
เคล็ดลับความสำเร็จในการลงทุนของ Disney Resort ในเซี่ยงไฮ้ (1)
เคล็ดลับความสำเร็จในการลงทุนของ Disney Resort ในเซี่ยงไฮ้ (1) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4117
KEY
POINTS
- ดิสนีย์ใช้โมเดลการลงทุนในสวนสนุกนานาชาติที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น การให้สิทธิ์ (โตเกียว) และการร่วมทุน (ปารีส, ฮ่องกง) เพื่อปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น
- บทเรียนสำคัญจากการลงทุนในปารีส คือ ความล้มเหลวในช่วงแรกจากความไม่เข้าใจในวัฒนธรรม ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญในการลงทุนในต่างประเทศครั้งต่อๆ มา
- กลยุทธ์หลัก คือ การใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่แข็งแกร่งเพื่อสร้างจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยว เช่น การเปิดโซน World of Frozen แห่งแรกของโลกที่ฮ่องกง
เดือนมิถุนายน 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ บริษัท วอล์ท ดิสนีย์ (Walt Disney Company) ฉลองใหญ่ในโอกาสเข้าไปลงทุนในเซี่ยงไฮ้ ครบ 10 ปี ท่ามกลางความสำเร็จครั้งใหญ่ในต่างแดน ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ดีสนีย์มีเคล็ดลับอย่างไร? วันนี้ ผมเลยขอชวนท่านผู้อ่านไปเจาะลึกกันครับ ...
วอล์ท ดิสนีย์ ที่ผู้คนเรียกกันจนติกปากว่า “ดิสนีย์” เป็นกล่มธุรกิจด้านสื่อและบันเทิงชั้นนำสัญชาติอเมริกัน ที่มีอายุอานามกว่า 100 ปี (ก่อตั้งเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1923) ความสำเร็จจากการเป็นผู้บุกเบิกในวงการแอนิเมชั่น ทำให้ดีสนีย์เป็นองค์กรสื่อและบันเทิงที่ใหญ่ และทรงอิทธิพลมากที่สุดรายหนึ่งของโลก
ดิสนีย์สร้างระบบนิเวศขนาดใหญ่ในหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่บริษัทที่คุ้นหาคุ้นตาจำนวนมาก อันได้แก่
1.ดิสนีย์เอนเตอร์เทนเมนต์ (Disney Entertainment) ที่ผลิตภาพยนตร์ ซีรีย์ และรายการโทรทัศน์ อาทิ The Walt Disney Studio ที่มีบริษัทลูกอย่าง Walk Disney Pictures, Pixar, Marvel Studio, Lucasfilm และ 20th Century Studios รวมถึงเครือข่ายโทรทัศน์ อาทิ ABC, Disney Channel, FX และ National Geographic
2.กีฬา หลายคนอาจไม่ทราบว่า วอลท์ ดิสนีย์ เป็นเจ้าของเครือข่าย ESPN แบรนด์สื่อและความบันเทิงด้านกีฬาชั้นนำของโลก
3.ธุรกิจสตรียมมิ่งในตลาดผู้บริโภค ที่ปัจจุบันได้นำเอา AI และเทคโนโลยีดิจิตัล มาช่วยยกระดับคอนเท้นต์ และประสบการณ์ผู้บริโภค อาทิ Disney+ และ Hulu (ตลาดสหรัฐฯ) รวมทั้ง ESPN+
4.ประสบการณ์ดิสนีย์ (Disney Experiences) ครอบคลุมธุรกิจสวนสนุก โรงแรม และ รีสอร์ท อาทิ Disneyland Resort ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย และ Disney World ในมลรัฐฟลอริดา และขยับออกไปลงทุนในธุรกิจสวนสนุกในต่างประเทศ ไล่ตั้งแต่โตเกียว ปารีส ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้
รวมทั้ง ธุรกิจเรือสำราญ “Disney Cruise Line” ที่เป็นเสมือน “สวนสนุกลอยน้ำ” และสินค้าลิขสิทธิ์และแฟรนไชส์ ที่มีชื่อเสียงในเวทีโลก ซึ่งเป็นแหล่งทำเงินสำคัญของกลุ่มธุรกิจในช่วงหลายปีหลังและเต็มไปด้วยศักยภาพทางธุรกิจในระยะยาว
ส่วนหลังนี้มีทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่แข็งแกร่งที่สุดของโลก อาทิ Frozen, Star Wars, The Avengers, The Lion King และ Toy Story ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของดิสนีย์ เพราะสามารถสร้างรายได้จำนวนมหาศาลผ่านหลายช่องทางที่มีอยู่
ปัจจุบัน ดิสนีย์มีพนักงานรวมกว่า 180,000 คน และ มีรายได้ต่อปีระดับ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหุ้นหลายแห่งอยู่ในระดับหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เห็นอย่างนี้แล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจที่ท่านผู้อ่านจะเติบโตมาพร้อมกับความยิ่งใหญ่และโด่งดังของดิสนีย์
ในส่วนของการออกไปลงทุนในธุรกิจสวนสนุก และรีสอร์ทนอกสหรัฐฯ ในระยะแรก ดิสนีย์ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรม (Cultural Soft Power) และ การสร้างกระแสรายได้ระยะยาวที่สำคัญที่สุดของดิสนีย์ แต่ในระยะหลังก็ปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องภกับข้อกฎหมาย แหล่งเงินทุน บริบททางการเมือง และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ
ดิสนีย์เริ่มจากการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น เมื่อปี 1983 และเนื่องจากเป็นการออกตลาดต่างประเทศแห่งแรก ที่มีความแตกต่างของสภาพปัจจัยแวดล้อมอย่างมาก ดิสนีย์จึงเลือกใช้โมเดล “การขายสิทธิ์” (Licensing Model) ให้แก่ The Oriental Land Company (OLC) ของญี่ปุ่น ซึ่งกลายเป็นเจ้าของและผู้บริหารงานทั้งหมด
นอกจากการเป็นสวนสนุกดิสนีย์แห่งแรกนอกสหรัฐฯ “Tokyo Disney Resort” ยังเป็นสวนสนุกแห่งเดียวในโลกที่ดิสนีย์ไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นเลยแม้แต่นิดเดียว
อย่างไรก็ดี ภายใต้โมเดลธุรกิจดังกล่าว ดิสนีย์สามารถทำรายได้จากค่ารอยัลตี้ (Royalty) และ ค่าธรรมเนียมจากการขายสิทธิ์ IP ในการใช้ตัวละคร การออกแบบเครื่องเล่น และ องค์ความรู้ในการบริหารจัดการ โดยหักเปอร์เซ็นต์จากรายได้ค่าผ่านประตู สินค้า และอาหาร และโดยที่ OLC สามารถปรับแต่งบริการและอาหารให้เข้ากับวัฒนธรรม และความละเอียดอ่อนของคนญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี ทำให้ประสบความสำเร็จและทำเงินอย่างถล่มทลายในระยะแรก
ราวหนึ่งทศวรรษต่อมา ดิสนีย์ก็ตัดสินใจเปิดสวนสนุก “Euro Disney” นอกสหรัฐฯ เป็นแห่งที่ 2 ในปี 1992 ณ กรุงปารีส โดยใช้รูปแบบของการร่วมทุนกับนักลงทุนสาธารณะในยุโรป และรัฐบาลฝรั่งเศส (ดิสนีย์ถือหุ้นส่วนน้อย)
การเปิดสวนสนุกในยุโรปครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การลงทุนของดิสนีย์ เพราะกิจการประสบปัญหาการขาดทุนอย่างหนักในช่วงแรก เนื่องจาก “ความขัดแย้งทางวัฒนธรรม” (Cultural Clash) เช่น การประเมินพฤติกรรมการพักผ่อน และการใช้จ่ายของคนยุโรปผิดพลาด และการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสวนสนุก ซึ่งขัดกับวิถีชีวิตคนท้องถิ่น
ภายหลังการปรับโครงสร้างหนี้อยู่หลายครั้ง ดิสนีย์ก็ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการทั้งหมด 100% ในปี 2017 พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “Disneyland Paris” และเร่งอัดฉีดงบประมาณขยายโซนใหม่ อาทิ Marvel Avengers Campus จนสามารถพลิกกลับมาทำกำไร และเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยอดนิยมของยุโรปในเวลาต่อมา
ในปี 2005 ดิสนีย์เริ่มเปิด “ประตูบานแรก” เข้าไปลงทุนในจีน ที่ฮ่องกง ผ่านการจัดตั้ง บริษัท Hong Kong International Theme Parks โดยรัฐบาลฮ่องกงถือหุ้นราว 53% และดิสนีย์ถือหุ้นส่วนที่เหลือ
แม้ว่าฮ่องกงจะมีจำนวนประชากรไม่มาก แต่การเป็น “ศูนย์กลางการบินระหว่างประเทศ” ก็ทำให้มี “ความเป็นระหว่างประเทศ” สูง
อย่างไรก็ดี “Hong Kong Disneyland Resort” นับว่า มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาสวนสนุกดิสนีย์ทั้งหมด ทำให้เผชิญความท้าทายในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเที่ยวซ้ำ ส่งผลให้ดิสนีย์พยายามใช้กลยุทธ์ความเป็น “แห่งแรกของโลก” (World-First Attraction) อาทิ การเปิดโซน “World of Frozen” เมืองเอเรนเดลล์จากภาพยนตร์ Frozen ซึ่งช่วยกระตุ้นยอดผู้เข้าชมและรายได้ให้เติบโตขึ้นอย่างมากในเวลาต่อมา
ผมจะขอยกยอดพาไปเจาะลึกถึง Shanghai Disney Resort กันในตอนหน้าครับ ...






