thansettakij
thansettakij
กูรูชี้หุ้นไทยแกร่งสวนวิกฤตโลก รับแรงมาตรการพลังงานสะอาด 2 แสนล้านหนุน

กูรูชี้หุ้นไทยแกร่งสวนวิกฤตโลก รับแรงมาตรการพลังงานสะอาด 2 แสนล้านหนุน

โบรกมองหุ้นไทยยังแข็งแกร่งสวนตลาดโลก รับแรงหนุนหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์และมาตรการลงทุนพลังงานสะอาด 2 แสนล้านบาท พร้อมเตือน 2 ปัจจัยเสี่ยง "Oil Shock-Yield Shock" กดดันหุ้น Growth และ AI แนะปรับพอร์ตลงทุน 3 ธีมรับความผันผวน

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นไทย (SET) มีความแข็งแกร่งและฟื้นตัวสวนกระแสโลก โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีสัดส่วนสูงในดัชนี
  • รัฐบาลเตรียมอัดฉีดเม็ดเงิน 2 แสนล้านบาท ผ่านนโยบายการคลังเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่การใช้พลังงานสะอาด (Clean Energy Transition)
  • มาตรการดังกล่าวจะส่งผลประโยชน์โดยตรงต่อหุ้นในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม, รับเหมาก่อสร้าง, ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยว่า ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในปัจจุบันถือว่ามีความแข็งแกร่งและฟื้นตัวสวนกระแสโลก โดยให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นเดือน (MTD) เป็นบวกถึง +2.30% สาเหตุหลักมาจากการที่ดัชนีมีน้ำหนักของหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สูงถึง 1 ใน 3 ซึ่งช่วยพยุงตลาดไว้ในยามที่น้ำมันแพง

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายการคลัง ที่เตรียมอัดฉีดเม็ดเงินวงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่พลังงานสะอาด (Clean Energy Transition) มาตรการเด่นครอบคลุมถึงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop)

และการผลักดันระบบขนส่งสาธารณะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งกลุ่มที่จะได้ประโยชน์โดยตรง คือ นิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA), รับเหมาก่อสร้าง (STECON, PYLON, INSET), กลุ่มธุรกิจ EV (MGC, KGEN) และโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด (GULF, GPSC, GUNKUL, WHAUP)

"ทรัมป์" ฉุดตลาดโลกผันผวนหนัก

ขณะที่ภาพรวมตลาดการลงทุนโลกนั้น ประเมินว่าขณะนี้กำลังเผชิญความผันผวนอย่างหนักจาก 2 ปัจจัยลบหลัก ได้แก่ "Oil Shock" และ "Yield Shock" ส่งผลให้เกิดแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเติบโตสูง (Growth) และกลุ่มชิป AI วิกฤต Oil Shock

โดยเกิดจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ด้วยการสั่งโจมตีอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 3 พร้อมกลับมาปิดล้อมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และเสนอเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึง 20% สำหรับสินค้าที่ขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าว

ปัจจัยนี้ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นแรงราว 9 - 10% ภายในวันเดียว และเพิ่มความเสี่ยงด้านการชะงักงันของอุปทาน (Supply Disruption) ผลพวงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงได้ไปกระตุ้นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ นำมาสู่ภาวะ Yield Shock โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี พุ่งทะยานแตะ 4.62% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบปี

ทิศทางดังกล่าวทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจต้องคงดอกเบี้ยระดับสูงยาวนานกว่าที่คาดไว้ สอดคล้องกับสัญญาณ FEDSPEAK ที่เข้มงวด (Hawkish) ขึ้น ส่งผลกดดันโดยตรงต่อหุ้นกลุ่ม Growth, High Beta และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่มูลค่า (Valuation) ตึงตัว

หุ้นชิปเผชิญแรงขาย - โฟลว์สลับเข้าหุ้นจีน

แม้ว่า TSMC ผู้ผลิตชิปเบอร์ 1 ของโลก จะรายงานยอดขายเดือน มิ.ย. เติบโตแข็งแกร่งถึง 67% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากดีมานด์ AI แต่ยอดส่งออกชิปของเกาหลีใต้ในช่วง 10 วันแรกของเดือน ก.ค. เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงเมื่อเทียบรายเดือน (จาก +30% จากเดือนก่อน เหลือเพียง +1.3% จากเดือนก่อน)

ซึ่งได้กลายเป็นแรงกดดันให้หุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำ (Memory) เช่น SK Hynix, SanDisk และ Kioxia ร่วงลงแรง 13-15% ในทางกลับกัน กระแสเงินทุนกำลังเกิดการหมุนเวียน (China Rotation) เข้าสู่ตลาดหุ้นจีน หลังจากรัฐบาลจีนประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคระยะ 5 ปี โดยเน้นอัดฉีดภาคการท่องเที่ยว, E-Commerce, บริการ, และกลุ่มสินค้ารักษ์โลก (Green Consumption/EV) ซึ่งจะช่วยดึงเม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ตลาดเอเชียบางส่วน

กลยุทธ์การลงทุน

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สภาวะความผันผวนที่กล่าวมาข้างต้น ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุน ลดน้ำหนักหุ้น Growth และ AI แล้วปรับพอร์ตลงทุนแบ่งเป็น 3 ธีมหลัก ได้แก่

  1. Energy Hedge (ป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน) : แนะนำ PTTEP, PTT, PTTGC และ IVL
  2. Value/Defensive (หลบภัยบอนด์ยีลด์พุ่ง) : แนะนำกลุ่มธนาคารและประกัน ได้แก่ KTB, BBL, SCB และ BLA
  3. China Consumption (เก็งกำไรรับแผนบริโภคจีน) : แนะนำลงทุนผ่าน DR ได้แก่ TRIPCOM80, BYDCOM80, MEITUAN80 และ JD80