thansettakij
thansettakij
เสมอภาค ≠ เท่าเทียม การจ้างงานระหว่างเพศในเศรษฐกิจไทย

เสมอภาค ≠ เท่าเทียม การจ้างงานระหว่างเพศในเศรษฐกิจไทย

23 ก.ย. 69 | 06:21 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ก.ย. 69 | 06:33 น.

เสมอภาค≠ เท่าเทียม การจ้างงานระหว่างเพศในเศรษฐกิจไทย : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย.. ดร.สิร นุกูลกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4238

KEY

POINTS

  • ข้อมูลการจ้างงานชี้ว่า ผู้หญิงไทยมีสัดส่วนสูงกว่าผู้ชายในหลายอาชีพสำคัญ ที่ใช้ทักษะทางความคิดและสังคม เช่น ผู้จัดการ ผู้ประกอบวิชาชีพ และงานบริการ ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสมัยใหม่
  • ความแตกต่างระหว่าง "เสมอภาค" ซึ่งเป็นเรื่องของคุณค่าและอุดมการณ์ กับ "ความเท่าเทียม" ที่เป็นรูปธรรมที่วัดผลได้ เช่น รายได้หรือโอกาส โดยชี้ว่าสังคมไทยมีความซับซ้อนที่พบได้ทั้งความเหลื่อมล้ำและพื้นที่ของความเสมอภาคอยู่พร้อมกัน
  • แม้ผู้หญิงจะมีบทบาททางเศรษฐกิจที่โดดเด่น แต่ยังคงต้องแบกรับภาระงานในบ้านมากกว่าผู้ชาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานยังไม่นำไปสู่ความเท่าเทียมในทุกมิติ

เรามักพูดกันว่า “ผู้ชายเป็นใหญ่” ราวกับเป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ ครอบครัวที่พ่อเป็นใหญ่ ลูกต้องเชื่อฟัง ผู้หญิงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน และอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่ในมือผู้ชาย

แต่ถ้าเรามองประเทศไทยดีๆ ภาพกลับไม่ตรงไปเสียทั้งหมด

ผู้หญิงไทยจำนวนมากทำงานนอกบ้าน มีการศึกษา และมีบทบาทสำคัญในงานวิชาชีพ งานสำนักงาน และภาคบริการ ที่น่าสนใจคือ ในหลายอาชีพที่ให้ความสำคัญกับการคิดและใช้เหตุผล ผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชายเสียด้วยซ้ำ

นี่ไม่ได้หมายความว่า ไทยเป็นสังคมที่ผู้หญิง “เหนือกว่า” ผู้ชาย และไม่ได้หมายความว่า เราไม่มีความเหลื่อมล้ำทางเพศ แต่ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกเราว่า สังคมไทยนั้นมีความทับซ้อนของอุดมการณ์เสมอภาคภายในระบบที่เป็นลำดับขั้น คำถามจึงไม่ใช่เพียง “ความเท่าเทียมทางเพศ” แต่อาจต้องตั้งคำถามใหม่ถึงเหตุปัจจัยของสภาพสังคมและเศรษฐกิจไทยเช่นนี้ตั้งแต่แรก

ผู้หญิงไทยไม่ได้อยู่แค่ในบ้าน ข้อมูลแรงงานไทยที่ศึกษาระหว่างปี 2011–2020 ซึ่งมีตัวอย่างมากกว่า 426,000 คน ให้ภาพที่น่าสนใจมาก

ในกลุ่มผู้จัดการและผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้หญิงคิดเป็น 58% เทียบกับผู้ชาย 42% ในกลุ่มช่างเทคนิคและอาชีพที่เกี่ยวข้อง ผู้หญิงมี 53% ขณะที่ผู้ชายมี 47% ยิ่งเห็นชัดในกลุ่มเสมียน ซึ่งผู้หญิงมีถึง 71% เทียบกับผู้ชาย 29% และในกลุ่มงานบริการและการขาย ผู้หญิงมี 54% เทียบกับผู้ชาย 46%

ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมากกว่าการบอกว่า “ผู้หญิงทำงานเยอะ”
เพราะงานจำนวนมากในกลุ่มนี้ ไม่ได้อาศัยแรงกายเป็นหลัก แต่ต้องใช้ความรู้ การสื่อสาร การจัดการข้อมูล การประสานงาน การแก้ปัญหา และการทำงานกับผู้คน

เศรษฐกิจสมัยใหม่เป็นการผลิตภาคบริการและผู้หญิงไทย ก็เข้าไปอยู่ในพื้นที่นี้อย่างโดดเด่น พูดจากข้อมูล เราอาจกล่าวได้ว่า ผู้หญิงไทยมีบทบาทสูงเป็นพิเศษในงานที่อาศัยทักษะทางความคิดและทักษะทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีพ งานเทคนิค งานสำนักงาน หรือ บริการ
                                   เสมอภาค ≠ เท่าเทียม การจ้างงานระหว่างเพศในเศรษฐกิจไทย

ตารางนี้ยิ่งน่าสนใจ เนื่องจากแสดงการจ้างงานในระบบกับนอกระบบที่ผู้หญิงไทยนั้น มีสัดส่วนการเข้าถึงระบบมากกว่าเพศชาย 

เราควรนำความเข้าใจนี้ไปช่วยเปลี่ยนผ่านในโลกที่ผันผวน

หนึ่งในคำอธิบายสำคัญของสตรีนิยมแนวประวัติศาสตร์วัตถุนิยมมาจาก Friedrich Engels ซึ่งมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับชายเปลี่ยนไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการผลิต

เมื่อมนุษย์เริ่มสะสมทรัพย์สิน มีกรรมสิทธิ์ มีชนชั้น และมีการผลิตเพื่อสะสมความมั่งคั่ง โครงสร้างครอบครัวก็เปลี่ยนไป ผู้ชายกลายเป็นผู้ถือครองทรัพย์สินและอำนาจ ขณะที่ผู้หญิงถูกผลักลงมาอยู่ในสถานะรอง

คำอธิบายนี้มีคุณูปการอย่างมาก เพราะทำให้เราเห็นว่าประเด็นปัญหาทางเพศไม่ได้เป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคม

แต่สังคมไทยเรานั้น ไม่เหมือนประเทศตะวันตก เพราะผู้หญิงไทยมีบทบาทสำคัญในการจัดการครัวเรือน มีการสืบทอดทรัพย์สินผ่านฝ่ายหญิงในบางพื้นที่และบางช่วงเวลา ผู้ชายแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง และผู้หญิงมีบทบาททางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันมาอย่างยาวนาน  

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า ไทยเป็น “สังคมแม่เป็นใหญ่” และยิ่งไม่ควรโรแมนติกว่าผู้หญิงไทยไม่ถูกกดทับ แต่สิ่งที่มันบอกเราคือ สังคมลำดับขั้น และปิตาธิปไตย ไม่ใช่ความจริงเพียงแบบเดียวที่เราต้องอยู่กับมัน

แต่ไทยมีสังคมลำดับขั้นที่ทับซ้อนกับสังคมเสมอภาค แท้จริงแล้วผู้หญิงไทยนั้น ยังแบกรับความรับผิดชอบทำงานในระบบที่เป็นลำดับขั้นและทำงานบ้านมากกว่าชาย ตามรายงาน unpaid care and domestic work ของ UNDP

ตรงนี้เองที่คำว่า “เสมอภาค” กับ “เท่าเทียม” มีความสำคัญ

คนเราไม่จำเป็นต้องทำงานเหมือนกัน จึงจะเสมอภาคได้ พ่อ แม่ ลูก อาจมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่ไม่ได้แปลว่า คนใดคนหนึ่งมีคุณค่ามากกว่า และหน้าทีความรับผิดชอบในครอบครัวมีความเสมอภาคกันความเสมอภาคจึงเป็นเรื่องของ อุดมการณ์และวิธีที่เราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์

ส่วนความเท่าเทียมเป็นสิ่งที่เราสังเกตเห็นได้ในความเป็นจริง เช่น รายได้ โอกาสทางการศึกษา การมีงานทำ หรือการมีอำนาจในการตัดสินใจ สองสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และนี่อาจช่วยอธิบายความย้อนแย้งของสังคมไทยได้ดีขึ้น

เราสามารถพบทั้งครอบครัวแบบพ่อเป็นใหญ่ และครอบครัวที่ผู้หญิงมีบทบาทนำ ภายในระบบสังคมที่เป็นลำดับขั้น เราพบทั้งผู้หญิงที่ถูกกดทับ และการที่ผู้หญิงมีอำนาจทางเศรษฐกิจ เราพบทั้งความเหลื่อมล้ำและพื้นที่ของความเสมอภาคอยู่พร้อมกัน 

ผู้หญิงไทยจำนวนมากเข้าไปอยู่ในงานวิชาชีพ งานสำนักงาน และงานบริการ เราไม่ควรมองเพียงว่า เศรษฐกิจสมัยใหม่ “อนุญาต” ให้ผู้หญิงออกจากบ้าน ข้อมูลกลับชวนให้คิดอีกแบบว่า ผู้หญิงร่วมเป็นผู้สร้างเศรษฐกิจสมัยใหม่ ผู้หญิงไม่ได้เพียงเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่เข้าไปอยู่ในส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ ที่ใช้ความรู้และทักษะมากกกว่าผู้ชาย 

บางทีสิ่งที่เปลี่ยนผ่านสังคมไม่ใช่ระบบการผลิต แต่คือ ความเข้าใจของมนุษย์ที่มีต่อกัน สังคมมนุษย์จึงไม่ได้วิวัฒน์ไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่เป็นอุดมการณ์ตามสติสัมปะชัญญะของเรา ที่จะเปลี่ยนระบบในภาพรวม

หมายเหตุ:  ผู้เขียนสรุปย่องานวิจัยที่กำลังทำชื่อ Traces of Matriarchal Antagonistic Dichotomy in the Thai Economy: Causality and Ontology in Feminist Economics สนับสนุนโดยทุนวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ ผู้เขียนอยากจะเน้นในบทเรียนของเรื่อง ‘เหตุปัจจัยและภาวะความจริง ในสตรีนิยม’ เนื่องจากเข้าใจว่ามีความสับสนในเรื่องนี้อยู่มากซึ่งทำให้เราคุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง

คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย.. ดร.สิร นุกูลกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4238