thansettakij
เอกชนชง Game Changer ยกเครื่องภาคผลิตครั้งใหญ่ ดันจีดีพีไทยพ้นติดหล่ม

เอกชนชง Game Changer ยกเครื่องภาคผลิตครั้งใหญ่ ดันจีดีพีไทยพ้นติดหล่ม

15 ก.พ. 2569 | 01:05 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ก.พ. 2569 | 01:09 น.

ประเทศไทยกำลังเผชิญมรสุมลูกใหญ่ โดยเฉพาะการรับมือกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนเสนอแนวทาง "Game Changer" เพื่อยกเครื่องภาคการผลิตครั้งใหญ่ แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าและสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • สาระสำคัญคือการเปลี่ยนจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มแห่งอนาคต พร้อมสร้าง "3 ทุนใหม่" ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนข้อมูล และทุนประเทศ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity)
  • เรียกร้องให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำในการสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยมีภาครัฐปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและเร่งแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยเพื่อเอื้อต่อการลงทุนและธุรกิจ

ประเทศไทยกำลังเผชิญมรสุมลูกใหญ่ โดยเฉพาะการรับมือกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย ก่อนหน้านี้มีการพยากรณ์จากหลายสำนักว่าปี 2569 “เผาจริง” บ้างก็ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจ่ออยู่ปากเหว หรือแย่ไปกว่านั้นคือดิ่งเหวไปแล้ว เพียงแต่ยังไปไม่ถึงก้นเหว เมื่อประเมินจากเครื่องยนต์หลักอย่างท่องเที่ยว ส่งออก และการลงทุน ยังติดหล่มและมีอุปสรรครอบด้าน

 ล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้มุมมองถึงทิศทางของประเทศไทยในขณะนี้ และแนวทางการปรับตัวต้องไปในทิศทางไหนไว้อย่างน่าสนใจ

ภาคผลิตถดถอย-เหตุสำคัญจีดีพีโตลดลง

นายชนะ มองว่า ในช่วง10 กว่าปีที่ผ่านมา พบว่าจีดีพีประเทศไทยเติบโตลดลง สาเหตุใหญ่คือ เราหยุดอยู่กับที่มานาน ติดอยู่ในกับดักเดิม ๆ GDP ไม่ไปไหน เพราะขาดสิ่งที่เรียกว่า  Productivity (ผลิตภาพ) ที่แท้จริง ที่ผ่านมา ประเทศไทยพึ่งพาภาคบริการและการท่องเที่ยวเป็นหลัก เราจะพึ่งพาภาคบริการเท่านั้นไม่ได้

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังถดถอย และสูญเสียขีดความสามารถ ภาพรวมอุตสาหกรรมไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะ SMEs ที่สู้สินค้านำเข้าราคาถูกไม่ไหว สัดส่วน GDP ของ SMEs ไทยมีสัดส่วนเพียง 35% ในขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่ประมาณ 50% สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างเศรษฐกิจ

เอกชนชง Game Changer ยกเครื่องภาคผลิตครั้งใหญ่ ดันจีดีพีไทยพ้นติดหล่ม

“หากเรายังแข่งขันด้วยวิธีการเดิมๆ หรือโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิม เราไม่มีทางสู้คู่แข่งได้ เพราะปัจจัยบวกต่างๆ ไหลไปที่ประเทศอื่นหมดแล้ว เราต้องสร้าง "Game Changer" หรือจุดเปลี่ยนเกมใหม่ให้กับประเทศ”

ยกเครื่อง “3 ทุน” เปลี่ยนเกมประเทศ

นายชนะ อธิบายต่อว่า คำว่า Game Changer คือ การเลิกแข่งด้วยโครงสร้างเดิม ปรับปรุงเล็กน้อยไม่ได้ ต้องเร่งเครื่องภาคการผลิตแบบก้าวกระโดด ทำอย่างไรให้ Productivity เพิ่มขึ้นมา 2 เท่า เพิ่มสัดส่วน GDP ของ SMEs ให้มากกว่า 50% และ GDP ไทยโตเป็น 4-5%  ภาคการผลิตต้องเปลี่ยนจากการรับจ้างผลิต (OEM) มาสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า  อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์ครบวงจร เกษตรแปรรูปมูลค่าสูง และอาหาร ด้วย Smart Industry (กระบวนการผลิตอัจฉริยะ) เพื่อเพิ่ม Productivity ให้ได้ 2 เท่า และต้องเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดต้นทุน และรับมือกับกติกา การค้าโลกใหม่ เช่น CBAM เพื่อให้สินค้าไทยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแข่งขันได้ในเวทีโลก

SMEs ซึ่งเป็นเครื่องจักรสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มีการจ้างงานกว่า 70% ของแรงงานทั้งประเทศ SMEs ก็ต้องเปลี่ยนก้าวกระโดดไปด้วยกัน โดยผลักดันการสนับสนุนของภาครัฐด้านการเงินและ R&D ทั้งความร่วมมือร่วมใจจากบริษัทใหญ่ แบบพี่ช่วยน้อง เพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจของ SMEs ให้เติบโตไปด้วยกัน ที่สำคัญคือ ต้องสร้าง "3 ทุนใหม่" สำหรับประเทศ เพื่อเปลี่ยนจากผู้ตามเป็นผู้กำหนดเกม ได้แก่

1. ทุนมนุษย์ (Human Capital) คือ สร้างคนให้เป็น Smart People ที่มีทักษะในการทำงานจริง เราอยากจะเห็นลูกหลานเราที่อยู่ในระบบการศึกษาด้านอาชีวะ มีความเก่งเรื่อง AI หรือการเชื่อมโยง อุตสาหกรรมจับมือกับอาชีวะ โรงงานหลายแห่งในบ้านเราที่เก่ง ๆ มาจับมืออาชีวะ พัฒนาอาชีวะให้เป็น Smart People

2. ทุนข้อมูล (Information Capital) คือ การใช้ Data มาสร้างความได้เปรียบแบบก้าวกระโดด เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลจากตลาด ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ ให้เราสามารถเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น หรือเชื่อมโยงระบบภาษีให้มีความโปร่งใสมากขึ้น ช่วยลดปัญหาคอร์รัปชัน ลดแรงเสียดทานการทำธุรกิจ จะช่วยให้ GDP เติบโตได้

3. ทุนประเทศ (Nation Capital)หรือทุนองค์กร (Organization Capital) เกี่ยวข้องกับเรื่องโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Infrastructure) R&D Technology Patent รวมถึงเรื่องของกฎหมายที่ล้าสมัย หรือเรื่องที่จะช่วยดึงเงินลงทุนต่างประเทศ

“ถ้าเราสร้าง 3 ทุนนี้ได้ เราจะเปลี่ยนอุตสาหกรรมจากยุคดั่งเดิมไปสู่ Smart Industry ที่เน้นพัฒนาคน เทคโนโลยี และความยั่งยืนได้จริง” 

วางกลยุทธ์เพิ่มขีดความสามารถ

นายชนะกล่าวว่า เราจะเพิ่มขีดความสามารถได้จำเป็นต้องออกแบบระบบการสร้างคนของประเทศใหม่ ต้องสร้างทุนมนุษย์ (Human Capital) เอา "ภาคอุตสาหกรรม" กับ "ระบบการศึกษา" มาเป็นเนื้อเดียวกัน ภาคการศึกษาต้องร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ให้เอกชนมีส่วนร่วม ออกแบบหลักสูตร ตัดวิชาที่ไม่จำเป็น และเติมทักษะที่ใช้จริง เพื่อผลิตคนให้ตรงกับ ความต้องการของอุตสาหกรรม เน้นการลงมือทำมากกว่าแค่ทฤษฎี ต้องสร้างคนที่มีทักษะจริง (Competency) ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ และต้องทำให้คนของเรารู้จักใช้ข้อมูลเชิงลึก (Local Insight) มาต่อยอดสร้างมูลค่า ไม่ผลิตคนตามใบปริญญา แต่ทำงานไม่ได้

ทำอย่างไรให้ผงาดเหมือนยุคเศรษฐกิจบูม

นายชนะ มองว่าในยุคเศรษฐกิจบูมอุตสาหกรรมไทยผงาด  แต่เวลานี้ ไทยเราเปรียบเหมือน "กบขาสั้น" แข่งวิ่งอาจจะแพ้คนขายาว แต่ถ้าเรามีข้อมูลและทักษะ เราจะ "ดีด" หรือกระโดด (Leapfrog) ได้ไกลกว่าคนอื่น เราต้องใช้ทุนข้อมูล (Information Capital) สร้างข้อมูลให้เป็นเหมือนลูกบิด (Cube) ที่พลิกแพลงได้ เพื่อมองหาช่องว่างทางการตลาดที่คนอื่นมองไม่เห็น เป็น Niche Market และใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์ความซับซ้อนของข้อมูล เพื่อหา Value Chain ที่สร้างมูลค่าสูงได้ นี่คือทางลัดในการฟื้นตัว

เวียดนามได้เปรียบหลายด้าน

สำหรับคู่แข่งอย่างเวียดนาม ตอนนี้หลายคนโฟกัสเวียดนามที่แซงหน้าไทยหลายด้านทั้งเรื่องอุตสาหกรรมและเรื่องวัยคนทำงาน ฉะนั้นวันนี้ เราต้องไม่แข่งเกมเดียวกับเวียดนาม เขาสร้างคนเพื่อป้อนโรงงาน (Labor intensive) แต่ไทยเรามีความหลากหลายสูงมาก และมีความซับซ้อน ทั้งเรื่องอาหาร วัฒนธรรม และชีวภาพ นี่คือจุดแข็ง เราต้องใช้ความ Niche และความหลากหลายของเราสร้างตลาดใหม่ที่คู่แข่งตามไม่ทัน

ส่วนเรื่องสังคมสูงวัย ถ้าเราสร้างระบบ "ทุนมนุษย์" สำเร็จ เหมือนสวิตเซอร์แลนด์ คนทุกวัยแม้จะแก่ก็ยังเป็น Workforce ที่มีคุณภาพและสร้าง Productivity ได้ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การ Reskill และ Upskill ให้กับแรงงานทุกช่วงวัย เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้

 อย่างไรก็ตามเวลานี้ยังมีความผันผวน ทั้งเงินเฟ้อและสงครามการค้า ดังนั้นในโลกยุคนี้ กติกาการค้าเดิมๆ อย่าง WTO หรือกำแพงภาษี อาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก สิ่งสำคัญที่สุดคือ "Resiliency" (ความทนทานและการปรับตัว) ประเทศและธุรกิจต้องเข้มแข็งจากข้างใน พึ่งพาตัวเองได้ ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไร ถ้าเรามีพื้นฐาน "3 ทุน" ที่แข็งแรง ทั้งทุนมนุษย์ ทุนข้อมูล และทุนประเทศหรือทุนองค์กร เราจะยืดหยุ่นและอยู่รอดได้ แถมยังเติบโตได้อย่างสง่างามท่ามกลางวิกฤต ไม่ต้องรอพึ่งกติกาโลก 

เราต้องเปลี่ยนมาเน้นผลิตสินค้าที่โลกต้องการ ด้วยนวัตกรรมและต้นทุนที่แข่งขันได้ ไทยต้องเปลี่ยนจากการเป็นเพียง "ผู้รับจ้างผลิต" ไปสู่การเป็น "ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม" เพื่อมุ่งสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายที่โลกต้องการ (New S-Curve) นำระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ IoT และ AI  มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อลดต้นทุน และเพิ่ม ประสิทธิภาพ และส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ เพื่อต่อยอดและพัฒนาเทคโนโลยีจากในประเทศให้สามารถแข่งขันได้

สร้างความได้เปรียบที่เลียนแบบยาก

สำหรับภาครัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ควบคุม" เป็น "ผู้สนับสนุน" เร่งรัดการยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย และซ้ำซ้อน เพื่อลดต้นทุนแฝงให้กับภาคธุรกิจ เหมือนที่เวียดนามทำสำเร็จ นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ในการ อนุมัติใบอนุญาต เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และเพิ่มความรวดเร็ว สร้างระบบบริการ One Stop Service ที่ใช้งานได้จริง เพื่อทำให้ไทยเป็นประเทศที่ทำธุรกิจสะดวกขึ้น

ไม่รอพึ่งรัฐ ต้องเร่งเครื่องยนต์เอง

นายชนะ กล่าวอีกว่า เราต้องเปลี่ยน Mindset มาเป็น "Be a part of solution" คือ ทุกคนต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ใช่รอหรือเรียกร้อง ภาคเอกชนต้องเริ่มทำ "Sandbox" หรือพื้นที่ทดลองให้เห็นจริงก่อน เหมือนที่ "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" พื้นที่ทดลองการสร้างเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย ที่จังหวัดสระบุรี โดยใช้โมเดล Public Private People Partnership ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ผู้ประกอบการเอกชนในพื้นที่ และภาคประชาชนชุมชน โดยทำทุกเรื่องเพื่อเปลี่ยนสระบุรีให้เป็นเมืองคาร์บอนต่ำ ทั้งเรื่องการรีฟอร์มกฎหมายด้วย

“หลังจากทำมา 3 ปี เราสามารถเปลี่ยนการนำเข้าสินค้าทุนอย่างถ่านหิน 4 ล้านตัน มาใช้พืชพลังงานจากเกษตรกร วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร waste จากอุตสาหกรรม จากเทศบาล มาใช้เป็นพลังงานหมุนเวียน สร้างรายได้เพิ่มให้ SMEs และชุมชนกว่า 12,000 ล้านบาท เราทำสำเร็จมาเเล้วที่สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เมื่อเอกชนเป็นผู้นำ ภาครัฐสนับสนุนและแก้กฎหมายที่ล้าสมัยให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างไม่ติดขัด ประชาชนก็ได้รับประโยชน์ด้วย”

สระบุรีแซนด์บ็อกซ์เป็นตัวอย่างของกระบวนการทำงานร่วมกัน ที่ทำแล้วเห็นผล โดยก้าวข้ามข้อจำกัด และเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมกันแก้ปัญหา ซึ่งสามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ได้ 

ปี 2569 เต็มไปด้วยโอกาส-ภาคเกษตรคือจุดแข็ง

สำหรับปี2569 ยังมองเห็นโอกาส โดยมองว่า ภาคการเกษตรคือจุดแข็งที่แท้จริงของไทย แต่โจทย์สำคัญคือ ต้องเลิกขายสินค้าเกษตรพื้นฐาน ที่ราคาผันผวน แล้วหันมาใช้นวัตกรรมแปรรูปเป็นสินค้ามูลค่าสูง เช่น อาหารทางการแพทย์ สารสกัดจากพืช หรือโปรตีนทางเลือก ซึ่งเป็นที่ต้องการของโลก และช่วยสร้างรายได้ให้ประเทศสูงกว่าเดิมมาก

ภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยจากทุนสีเทา สแกมเมอร์ เป็นตัวเร่งให้ ไทยต้องลงทุนพัฒนา Smart City อย่างจริงจัง เพื่อใช้เทคโนโลยีมาสร้างความปลอดภัย และเรียกความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลับมา การลงทุน Smart City ไม่ใช่แค่เพื่อการท่องเที่ยว แต่เป็นการสร้าง Demand ภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดห่วงโซ่อุปทานการผลิต Smart Devices และ Digital Platforms ของคนไทยเอง ซึ่งจะเป็นรากฐาน สำคัญในการสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในประเทศ 

โอกาสอยู่ที่การสร้าง "Smart Nation" และ "Smart Industry" เราต้องเปลี่ยนจากการเป็นผู้นำเข้าเทคโนโลยี มาเป็นผู้สร้าง Demand ภายในประเทศ ผ่าน Smart SMEs, Smart City, Smart Village หรือ Smart Home สิ่งเหล่านี้จะลากจูง Supply Chain ทั้งหมดให้ขยับตาม เป้าหมายคือ ไทยต้องเป็น "ที่ 1 ในภูมิภาค" ที่ไม่ใช่แค่ขายอาเซียน แต่เชื่อมโยงไปถึงตลาดใหม่อย่างละตินอเมริกาหรืออินเดีย ด้วยการขายความยั่งยืนและนวัตกรรมที่เกิดจากคนไทยเอง

“ปี 2569 คือ ปีที่ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างใหญ่โดยใช้จุดแข็งเดิมด้านเกษตร และท่องเที่ยวมาต่อยอด ด้วยเทคโนโลยี และมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ยั่งยืน” นายชนะ กล่าวทิ้งท้าย