นักวิชาการเตือน “เผาจริง” เศรษฐกิจไทยปี 69 กำลังซื้อร่วง-เร่งเงินฝืด

21 ม.ค. 2569 | 04:57 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ม.ค. 2569 | 04:57 น.

เปิดฉากปี 2569 ภาพเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้งเริ่มถูกตั้งคำถามจากนักวิชาการหลายฝ่าย โดยเฉพาะความสามารถของรัฐบาลใหม่ในการรับมือกับแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน

KEY

POINTS

  • นักวิชาการเตือนว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเผชิญภาวะ "เผาจริง" จากแรงกดดันรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ
  • ปัญหาหลักคือกำลังซื้อในประเทศที่คาดว่าจะหดตัวรุนแรง ซึ่งเป็นสัญญาณเสี่ยงสำคัญที่อาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืด
  • ปัจจัยลบมาจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่จะกระทบการส่งออกโดยตรง ประกอบกับปัญหาภายในประเทศ เช่น หนี้ครัวเรือนสูงและความเปราะบางของภาคอสังหาริมทรัพย์

เปิดฉากปี 2569 ภาพเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้งเริ่มถูกตั้งคำถามจากนักวิชาการหลายฝ่าย โดยเฉพาะความสามารถของรัฐบาลใหม่ในการรับมือกับแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะอ่อนแรง กำลังซื้อถดถอย และมีสัญญาณเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืด 

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ 2 นักวิชาการด้านเศรษฐกิจและการเมือง ได้แก่ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งต่างสะท้อนความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากกำลังซื้อในประเทศที่หดตัว การส่งออกชะลอลง และความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

ห่วงปัญหาภายนอกทำปั่นป่วน

รศ.ดร.สมภพ มองว่าปี 2569 ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ทั้งในมิติการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ จากเดิมที่เน้นการขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ แต่ปีนี้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามมีแนวโน้มขยายตัว

“ก่อนหน้านี้อเมริกาถล่มเวเนซุเอลา และแนวโน้มมีโอกาสขยายตัวไปยังคิวบาและประเทศอื่น เพราะอเมริกามองว่าไม่ใช่มิตรและไม่เชื่อฟัง”

ขณะเดียวกัน คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐ กรณีทรัมป์ใช้อำนาจขึ้นภาษีสินค้าทั่วโลก ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็ล้วนสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก หากทรัมป์แพ้ ก็อาจใช้อำนาจตามกฎหมายอื่นเล่นงานประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ แต่หากชนะ การขึ้นภาษีสูงก็จะเดินหน้าต่อ

รศ.ดร.สมภพ ชี้ว่า แม้ปีที่ผ่านมาส่งออกไทยยังขยายตัวได้จากการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษี แต่ปี 2569 การส่งออกมีแนวโน้มชะลอลงอย่างชัดเจน

“ปีนี้น่าห่วง การส่งออกคาดจะชะลอตัวลงมาก เรียกว่าเผาจริงในแง่การค้าระหว่างประเทศ จะกระทบห่วงโซ่อุปทานการผลิต โลจิสติกส์ และการเงินที่เกี่ยวพันกับการส่งออกทั้งระบบ”

ปัญหาภายในยังหืดจับ

ในด้านปัจจัยภายในประเทศ รศ.ดร.สมภพ ระบุว่า มีโจทย์สำคัญอย่างน้อย 6 เรื่องที่ต้องจับตา ได้แก่ ความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ความล่าช้าและเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการกำหนดนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือเศรษฐกิจโลก

อีกประเด็นสำคัญคือความเปราะบางของภาคอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ที่อาจเผชิญปัญหาสภาพคล่อง และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่“ต้องระวังปัญหาผลกระทบแบบโดมิโนจากการขาดสภาพคล่องและจากการประกอบการของธุรกิจอสังหาฯ ในปีนี้”

นอกจากนี้ ภาคเอสเอ็มอีมีแนวโน้มประคองตัวได้ยากขึ้น ภาคท่องเที่ยวที่ปีที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามเป้าอาจฟื้นตัวช้าต่อเนื่อง และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ ยังต้องติดตามว่าจะเกิดการลงทุนจริงเมื่อใด

ในภาพรวมหลังเลือกตั้ง รศ.ดร.สมภพ เห็นว่ากำลังซื้อในประเทศมีแนวโน้มลดลง รัฐบาลควรพิจารณาคงมาตรการ “คนละครึ่ง” เพื่อพยุงเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจากเริ่มมีสัญญาณเงินฝืดจากการบริโภคที่ซบเซา “ตอนนี้เริ่มมีสัญญาณว่าจะเกิดภาวะเงินฝืด ทำให้การบริโภคยิ่งถดถอย รัฐต้องหาเครื่องมือกระตุ้น ซึ่งจะเป็นภาระทางการคลังในระยะยาว”

นักวิชาการเตือน “เผาจริง” เศรษฐกิจไทยปี 69 กำลังซื้อร่วง-เร่งเงินฝืด

โจทย์หินเผชิญถ้วนหน้า

ด้าน รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ เห็นสอดคล้องกันว่า ปี 2569 ไทยต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ที่จะกดดันเศรษฐกิจโลก การส่งออกไทยมีโอกาสติดลบ ขณะที่ภาคท่องเที่ยวขยายตัวช้าลง

อีกความเสี่ยงคือความผันผวนของค่าเงินบาท หากแข็งค่าจะกระทบความสามารถแข่งขัน ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาที่ยังไม่คลี่คลาย รวมถึงแรงกดดันจากการที่สหรัฐเล่นงานจีนทางการค้า ส่งผลให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ตลาดโลกในราคาถูก รวมถึงไทยและอาเซียน ขณะที่ภายในประเทศยังเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี ทำให้กำลังซื้อและขีดความสามารถการแข่งขันลดลง

“ปี 2568 จีดีพีไทยคาดโต 1.8-1.9% และปี 2569 จะลดลงเหลือเพียง 1.6-1.7% เท่านั้น”

ด้านการคลัง รศ.ดร.สมชาย เตือนว่า ไทยกำลังเข้าใกล้กรอบวินัยการคลัง หนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 65% ต่อจีดีพี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่การขาดดุลงบประมาณ 4.5% ถือว่าสูง ควรลดลงมาใกล้ 3% ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ไทยจะถูกกดดันจากการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง “ไทยไม่ควรเลือกข้าง ควรดีกับทั้งสองฝ่าย” อย่างไรก็ตาม แรงกดดันต่อจีนอาจเป็นโอกาสให้การลงทุนย้ายฐานเข้าสู่อาเซียนและไทยมากขึ้น

จับตากำลังซื้อ-เงินเฟ้อ-เงินฝืด

สำหรับสถานการณ์เงินเฟ้อของไทย รศ.ดร.สมชาย อธิบายว่า เงินเฟ้อทั่วไป(รวมน้ำมัน อาหาร) ติดลบ แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่ติดลบ จึงยังไม่ถือว่าเข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพียงแต่มีสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง อย่างไรก็ดี กำลังซื้อที่ลดลงจะกระทบหนี้ครัวเรือน ความสามารถแข่งขัน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่ศักยภาพของรัฐบาลในการแก้ปัญหามีข้อจำกัด

ปี 2569 บางคนบอกว่าเผาจริง โดยเฉพาะครึ่งปีแรก แต่จุดแข็งที่ไทยยังพอมีคือการลงทุนจากต่างประเทศที่ขอรับส่งเสริมผ่านบีโอไอจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลควรเร่งผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง โดยต้องลงไป ‘ลอกท่อ’ ให้โครงการที่อนุมัติแล้วเดินหน้า

“ปี 2569 โดยภาพรวม เศรษฐกิจอาเซียนคาดโตเฉลี่ย 4-5% ขณะที่ไทยอาจโตได้เพียง 1.5-1.6% และต่ำกว่าประเทศอย่างเวียดนามที่คาดโตถึง 7% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังน่าเป็นห่วงที่สุดในภูมิภาค”