thansettakij
thansettakij
เศรษฐกิจสองความเร็วโตแบบกระจุก ฟื้นแบบเปราะ

เศรษฐกิจสองความเร็วโตแบบกระจุก ฟื้นแบบเปราะ

22 ก.ค. 69 | 07:08 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ก.ค. 69 | 07:14 น.

เศรษฐกิจสองความเร็วโตแบบกระจุก ฟื้นแบบเปราะ : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,220

KEY

POINTS

  • เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบไม่ทั่วถึง โดยกระจุกตัวอยู่ในบางภาคส่วน เช่น การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า
  • ภาคส่วนสำคัญอย่างการท่องเที่ยวกลับซบเซาลงอย่างชัดเจน ขณะที่ภาคการผลิตอื่น ๆ ยังคงเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง
  • การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีความเปราะบาง เนื่องจากแรงหนุนส่วนใหญ่มาจากปัจจัยภายนอก และมาตรการระยะสั้น ไม่ได้เกิดจากความเข้มแข็งของโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน

บทประเมินเศรษฐกิจที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทยอยแนบมากับงบการเงินไตรมาส 2 ปี 2569 ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ แม้ให้ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทั้งปีต่างกัน ตั้งแต่ร้อยละ 1.7 - 2.1 แต่หลายธนาคารกลับพูดเป็นเสียงเดียวกันในสาระสำคัญว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะชะลอลงจากปีก่อน และเติบโตตํ่ากว่าระดับศักยภาพ 

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวเลขที่ตํ่า คือ คุณภาพของการเติบโต ธนาคารทุกแห่งใช้ถ้อยคำคล้ายกันว่าเศรษฐกิจ “ฟื้นตัวอย่างจำกัดและไม่ทั่วถึง” โดย KKP ระบุตรงไปตรงมาว่า แรงหนุนกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่ภาคส่วน นี่คือภาพเศรษฐกิจสองความเร็วที่ควรถูกหยิบมาตั้งคำถามให้ดังกว่าที่เป็นอยู่

ด้านที่ยังวิ่งได้ดี คือ การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และ สินค้าในห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ การลงทุนโดยตรงในกลุ่ม Data Center และ การบริโภคสินค้าคงทน โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ที่ 5 เดือนแรกโตถึงร้อยละ 14.1 นำโดยรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ SET Index ไตรมาส 2 ปรับขึ้นร้อยละ 9.9 ปิดที่ 1,591 จุด

แรงส่งจากภาคเทคโนโลยีมาจาก วัฏจักรโลก ที่ไทยบังเอิญอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน มิใช่ความเข้มแข็งที่เราสร้างเอง ส่วนยอดขายอีวีที่พุ่งขึ้น ก็มาจากการเร่งซื้อก่อนมาตรการ EV 3.0 สิ้นสุด ซึ่งเท่ากับ “ยืมกำลังซื้ออนาคต” มาใช้ล่วงหน้า

ในทางกลับกัน ภาคท่องเที่ยว คือ ผู้บาดเจ็บชัดเจนที่สุด ผลพวงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ฉุดนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีกำลังซื้อสูง จนตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนเมษายน–พฤษภาคมเฉลี่ยเหลือ 2.36 ล้านคนต่อเดือน ลดจาก 3.11 ล้านคนในไตรมาสก่อน และทั้งปียังมีแนวโน้มหดตัว ขณะที่ภาคการผลิตนอกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง และการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นจากสินค้านำเข้าที่เข้ามาทดแทนการผลิตในประเทศ

ขณะที่หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นช้า พื้นที่ทางการคลังที่จำกัด และความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยในบางอุตสาหกรรม ล้วนเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่มาตรการกระตุ้นระยะสั้นไม่อาจแก้ได้
 สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ท้าทายเป็นพิเศษ คือ ทั้งนโยบายการเงิน และการคลังต่างมีพื้นที่เหลือน้อยลง 

ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าจีดีพีปีนี้จะจบที่ 1.7 หรือ 2.1 แต่อยู่ที่ว่า ผู้กำหนดนโยบายจะตีความตัวเลขส่งออกและตลาดหุ้นที่ยังดูดี ว่าเป็นการฟื้นตัวที่แท้จริงหรือไม่ หากประมาทแล้วพึ่งพามาตรการระยะสั้นต่อไปเรื่อย ๆ วาระเชิงโครงสร้างที่ยากและใช้เวลา ทั้งการลดหนี้ครัวเรือน การยกระดับขีดความสามารถของภาคการผลิต และการกระจายฐานนักท่องเที่ยว ก็จะถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง

ช่วงที่ลมส่งออกเทคโนโลยียังพัดอยู่นี้ ควรเป็นจังหวะหายใจเพื่อเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้าง ยิ่งเมื่อความเสี่ยงด้านลบยังเรียงหน้ารออยู่ ทั้งราคาพลังงานจากตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีการค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรา 301 ปรากฏการณ์เอลนีโญ และ หน้าผาการบริโภคหลังมาตรการรัฐหมดอายุ

คำถามสำหรับครึ่งหลังของปี 2569 จึงไม่ใช่ว่าไทยจะโตกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือ เราจะทำให้การเติบโตนั้น กว้างพอที่จะไปถึงกระเป๋าของคนส่วนใหญ่ได้หรือไม่ หรือปล่อยให้มันเป็นเพียงเรื่องเล่าในสถิติการส่งออกและกระดานหุ้นต่อไป

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,220 วันที่ 23 - 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569