

ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช ตั้งอยู่ภายใน วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร บริเวณชั้น 2 ของมหามณฑป ใต้ที่ประดิษฐาน หลวงพ่อทองคำ พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยซึ่งมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากที่สุดในโลก การจัดวางพื้นที่เช่นนี้สะท้อนนัยสำคัญว่า ชุมชนชาวจีนในประเทศไทยได้เติบใหญ่และตั้งมั่น “ใต้ร่มพระบารมี” ของแผ่นดินไทย
นิทรรศการถ่ายทอดเรื่องราวการอพยพของชาวจีนสู่สยามในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ แบ่งออกเป็น 6 ห้องตามลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ได้แก่
แต่ละห้องนำเสนอผ่านภาพถ่าย เอกสาร และหุ่นจำลอง สะท้อนชีวิตเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความมุมานะของผู้อพยพที่ “หอบเสื่อผืนหมอนใบ” โดยสารเรือสำเภามาขึ้นฝั่งตามท่าเรือต่าง ๆ ของไทย โดยเฉพาะย่านเยาวราช จุดหมายสำคัญที่มีเครือข่ายชุมชนคอยเกื้อกูล หนึ่งในภาพจำคือบทบาทของ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่จัดข้าวต้มร้อน ๆ และอาหารต้อนรับผู้เดินทางอันเหน็ดเหนื่อย ความอบอุ่นนี้กลายเป็นความประทับใจแรกเมื่อเหยียบแผ่นดินไทย และเป็นคุณูปการที่ชุมชนจีนจดจำสืบมา
นิทรรศการยังฉายให้เห็นพัฒนาการการสร้างตัว ตั้งแต่แรงงานรับจ้างสู่การเป็นพ่อค้า เจ้าของกิจการ และผู้ประกอบการรายใหญ่ พร้อมย้ำประเด็นสำคัญว่า ไม่ว่าชาวจีนจะตั้งถิ่นฐาน ณ ที่ใด ย่อมไม่ลืมรากเหง้า วัฒนธรรม และสายสัมพันธ์ของตน
อีกมิติหนึ่งคือบริบทการเมืองจีนสมัยใหม่ อาทิ การปฏิวัติซินไฮ่ พ.ศ. 2454 ซึ่งโค่นล้มราชวงศ์ชิงและเปลี่ยนประเทศสู่ระบอบสาธารณรัฐ ภายใต้การนำของ ซุน ยัตเซ็น แห่ง พรรคก๊กมินตั๋ง ต่อมา พ.ศ. 2463 เกิดการก่อตั้ง พรรคคอมมิวนิสต์จีน ทำให้สังคมจีนเผชิญความแตกต่างทางอุดมการณ์ ซึ่งส่งอิทธิพลมาถึงชาวจีนโพ้นทะเลในไทยด้วย ทั้งนี้ ซุน ยัตเซ็น ได้ฝากพินัยกรรมก่อนถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2468 เน้นย้ำความสามัคคีของชาวจีน อันเป็นสารสำคัญที่นิทรรศการถ่ายทอดอย่างชัดเจน
ในปัจจุบัน ชาวไทยเชื้อสายจีนมีบทบาทสำคัญในทุกมิติของสังคมไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า อุตสาหกรรม และการเมือง ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราชจึงมิได้เป็นเพียงพื้นที่บอกเล่าอดีต หากเป็นเวทีทำความเข้าใจรากฐานที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง สำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเรื่องราวของชุมชนจีนในสยาม ที่นี่คือแหล่งเรียนรู้ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมอย่างยิ่ง