ากำลังผลิตรวมของโลกจะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แนวโน้มสำคัญคือจำนวนโครงการก่อสร้างใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างประมาณ 78 GW ใน 15 ประเทศ ซึ่งเป็นระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยจีนมีสัดส่วนการก่อสร้างมากที่สุด คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของกำลังผลิตทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง
นอกจากจีนแล้ว ประเทศที่มีการลงทุนด้านนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ อินเดีย อียิปต์ ตุรกี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และสโลวาเกีย
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า หลายประเทศกำลังประเมินบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์ใหม่ ภายใต้โจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน การลดการปล่อยคาร์บอน และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
การแข่งขันด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของจีนและรัสเซีย
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การเปลี่ยนแปลงของผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์โลก
ข้อมูลของ IEA ระบุว่า ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เริ่มก่อสร้างประมาณ 94% ใช้เทคโนโลยีจากจีนหรือรัสเซีย
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในปัจจุบันมีความเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้านเทคโนโลยี การผลิตอุปกรณ์ ห่วงโซ่อุปทาน และความสามารถในการส่งออกเทคโนโลยีพลังงานของแต่ละประเทศ
สำหรับประเทศที่กำลังพิจารณาพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ ประเด็นด้านเทคโนโลยีและความพร้อมของอุตสาหกรรมภายในประเทศจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องศึกษา
SMR กับโอกาสของระบบพลังงานยุคใหม่
ในช่วงที่ผ่านมา Small Modular Reactor (SMR) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีแนวคิดในการออกแบบให้มีขนาดเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม สามารถผลิตเป็นโมดูลจากโรงงาน และนำไปติดตั้งในพื้นที่เป้าหมายได้
ปัจจุบัน จีนมี SMR บนบกที่เดินเครื่องแล้ว เช่น โครงการ HTR-PM ซึ่งใช้เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์อุณหภูมิสูงระบายความร้อนด้วยก๊าซ (High Temperature Gas-cooled Reactor) ขณะที่กำลังก่อสร้างโครงการ ACP100 หรือ Linglong One ซึ่งเป็น SMR เครื่องปฏิกรณ์น้ำอัดความดันแบบรวมอุปกรณ์ (Integral Pressurized Water Reactor) มีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 125 เมกะวัตต์
ส่วนรัสเซียมีประสบการณ์จาก SMR แบบลอยน้ำ Akademik Lomonosov และกำลังพัฒนาเทคโนโลยี SMR รุ่นใหม่สำหรับการใช้งานบนบกและพื้นที่ห่างไกล โดยมีเป้าหมายรองรับการผลิตไฟฟ้าและความร้อนสำหรับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต
ประเทศอย่างแคนาดา เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ก็มีการพัฒนาเทคโนโลยี SMR เช่นกัน โดยมุ่งเน้นการใช้งานทั้งสำหรับระบบไฟฟ้าและอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานต่อเนื่อง
หนึ่งในตลาดที่ได้รับความสนใจคือ Data Center เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงและต้องการความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระดับสูง
AI Data Center กับความต้องการพลังงานรูปแบบใหม่
Data Center สำหรับ AI มีลักษณะการใช้พลังงานแตกต่างจากศูนย์ข้อมูลทั่วไป เนื่องจากต้องรองรับการประมวลผลขนาดใหญ่จากโมเดล AI ซึ่งต้องใช้ทั้งกำลังไฟฟ้าและระบบระบายความร้อนจำนวนมาก
บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่งจึงให้ความสำคัญกับการจัดหาไฟฟ้าที่มีความมั่นคง พร้อมกับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน
พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ยังคงเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แต่ระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ยังจำเป็นต้องมีแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สามารถจ่ายพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ พลังงานนิวเคลียร์จึงถูกนำมาพิจารณาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของระบบพลังงานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลในหลายประเทศ
แล้วประเทศไทยควรมองเรื่องนี้อย่างไร
ประเทศไทยยังไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ แต่เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก AI และ Data Center เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามเรื่องแหล่งพลังงานที่มั่นคง ปล่อยคาร์บอนต่ำ และสามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
ในระยะสั้น ประเทศไทยยังสามารถเพิ่มศักยภาพของระบบไฟฟ้าผ่านการขยายโครงข่ายส่งไฟฟ้า การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) การใช้ก๊าซธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูง ตลอดจนการยกระดับประสิทธิภาพของ Data Center ด้วยเทคโนโลยีระบายความร้อนและการบริหารจัดการพลังงานที่ทันสมัย
อย่างไรก็ตาม หากมองไปข้างหน้าอีก 10–20 ปี ประเด็นสำคัญคือ ประเทศไทยจะออกแบบระบบพลังงานอย่างไร เพื่อรองรับเศรษฐกิจ AI ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ระบบพลังงานในอนาคตอาจต้องมีคุณสมบัติสำคัญอย่างน้อย 5 ประการ ได้แก่
- มีกำลังผลิตเพียงพอ (Adequacy) รองรับการเติบโตของ AI Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล
- มีความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (Reliability) สามารถจ่ายไฟได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
- ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Low-Carbon Electricity) เพื่อสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero และความต้องการของผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลก
- มีต้นทุนที่แข่งขันได้ (Competitive Cost) เพราะค่าไฟฟ้าเป็นต้นทุนหลักของ AI Data Center
- ขยายระบบได้รวดเร็ว (Scalability) เพื่อรองรับการลงทุนที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในอนาคต
นั่นหมายความว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องวางแผน “พอร์ตพลังงาน” (Energy Portfolio) ให้มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงและลดการใช้เชื้อเพลิง รวมถึงแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่องและปล่อยคาร์บอนต่ำ เช่น พลังงานนิวเคลียร์ ตลอดจนติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Small Modular Reactor (SMR) โดยพิจารณาปัจจัยด้านความปลอดภัย ต้นทุน กฎระเบียบ และการยอมรับของสังคม เพื่อประเมินความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
ท้ายที่สุด การแข่งขันเพื่อเป็น AI Hub ในอนาคต อาจไม่ได้วัดกันเพียงจำนวน Data Center ที่สามารถดึงดูดเข้ามาลงทุน แต่จะวัดกันที่ ความสามารถของประเทศในการจัดหาไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ สะอาด และเพียงพอ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว
การกลับมาของพลังงานนิวเคลียร์ในหลายประเทศ สะท้อนว่า เศรษฐกิจยุค AI ต้องการไฟฟ้าปริมาณมหาศาลที่มีเสถียรภาพและปล่อยคาร์บอนต่ำ
ในยุคที่ AI กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจำนวนชิป ความสามารถของโมเดล หรือความก้าวหน้าของอัลกอริทึมเท่านั้น แต่กำลังขยายไปสู่การแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่มีเสถียรภาพ ปล่อยคาร์บอนต่ำ และมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้
สำหรับประเทศไทย เราจะออกแบบระบบพลังงานของประเทศอย่างไร เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ AI ในอีก 10–20 ปีข้างหน้า และสร้างความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาคอาเซียน
ท้ายที่สุดแล้ว ศักยภาพของ AI จะเติบโตได้มากเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของประเทศในการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เพียงพอ มั่นคง และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต.
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- International Energy Agency. (2026). Global Energy Review 2026: Technology – Nuclear. International Energy Agency.
- International Energy Agency. (2025). Energy and AI. International Energy Agency.
- International Atomic Energy Agency. (2026). Power Reactor Information System (PRIS). International Atomic Energy Agency.
- International Atomic Energy Agency. (2024). Small Modular Reactors (SMRs): Advances in SMR technology development. International Atomic Energy Agency.












