thansettakij
thansettakij
เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม จากสุภาษิตไทยสู่ทักษะพลเมืองโลก

เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม จากสุภาษิตไทยสู่ทักษะพลเมืองโลก

31 ก.ค. 69 | 07:41 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ก.ค. 69 | 07:41 น.

เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม จากสุภาษิตไทยสู่ทักษะพลเมืองโลก : บทความ โดย.... ผศ.ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ เอเอฟเอส ประเทศไทย ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • สุภาษิต "เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม" ในยุคปัจจุบันถูกตีความใหม่ว่า ไม่ใช่การยอมทำตามโดยไม่ไตร่ตรอง แต่คือการเปิดใจเรียนรู้ เคารพความแตกต่าง และ ปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น
  • ความสามารถในการ "หลิ่วตาตาม" ถือเป็น "ทักษะของพลเมืองโลก" ที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม
  • การปรับตัวตามวัฒนธรรมอื่นไม่ใช่การสูญเสียอัตลักษณ์ แต่เป็นการทำความเข้าใจบริบทและค่านิยมของสังคมนั้นๆ เพื่อสร้างความเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม

หากถามว่ามีสุภาษิตไทยใดที่สามารถอธิบาย "การเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม" ได้ดีที่สุด เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงสุภาษิต "เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม" หลายคนอาจตีความสุภาษิตนี้เพียงว่า "เมื่อไปอยู่ที่ไหนก็ต้องทำตามคนที่นั่น" หากมองให้ลึกลงไป สุภาษิตนี้สะท้อนหลักคิดที่สำคัญอย่างยิ่งในโลกยุคปัจจุบัน คือ การเปิดใจเรียนรู้ การเคารพความแตกต่าง และการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นโดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์ของตนเอง 

ในโลกที่กำลังเผชิญความขัดแย้ง และความไม่ไว้วางใจระหว่างผู้คนมากขึ้นทุกวัน ความสามารถในการ "หลิ่วตาตาม" จึงไม่ใช่การยอมจำนนต่อความแตกต่าง หากแต่เป็น "ทักษะของพลเมืองโลก" ที่จะทำให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม (Intercultural Learning) ที่เอเอฟเอส ประเทศไทย ได้ขับเคลื่อนมาตลอดกว่า 65 ปี

โลกกำลังมีความรู้มากขึ้น แต่กลับเข้าใจกันน้อยลง

ในช่วงที่ผ่านมา สังคมไทยให้ความสนใจกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนชาวอิตาลีกลุ่มหนึ่งที่เดินทางมาประเทศไทย จนเกิดการตั้งคำถามต่อแนวคิดเรื่องการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม เหตุการณ์ดังกล่าวควรเป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจ "การเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม" อย่างถูกต้อง มากกว่าการตัดสินผ่านมุมมองเพียงด้านเดียว

การเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมไม่ได้หมายถึงการยอมรับทุกพฤติกรรม แต่หมายถึงกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง การตั้งคำถาม การสื่อสารอย่างเปิดใจ และการเรียนรู้ที่จะเคารพความแตกต่างภายใต้กฎ ระเบียบ และ คุณค่าของสังคมที่ตนเข้าไปอาศัยอยู่

ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคที่มนุษย์เข้าถึงข้อมูลได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่กลับเป็นยุคที่โลกเผชิญความขัดแย้งในหลายมิติพร้อมกัน โลกออนไลน์กลับทำให้ผู้คนจำนวนมากอยู่ใน "ห้องสะท้อนความคิด" (Echo Chamber) รับฟังเฉพาะข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อของตน จนความเห็นต่างกลายเป็นความขัดแย้ง และความแตกต่างทางวัฒนธรรมกลับถูกมองเป็นกำแพง มากกว่าจะเป็นโอกาสของการเรียนรู้ 

เมื่อโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความเข้าใจกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามเสมอไป คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า "เราจะทำให้ทุกคนคิดเหมือนกันได้อย่างไร" แต่คือ "เราจะอยู่ร่วมกับคนที่คิดไม่เหมือนเราได้อย่างไร" 

เข้าเมืองตาหลิ่ว ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งตัวตน

สุภาษิต "เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม" ถูกตีความผิดอยู่ไม่น้อยว่า เป็นการยอมรับทุกอย่างโดยไม่มีวิจารณญาณ แท้จริงแล้ว ความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือ เมื่อเราเข้าไปอยู่ในสังคมใหม่ เราควรทำความเข้าใจบริบท ประวัติศาสตร์ ค่านิยม และ วัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่นั้น เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเคารพ 

การปรับตัวไม่ใช่การสูญเสียอัตลักษณ์ แต่คือ การเรียนรู้ว่าความแตกต่างไม่ใช่ภัยคุกคาม และการเคารพผู้อื่น ไม่ได้ทำให้คุณค่าของเราลดลง ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่องค์กรระดับโลกให้ความสำคัญในเรื่อง Intercultural Competence หรือ "สมรรถนะข้ามวัฒนธรรม" ซึ่งประกอบด้วยการรับฟังอย่างลึกซึ้ง ความเห็นอกเห็นใจ การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้คนที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน

โลกในวันพรุ่งนี้ต้องการ "พลเมืองโลก" มากกว่า "คนเก่ง" 

ความสำเร็จในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดจากคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสามารถในการทำงานร่วมกับคนจากหลายประเทศ การเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่าง การบริหารความขัดแย้ง การสื่อสารข้ามภาษา การสร้างความร่วมมือ ทักษะเหล่านี้กำลังกลายเป็น "ทักษะแห่งอนาคต" และเป็นเหตุผลที่องค์กรระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยชั้นนำ และบริษัทระดับโลก ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ระหว่างประเทศมากขึ้น

ตลอด 65 ปีที่ผ่านมา เอเอฟเอส ประเทศไทยได้ต้อนรับเยาวชนจากนานาประเทศเข้าสู่ครอบครัวอุปถัมภ์ โรงเรียน และ สังคมไทย ขณะเดียวกันก็ส่งเยาวชนไทยไปเรียนรู้ในต่างประเทศ โดยทุกโครงการมีการเตรียมความพร้อมทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม จริยธรรม และ การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การเรียนรู้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความรับผิดชอบและความเคารพซึ่งกันและกัน 

ประสบการณ์ของ AFS ทั่วโลกยืนยันว่า การอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญ หากเป็นผลลัพธ์ของการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ การเตรียมความพร้อม และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 4.7 ของสหประชาชาติ ที่มุ่งสร้างพลเมืองโลกผู้มีความเข้าใจ ความเคารพในความหลากหลาย และพร้อมอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 

"หลิ่วตา"เพื่อมองเห็นโลกไม่ใช่เพื่อสูญเสียตัวตน 

ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เราไม่สามารถทำให้ทุกคนคิดเหมือนกันได้ แต่เราสามารถสร้างคนรุ่นใหม่ที่รับฟังกันได้ เราอาจไม่สามารถหยุดทุกสงครามได้ แต่เราสามารถสร้างเยาวชนที่เลือกการสนทนาแทนการเผชิญหน้า เราอาจไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ภายในวันเดียว แต่เราสามารถสร้างพลเมืองโลกทีละคน 

"การเข้าใจความแตกต่าง คือ จุดเริ่มต้นของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ" และสันติภาพที่ยั่งยืน อาจไม่ได้เริ่มต้นจากห้องประชุมของผู้นำโลก หากแต่เริ่มต้นจากเยาวชนคนหนึ่ง ที่กล้าก้าวออกจากพื้นที่คุ้นเคย เปิดใจเรียนรู้ผู้คนต่างวัฒนธรรม และค้นพบว่า แม้เรามีภาษา ความเชื่อ หรือวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่เราต่างมีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน นั่นคือความหมายที่แท้จริงของสุภาษิตไทย "เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม" ในศตวรรษที่ 21 

ไม่ใช่การยอมจำนนต่อความแตกต่าง แต่คือ การเรียนรู้ที่จะเคารพ เข้าใจ และอยู่ร่วมกับความแตกต่างอย่างมีปัญญา นี่คือ รากฐานสำคัญของการสร้างสังคมไทยที่เปิดกว้าง ประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับโลก และโลกที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

บทความ โดย.... ผช.ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ เอเอฟเอส ประเทศไทย ฐานเศรษฐกิจออนไลน์