thansettakij
thansettakij
มาตรา 301 ไม่ใช่แค่ภาษี แต่คือ “กติกาใหม่” ที่ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญ

มาตรา 301 ไม่ใช่แค่ภาษี แต่คือ “กติกาใหม่” ที่ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญ

31 ก.ค. 69 | 23:00 น.

มาตรา 301 ไม่ใช่แค่ภาษี แต่คือ “กติกาใหม่” ที่ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญ : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,223

KEY

POINTS

  • สหรัฐใช้มาตรา 301 เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทย 12.5% โดยขยายขอบเขตจากประเด็นการค้าแบบดั้งเดิมมาสู่เรื่องการใช้แรงงานบังคับและสิทธิมนุษยชน
  • มาตรการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่เป็นสัญญาณการเปลี่ยน "กติกาการค้าโลก" ที่ยกระดับการแข่งขันจากด้านต้นทุนไปสู่การแข่งขันด้าน "มาตรฐาน" และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน
  • ผู้ส่งออกไทยเผชิญความเสี่ยงในอนาคตจากการสอบสวนประเด็น "กำลังการผลิตส่วนเกิน" ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการที่กระทบอุตสาหกรรมหลักของประเทศ
  • ภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัว โดยยกระดับมาตรฐานแรงงานและสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใส เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

การที่สหรัฐอเมริกาเริ่มบังคับใช้มาตรการ ภายใต้ มาตรา 301 รอบใหม่ ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 โดยจัดเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศไทยในอัตรา 12.5% จากประเด็นการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) อาจไม่ใช่ข่าวที่สร้างแรงกระแทกต่อภาคส่งออกไทยในทันที หากพิจารณาจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะประเทศคู่แข่งสำคัญในเอเชียจำนวนมากก็ถูกจัดเก็บภาษีในระดับใกล้เคียงกัน และสินค้าหลายรายการยังได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว 

แต่หากมองให้ลึกกว่า ตัวเลขภาษี สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกติกาการค้าโลก

ในอดีต มาตรา 301 ถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันประเทศคู่ค้าในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และ การค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกับจีน แต่การขยายขอบเขตมาสู่ประเด็นแรงงาน สิทธิมนุษยชน และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนว่า สหรัฐฯ กำลังยกระดับมาตรฐานการค้า จากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันด้าน “มาตรฐาน”  

ประเทศไทย แม้มาตรการ Forced Labor จะยังไม่เปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ไม่อาจประมาทได้ แม้สินค้าบางกลุ่มยังรักษาความได้เปรียบด้านราคาไว้ได้ แต่บางอุตสาหกรรมเริ่มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น และสิ่งที่น่ากังวลกว่า ภาษี 12.5% คือ สิ่งที่ยังมาไม่ถึง   

การสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ในประเด็น Structural Excess Capacity หรือ การมีกำลังการผลิตส่วนเกินจากการอุดหนุนของภาครัฐ กำลังเป็นประเด็นที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จับตาอย่างใกล้ชิด

หากสหรัฐฯ เห็นว่า ประเทศใดใช้นโยบายอุตสาหกรรมจนบิดเบือนการแข่งขัน ก็อาจนำไปสู่มาตรการทางการค้าเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร ยาง หรือสินค้าอุตสาหกรรมอื่นที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ 

ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การรับมือกับมาตรการรอบนี้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเตรียมตัวสำหรับกติกาใหม่ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ

ภาคธุรกิจไทย จำเป็นต้องลงทุนในระบบตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับมาตรฐานแรงงาน สร้างระบบกำกับดูแลที่โปร่งใส และเตรียมข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอนของการผลิต

เพราะในอนาคต “ข้อมูล” จะกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญไม่แพ้สินค้า 
มาตรา 301 รอบใหม่นี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของภาษีนำเข้า หากแต่เป็นสัญญาณเตือนว่า การแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในอนาคต จะไม่ได้ตัดสินกันที่ต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่จะตัดสินกันที่ “มาตรฐาน” “ความโปร่งใส” และ “ความน่าเชื่อถือ” ของทั้งระบบการผลิต

หากประเทศไทยปรับตัวได้เร็ว วิกฤตินี้อาจกลายเป็นโอกาสในการยกระดับภาคการส่งออกสู่มาตรฐานโลก 

หากยังมองมาตรา 301 เป็นเพียงภาษีอีกฉบับหนึ่ง ไทยอาจกำลังเผชิญความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าการเสียภาษี นั่นคือ การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกอย่างค่อยเป็นค่อยไป

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,223 วันที่ 2 - 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569