thansettakij
thansettakij
อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่าทํา กสทช.แตก

อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่าทํา กสทช.แตก

29 ก.ค. 69 | 08:06 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ก.ค. 69 | 08:16 น.

อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่าทํา กสทช.แตก : บทความโดย...ประพันธุ์ คูณมี นักกฎหมายและอดีตวุฒิสมาชิก 2562 ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเป็นที่สุดว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติและสละสิทธิ์ในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. เนื่องจากไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งเดิมตามที่กฎหมายกำหนด
  • นพ.สรณ ถูกวิจารณ์ว่า "ดึงฟ้าต่ำ" จากการปฏิเสธคำวินิจฉัยและอ้างพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ มาปกป้องการกระทำที่ขาดความชอบธรรมทางกฎหมายของตน
  • การยืนกรานที่จะอยู่ในตำแหน่งของ นพ.สรณ ได้สร้างความขัดแย้งและแตกแยกภายในองค์กร กสทช. เนื่องจากกรรมการท่านอื่นปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประชุมด้วย
  • ผู้เขียนบทความเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ เพื่อยุติปัญหาและความเสียหายต่อองค์กร

จากกรณีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. ถูกคณะกรรมการสรรหา กสทช.มีคําวินิจฉัย โดยมติเอกฉันท์ว่า สละสิทธิในการเข้ารับตําแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8(2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ที่แก้ไขเพิ่มเติม และโดยผลตามมาตรา 15/1 แห่ง พรบ.องค์กร จัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่4) พ.ศ.2564 บัญญัติให้คําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.ดังกล่าวให้เป็นที่สุดอีกด้วย ดังปรากฏรายละเอียดตามคําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ฯ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเปิดเผยต่อประชาชนและสื่อมวลชน เป็นที่ทราบโดยทั่วกันแล้วนั้น 

กรณีดังกล่าว ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วยเหตุสองประการคือ 

(1.) บทบัญญัติในมาตรา 18 ตาม พรบ.องค์จัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 ที่แก้ไขเพิ่ม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564 เพิ่งมีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาที่ กสทช.ชุดที่มี นพ.สรณฯ ได้รับการคัดเลือก 

(2.)ไม่เคยมีเหตุลักษณะนี้มาก่อนว่า ผู้ได้รับการคัดเลือกจากกรรมการ สรรหา กสทช. คนใดจะกล้าให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ปกปิดความจริงต่อ กรรมการสรรหาหรือต่อประธานวุฒิสภา โดยเมื่อได้รับการคัดเลือกแล้วไม่ยอมลาออกจากตําแหน่งที่กฎหมายห้าม ก่อนนําชื่อขึ้นโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง จนเป็นเหตุให้ประธานวุฒิสภาหลงเชื่อว่า ได้ลาออกแล้วจากการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างหน่วยงานของรัฐ  กรณีของ นพ.สรณฯ จึงเป็นกรณีที่เกิดขึ้นโดยผิดปกติวิสัยของผู้ที่ประกอบวิชาชีพแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีคุณธรรม ศีลธรรมและจริยธรรมที่ดี น้อยคนนักที่จะบังอาจกระทําในสิ่งที่มิบังควรอย่างยิ่งเช่นนี้ 

พิจารณากรณีนี้อย่างตรงไปตรงมาตามบทบัญญัติของกฎหมาย ปราศจากอคติใดๆ ซึ่งผลตามกฎหมายและคํา วินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชี้ชัดเป็นที่ยุติและเป็นที่สุดแล้วว่า นพ.สรณฯ เมื่อไม่ได้ลาออกจากการเป็น พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ อันมีลักษณะเป็นการต้องห้ามมิให้เป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8(2) และไม่ได้ลาออกตามกําหนดเวลาที่ประธานวุฒิสภา แจ้งให้ลาออกภายในวันที่ 10 มกราคม 2565 โดยยังทําหน้าที่ เป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย" มหิดล และลูกจ้างของโรงพยาบาลรามาธิบดี ตลอดมาจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เพียงวันเดียว 

พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 18 จึง กําหนดให้ถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตําแหน่งกรรมการ กสทช. ด้วยเหตุนี้จึงต้องถือว่าท่านไม่มีสถานะเป็น กรรมการ กสทช.เลย นับตั้งแต่วันที่ท่านฝ่าฝืนหรือกระทําการต้องห้ามตามกฎหมาย คือตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2565 เป็นต้นไป 

การดํารงตําแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่ของ นพ.สรณฯ ในฐานะประธานและกรรมการ กสทช. จึงเป็นเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นโมฆะบุรุษ ไม่ต่างอะไรกับผู้ไร้คุณสมบัติ โกงข้อสอบเข้ารับราชการนั่นเอง 

และการที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น กรรมการ กสทช.ของ นพ.สรณฯ จึงเป็นผลเกิดจาก การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องสถานะของตนเองต่อประธานวุฒิสภา จนประธานวุฒิสภาหลงเชื่อและนํารายชื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ให้นําความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 

พฤติการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตในการเข้าสู่ตําแหน่งกรรมการ กสทช. ของ นพ.สรณฯ มาแต่ต้น การที่คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิ คําวินิจฉัยดังกล่าว จึงเป็นคําสั่งทางปกครองที่มีผลทันที ตาม พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 42 และ มาตรา 63/2 และกรณีการถือเป็นผู้สละสิทธิ ตามมาตรา 18 พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จึงเป็นคนละกรณีแตกต่างจากการพ้นจากตําแหน่ง ตามมาตรา 20 พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่นายกรัฐมนตรีจะต้องนําความกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตําแหน่ง ตามมาตรา 20 วรรคสอง แต่อย่างใด

การที่ นพ.สรณฯ ประธานกรรมการ กสทช. เมื่อได้รับทราบคําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ที่วินิจัยว่า นพ.สรณฯ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(2) และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้าตําแหน่งกรรมการ กสทช. แล้ว แทนที่จะมีสํานึกแสดงความรับผิดชอบ เคารพกฎหมายยอมรับผิดและรับผลจากการกระทําของตน เคารพต่อคําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ตามกฎหมายโดยหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือลาออกจากตําแหน่งเสีย เพื่อความสง่างาม รักษาองค์กร กสทช. ให้คงอยู่ทําหน้าที่รักษาประโยชน์ชาติบ้านเมือง เปิดทางให้กรรมการ กสทช.ที่เหลือประชุม เลือกประธาน กสทช.คนใหม่เสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรี เพื่อนําความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ทําหน้าที่ต่อ ไป แต่ปรากฏว่านพ.สรณ หาได้เป็นเช่นนั้นไม่

พฤติกรรมของ นพ.สรณฯ ที่แสดงอาการดื้อตาใสดึงดันที่จะกอดเก้าอี้ตําแหน่งประธานกรรมการ กสทช.ต่อไป ด้วยความดื้อรั้นที่จะทําหน้าที่เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 โดยวิธีการสนับสนุนให้พวกที่คอยเชลียร์ประจบสอพลอ และพนักงาน ลูกจ้าง กสทช.ที่ได้รับผลประโยชน์จากการที่ นพ.สรณฯ ยังอยู่ในตําแหน่ง จัดม็อบเชียร์ให้กําลังใจหมอเข้าห้องประชุม อันเป็นพฤติที่น่ารังเกียจไม่เหมาะสมอย่าง ยิ่งนอกจากดื้อด้านทําเป็นหูทวนลมแล้ว ยังแสดงออกถึงการไม่เคารพกฎหมาย ไม่ยอมปฏิบัติตามคําวินิจฉัยของ กรรมการสรรหา 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังบังอาจกระทําการมิบังควรอย่างยิ่ง โดยการอ้างเอาพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งมาคุ้มหัวและปกป้องการกระทําผิดกฎหมายของตนเอง โดยมิได้สํานึกว่าการที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งดังกล่าวนั้น มาจากการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จของ นพ.สรณฯ ทําให้เรื่องนี้กลายเป็น เรื่องเท็จทูล เฉพาะกรณีคุณสมบัติของ นพ.สรณฯ ซึ่งสมควรที่จะต้องถูกดําเนินคดีอาญาอีกข้อหาหนึ่งอีกด้วย 

การกล่าวอ้างเอาพระบรมราชโองการมาปกป้องความผิดของตนเองเช่นนี้ จึงเป็นการกระทําที่มิบังควรอย่างยิ่ง เป็นการดึงฟ้าต่ำ และเป็นการกระทําที่ส่อไปในทางให้มีผลระคายเคืองเบื้องยุคลบาทอย่างยิ่ง สุจริตชนโดยทั่วไปย่อมไม่ปฏิบัติเช่นนี้ 

การที่กรรมการ กสทช.ท่านอื่นๆ ที่ไม่ร่วมประชุมกับบุคคลที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 จึงเป็นการกระทําโดยชอบแล้ว เพื่อมิให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อ องค์กร กสทช. ที่จะต้องพิจารณาเรื่องสําคัญที่เกี่ยวข้องประโยชน์ส่วนได้เสียของรัฐและเอกชนจํานวนมูลค่าสูงยิ่ง ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อประโยชน์สาธารณะ 

และการประชุมอาจนํามาซึ่งความไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทํา ของ กสทช.ที่ไม่เข้าร่วมประชุมและสังฆกรรมกับบุคคลที่ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย จึงเป็นความกล้าหาญในทาง จริยธรรม ที่ยืนอยู่บนหลักกฎหมายที่ถูกต้องแล้ว

การที่ นพ.สรณฯ บังอาจถึงขนาดมาอ้างกับประชาชนและสื่อมวลชน โดยเอาคําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ไปเปรียบเทียบกับพระบรมราชโองว่า "ไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่าพระบรมราชโองการ คําวินิจฉัยก็ไม่ได้ใหญ่ไปกว่า พระบรมราชโองการ" นั้น ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะของ ประธาน กสทช.ท่านนี้เป็นอย่างยิ่งว่า ไม่สมควรเป็นผู้นําองค์กรและกําลังชักนําพนักงานไปในทางที่ผิด กระทําการอันมิบังควรอย่างยิ่ง โดยไม่นําพาต่อความรู้สึกของประชาชน ที่ส่วนใหญ่ต่างเอือมระอาต่อพฤติกรรมของประธาน กสทช. และบรรดาพนักงานลูกจ้าง รวมถึงรักษาการ เลขาธิการ สํานักงาน กสทช.ที่คอยชักใยอยู่ข้างหลัง 

เพราะโดยปกติทั้งประธานและรักษาการเลขาธิการ กสทช. ก็สร้างผลงานสุดอัปยศไว้มากมาย ทําให้ภาพลักษณ์ขององค์กร กสทช.ตกต่ำย่ำแย่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนตลอดระยะเวลาร่วม 4 ปี ที่ผ่านมาอยู่แล้ว

การกล่าวอ้างพระบรมราชโองการของ นพ.สรณฯ นอกจากเป็นการกระทําที่มิบังควรแล้วยั งเป็นการดึงฟ้าต่ำ ทําให้เป็นที่เสื่อมเสียถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการบิดเบือน ข้อเท็จจริง สร้างแบบอย่างที่ไม่ดีต่อบรรทัดฐาน ทางสังคมอีกด้วย 

เพราะปัจจุบัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 2 ประเทศไทยปกครอง ด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 3 อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญ 

นอกจากนี้ ในมาตรา 182 ยังได้บัญญัติไว้ว่า “บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการ อันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ"

พิจารณาจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าว วิญญูชนทั้งหลายย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุด และ กสทช.ก็เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 60 ที่ กําหนดให้รัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรับผิดชอบและกํากับการดําเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ ซึ่งก็คือ กสทช. นั่นเอง องค์กรนี้จึงจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ และ พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 

ส่วนพระบรมราชโองการ คือคําสั่งหรือประกาศของพระมหากษัตริย์ เกี่ยวกับการใช้อํานาจตามกฎหมายเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติไว้ 

การที่ นพ.สรณฯ บังอาจอ้างเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกันนั้น และอ้างมาเพื่อปกป้องการกระทําความผิดของตน จึงเป็นการกระทําที่มิบังควรอย่างยิ่ง การเป็นหมอที่ไม่รู้และไม่เคารพกฎหมาย จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งในทุกองค์กร

แล้วกรณีปัญหา นพ.สรณฯ ดื้อตาใสไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือลาออกพ้นจากตําแหน่ง จะดําเนินการอย่างไร ในทางกฎหมาย และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบดําเนินการให้เป็นไปตามคําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา 

เรื่องนี้ จําเป็นที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ต้องมีหน้าที่และอํานาจในการแก้ไขปัญหานี้ ด้วยเหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังนี้

1. นายกรัฐมนตรี โดยสํานักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือ ลับ ที่ นร 0404/12029 ลงวันที่ 26 มีนาคม 2569 เรียน เลขาธิการวุฒิสภา ขอให้พิจารณาดําเนินการกรณีปัญหาคุณสมบัติของประธานกรรมการ กสทช. โดยอ้างถึงความเห็นของกฤษฎีกาคณะที่หนึ่ง ว่าเป็นอํานาจของกรรมการสรรหาชุดเดิมเป็นผู้มีอํานาจหน้าที่ วินิจฉัย ฝ่ายเลขาวุฒิสภาจึงได้ดําเนินการเพื่อให้มีการประชุมคณะกรรมการสรรหาเพื่อวินิจฉัยกรณีดังกล่าว ตามที่นายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ดําเนินการ

2. คําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ 1/2569 เรื่องการพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณฯ ประธานกรรมการ กสทช. ถือว่าเป็นที่สุด และถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง ที่มีผลทางกฎหมายทันที ตาม พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 42 และ มาตรา 63/2 ตราบที่ยังไม่มีคําวินิจฉัยของศาลปกครองเป็นอย่างอื่น

3. นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตาม พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และในฐานะที่เป็นผู้ขอให้กรรมการ สรรหาเป็นผู้วินิจฉัยกรณีนี้ จึงมีอํานาจและหน้าที่ที่จะต้องบังคับการให้เป็นไปตามคําสั่งทางปกครองดังกล่าว หรือนายกรัฐมนตรี จะหารือกฤษฎีกาในข้อกฎหมายดังกล่าวก็ได้ เพื่อดําเนินการให้เป็นไปตามกฎมาย และเพื่อให้คําสั่งทางปกครองมีสภาพบังคับตามกฎหมายทันที มิใช่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา

4. ความวุ่นวายและการก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารกิจการขององค์กร กสทช. จนอาจเกิดความเสียหายอย่าง ร้ายแรงต่อราชการแผ่นดิน กระทบกระเทือนอย่างมีนัยสําคัญยิ่งต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงและผลประโยชน์สาธารณะ จึงเป็นกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะนิ่งเฉยลอยตัวไม่ทําหน้าที่และใช้อํานาจของตนตามกฎหมายเข้าแก้ไขปัญหามิได้

5. นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังมีทางออกที่จะเลือกปฏิบัติได้อีกทางหนึ่ง ตาม พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 วรรคห้า โดยถือว่าเป็นกรณีประธาน กสทช.พ้นจากตําแหน่ง จึงควรแจ้งให้กรรมการ กสทช. เท่าที่เหลืออยู่ประชุมกันเพื่อเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน แล้วแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเป็น ประธานคนใหม่ต่อไป

ข้อเสนอดังกล่าวนี้ หากนายกรัฐมนตรีมีความกล้าหาญ กล้ารับผิดชอบและแสดงภาวะผู้นํา ทําหน้าที่ในฐานะผู้ รักษาการตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว ก็สามารถที่จะยุติปัญหาสําคัญที่จะก่อความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อองค์กร กสทช.ได้ ส่วนการที่จะส่งเรื่องกลับไปยังวุฒิสภา ไม่ใช่การแก้ปัญหาแต่เป็นการสร้างปัญหาเพิ่มขึ้น และมีไม่มีบท กฎหมายใดรองรับให้นายกรัฐมนตรีกระทําการเช่นนั้นได้

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นหน้าที่และอํานาจของนายกรัฐมนตรีโดยแท้ ในกรณีนี้ท่านไม่อาจลอยตัวหรือผลัก ภาระไปให้ใครอื่น และการที่ปล่อยให้คนผิด คนที่เข้าสู่ตําแหน่ง กสทช. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่แตกต่างอะไร กับพวกโกงสอบเข้ารับราชการ ยังลอยหน้าอยู่ในตําแหน่งทั้งๆ ที่ท่านทราบดีแล้วว่า เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้าม ตามกฎหมาย ย่อมทําให้นายกรัฐมนตรีหลีกเลี่ยงความรับผิดในกรณีนี้ไม่ได้

รัฐบาลกําลังเผชิญปัญหามากมายรอบด้านที่สั่นคลอนต่อความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชน ต่อท่านนายก รัฐมนตรี การใช้ความกล้าหาญและความมีสภาวะความเป็นผู้นําของท่านเข้าไปแก้ปัญหา ให้เกิดความสงบเรียบร้อย เป็นผลดีต่อราชการแผ่นดิน เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเท่านั้น จึงจะกอบกู้ศรัทธาของรัฐบาลกลับคืนมาได้ 

ที่สําคัญที่สุดคือ ความกล้าหาญกล้าตัดสินใจของท่านในเรื่องนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานและหลักการทางกฎหมาย ที่ถูกต้อง ตามที่ผู้เขียนได้เรียนมาโดยลําดับดังกล่าวข้างต้นแล้ว 

นอกจากนี้ กรณีทํานองนี้ยังมีคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.255/2565(ประชุมใหญ่) รองรับเป็นบรรทัดฐานไว้อีกด้วย จึงหวังว่าท่านนายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจยึดถือความถูกต้องตามกฎหมาย หยุดการกระทําที่เป็นการดึงฟ้าต่ำ ทําลาย กสทช. ให้แตกแยกเสียทีเถอะครับ ประชาชนสุดเอือมระอากับ กสทช.ยุค นพ.สรณฯ เป็นประธานกรรมการเต็มทนแล้ว อย่าลากบ้านเมืองและประเทศให้ตกต่ำไปมากกว่านี้อีกเลย