thansettakij
thansettakij
1 พรรษา เปลี่ยนชีวิต : เส้นทางธรรมของ 'พล.อ.อ.หริน หงสกุล'

1 พรรษา เปลี่ยนชีวิต : เส้นทางธรรมของ 'พล.อ.อ.หริน หงสกุล'

22 ก.ย. 69 | 06:05 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ก.ย. 69 | 06:12 น.

เปิดเรื่องราว พล.อ.อ.หริน หงสกุล สมัยบวชเป็น "หริวัณโณ" ที่วัดบวรนิเวศฯ แต่งเรียงความแก้กระทู้ธรรมเรื่อง "กรรม" ได้ยอดเยี่ยมจนสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ รับสั่งให้นำไปอ่านในที่ประชุมตลอดพรรษา ปี 2493

สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารทรงยกย่อง เรียงความแก้กระทู้ธรรม ของพระหริวัณโณ ที่ได้ที่ 1 ว่า ต้องนำมาอ่านในที่ประชุม กรรมการตลอดพรรษาปี 2493 
    
พล.อ.อ.หริน หงสกุล เป็นนาคหลวงบวชที่อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่จำพรรษา วัดบวรนิเวศวิหาร ท่านเล่าบรรยากาศกาเรียนธรรมที่ทำให้เกิดความสนุกในคณะอาจารย์ และพระนวกะ (บวชใหม่) ไม่มีเรื่องใดเกินการแต่งเรียงความแก้กระทู้ธรรม เพราะแต่ละท่านมีมุมมองในการแก้กระทู้ ไม่เหมือนกัน

ถ้าผู้แต่งดี มีความหมาย มีหลักเกณฑ์ มีภาษิตอ้างอิง สอดรับกับหัวข้อกระทู้นั้นๆ มักได้รับรางวัลมาครอบครอง สำหรับ พระหริวัณโณ มักได้ที่ 1 จนสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (มรว.ชื่น) รับสั่งให้นำมาอ่านในที่ประชุม ตลอดพรรษกาล 2493

การเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรม คือนำหัวข้อธรรม หรือพุทธภาษิต ที่อาจารย์จะตั้งขึ้นมา 1 ข้อ แล้วให้นักศึกษา แต่งแก้ หรืออธิบายความ โดยยกพุทธภาษิตอีก 1 ข้อมาอ้างอิง ให้สอดรับกับกระทู้ที่แต่งหรือขยายความไว้ ในเรื่องนี้ พล.อ.อ.หริน หงสกุล หรือพระหริวัณโณ ภิกขุ มักคว้ารางวัลที่ 1 เสมอ

เมื่อลาสิกขาเข้ารับราชการทหารอากาศ ตามเดิมได้นำเรียงความแก้กระทู้ธรรม ซึ่งมี 12 หัวข้อมาพิมพ์แจกในงานวันเกิดของคุณแม่ ในเดือนกันยายน พ.ศ.2500 แต่พิมพ์น้อย แจกไม่ทั่วถึง ผู้คนถามหากันมาก ดังนั้น ในเดือน สิงหาคม 2501 ตรงกับวันเกิดของ พล.อ.อ.หริน จึงพิมพ์ครั้งที่ 2 เพื่อเป็นของชำร่วยแก่ญาติมิตรที่มาแสดงความยินดี

ในความเห็นของ "ผู้เขียนเห็นว่า เป็นเรื่องแปลกและน่าสนใจ ที่พระหริวัณโณ ผู้เรียนธรรมระหว่างพรรษา มีความสามารถนำความเรียงแก้กระทู้ธรรม ที่เขียนตอนอุปสมบท 3 เดือน มาพิมพ์เผยแพร่ได้ ไม่น่าจะมีใครเสมอเหมือนคงมีแต่ พล.อ.อ.หริน หงสกุลท่านเดียวเท่านั้น ทั้งนี้แสดงว่าท่านมีอุตสาหะ วิริยะ ในการศึกธรรม แค่ 1 พรรษา ก็สามารถทำได้ จึงถือได้ว่าท่านมิใช่คนธรรมดาที่เข้าใจธรรมะได้ดีเป็นเลิศ"

ส่วนความเรียงแก้กระทู้ธรรมนั้น มีมากถึง 12 เรื่อง จึงขอคัดมาให้อ่านบางช่วงบางตอนของเรื่องกรรมเท่านั้น

เรื่องนี้อาจารย์ตั้งกระทู้ธรรมว่า "กมฺมนิ พนฺธนา สตฺตา" สัตว์ทั้งหลาย ติดอยู่ในกรรม (เรียงความแก้กระทู้ธรรมนี้พระหริวัณโณได้รับราวัลที่ 1 วันที่ 1กันยายน 2493) ท่านหริวัณโณ เล่าเรื่องกรรม เริ่มจากเรื่องการตรัสรู้ของพระพุธเจ้าที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ วันพระจันทร์เสวย วิสาขฤกษ์ ก่อนพุทธศาสนา 45 ปี สิทธัตถราชกุมาร ได้ตรัสรู้ เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในยามที่ 2 แห่งราตรีนั้น

พระองค์ก็ถึงซึ่งจุตูปปาตญาณ คือความรู้ในจุติและวิบัติของสัตว์ทั้งหลาย ว่าดีเลวต่างกัน ด้วยอำนาจกรรม เรื่องกรรมนี่แหละ ที่เป็นหลักใหญ่ในคำสั่งสอนของพระองค์ทำให้สัตว์โลกพากันเห็นจริงเลื่อมใสศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนา

คำว่ากรรมแปลว่าการงานที่บุคคลกระทำ ถ้าทำดีก็เรียกว่ากุศลกรรมบ้าง บุญกรรมบ้าง อันเป็นทางนำไปสู่ความสุข ถ้าทำชั่ว ก็เรียกว่าอกุศลกรรมบ้าง บาปกรรมบ้าง อันเป็นทางนำไปสู่ความทุกข์ 

การกระทำที่ไม่ดีไม่ชั่วนั้น ท่านเรียกว่าอัพยกฤต สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอน ไว้ในจูฬกัมมวิภังคสูตร ว่า บุคคลย่อมเป็นผู้มีอายุน้อย เพราะฆ่าสัตว์ อายุยืนเพราะไม่ฆ่าสัตว์ มีโรคน้อยเพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ มีโรคมากเพราะเบียดเบียนสัตว์ 

ผู้มีผิวพรรณทรามเพราะมักโกรธแค้นพยาบาท มีผิวพรรณดีเพราะมักไม่โกรธแค้นพยาบาท มีศักดิ์ต่ำเพราะมักริษยา มีศักดิ์สูงเพราะไม่มักริษยา มีโภคทรัพย์น้อย เพราะไม่เอื้อเฟื้อ มีโภคทรัพย์มาก เพราะรู้จักเอื้อเฟื้อ เกิดในตระกูลต่ำ เพราะกระด้าง ไม่อ่อนน้อม เกิดในตระกูลสูง เพราะไม่กระด้างรู้จักอ่อนน้อมมีปัญญาทราม เพราะไม่ไต่ถามแสวงหาความรู้ มีปัญญามากเพราะรู้จักไต่ถาม แสวงหาความรู้

ตามหลักง่ายๆ ของพระองค์จะเห็นว่า ได้ทรงแนะนำวิธีที่ดีงามไว้ทุกประการแล้วบุคคลที่เกี่ยวข้องในโลกนี้ ผู้ปฏิบัติย่อมได้ผลตามนั้น ไม่มีผันแปร  เปรียบเสมือนหว่านข้าวลงในนาก็ย่อมได้รับข้าวเป็นผลตอบแทน ต้นข้าวจะออกรวงมาเป็นถั่วเป็นงาหาได้ไม่ อาจจะมีผู้โต้แย้งว่า บางคนทำความดีย่อมไม่ได้ผลดี ส่วนคนทำชั่วกลับได้เสวยสุขดังที่เห็นทั่วไป

ข้อนี้อธิบายว่ากรรมย่อมให้ผลต่างวาระกัน เช่นเดียวกับการปลูกพืช ผักผลไม้ เช่น ถั่วงอก อาจให้ผลใน 2-3 วัน แต่มะม่วงหรือทุเรียนอาจให้ผลในเวลา ตั้ง 5 หรือ10 ปีเป็นต้น ถามว่าเหตุใดบางคน ประกอบกรรมชั่ว แต่ยังเสวยสุข เพราะกรรมดีที่เขาเคยทำไว้ ในชาติก่อนให้ผลอยู่ส่วน กรรมชั่วในปัจจุบัน ยังไม่ทันให้ผล 

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงจำแนกกรรมที่ให้ผลตามกาลไว้เป็น 3 คือ

1. ทิฏฐะเวทนียะกรรม กรรมที่ผลในภพนี้ 
2. อุปัชชะเวทนียกรรม คือกรรม ที่ให้ผลในภพหน้า
3. อปรปริยายเวทนียกรรม กรรมคือ กรรม ที่ให้ผล ในภพต่อไป

ถ้าจะแย้งว่าชาติหน้ามีจริงหรือ ขอตอบว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มีแต่ในพระพุทธศาสนา เท่านั้นศาสนาอื่นก็เชื่อเช่นกัน  

ผู้แก้กระทู้ธรรมบทนี้ได้ยก พุทธภาษิตมารองรับมีความอธิบายเบื้องต้นว่า 'ผู้ใดทำกรรมอย่างใดไว้ ก็ย่อมได้รับผลกรรม อย่างนั้น' ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า 'ยาทิสัง วปเตพีชังตาทิสัง ลภเตผลัง กัลยาณการี กัลยานัง ปาปการีนี จะ ปาปะกัง' ความว่าหว่านพืชชนิดใดย่อมได้ผลชนิดนั้นทำความดีย่อมได้รับผลดี ทำความชั่วย่อมรับผลชั่ว

ที่เรายังเห็นสับสนกันอยู่ในชีวิตประจำวันก็เพราะทุกวันนี้ มนุษย์ทำทั้งบาปบุญปนกันอยู่ จึงได้รับผลทั้งดี และชั่วคละกันแต่ไม่อาจทราบได้ว่าผลดีหรือผลชั่วที่ได้รับแต่ละครั้งนั้นมาจากกรรมครั้งไหน เมื่อเราไม่ทราบเองเช่นนี้ก็ไม่น่าจะโทษว่า กรรมให้ผลไม่ตรง

สมมุติว่าเราไปซื้อเมล็ดแตงมาปลูก เผอิญทำหกรวมกัน ไม่ทราบว่าเมล็ดไหนเป็นแตงกวา เมล็ดไหนเป็นแตงร้านหรือแตงไทย เมื่อปลูกลงไปแล้วเมล็ดแตงเหล่านั้น ก็ขึ้นเป็นต้นผลิตผลออกมา ก็จะเป็นไปตามชนิดของมัน ถึงเราจะเข้าใจผิด แต่พันธุ์ผักขึ้นมาไม่ผิด ฉันใด ก็ดี ในเรื่องกรรมดีกรรมชั่วแม้เราจะเข้าใจผิดสับสนไปแต่ผลที่เกิดขึ้นย่อมเป็นไปตามกรรมที่ทำไว้ไม่มีผิด ฉันใดก็ดีในเรื่องกรรมดีกรรมชั่วแม้เราจะเข้าใจผิดสับสนไป แต่ผลที่เกิดขึ้นย่อมไม่เป็นไปตามกรรมที่ทำไว้ไม่มีผิด

จากนั้นท่านเขียนต่อว่า กรรมนั้นท่านแยกไว้ตามลักษณะของการให้ผล ซึ่งมี4 ลักษณะ ดังนี้ กรรมที่เป็นต้นเค้าหรือทำให้เกิดเรียกว่า ชนกกรรม กรรมที่อุดหนุนกรรมที่เกิดแล้วให้แรงขึ้น เรียกว่าอุปถัมภกรรม กรรมที่บีบคั้นกรรมเดิมให้อ่อนแรง คือทำกรรมใหม่ลบล้างในทางตรงกันข้ามเรียกว่า อุปปีฬกรรม กรรมที่เข้าไปตัดกรรมเดิม(ชนกกรรม) ให้สั้นลงเรียกว่า อุปฆาตกรรม หรืออุปัจเฉทกกรรม พร้อมทั้งยกตัวอย่างของกรรมแต่ละชนิดมาประกอบ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ทุกคนมีกรรมเป็นของตน ตนเป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์มีกรรมเป็นที่อาศัย ทำกรรมใดไม่ว่าดีหรือชั่ว ตนย่อมได้รับผลกรรมนั้น

สุดท้ายสรุปตามพระบาลีว่า อุโภ ปุญญัญ จะ ปาปัญจะ ยัง มัจโจ กุรุเตอิธะ ตัญหิ ตัสสะ สะกัง โหติ ตัญจะ ทานะ คัจฉติ ตัญจัสสะ อนุคัง โหติ ฉายาว อนุปายินี แปลว่า ผู้ มีอันจะตาย เป็นสภาวะ ทำกรรมไว้ในโลก เป็นบุญก็ดีเป็นบาปก็ดี ทั้งสองประการกรรมนั้นแลชื่อว่าเป็นของเขา เขาจะพาเอากรรมนั้นไปและกรรมนั้นย่อมจะติดตามเขาเหมือนเงาตามตน

โดยนัยนี้ สาธุชนควรละเว้น  อกุศลกรรมเป็นต้นแต่พึงสมาทานนกุศลกรรมอันเกิดจากเมตตากรุณาอโลภะ อะโทสะอะโมหะเป็นมูล มีการบำเพ็ญทานและรักษาศีลเป็นต้นกุศลกรรนั้น จะตามสนอง ให้ผู้ประพฤติ ปฏิบัติได้รับแต่ความสุข มีความเจริญทุกชาติทุกภพ เพราะตราบใดที่มนุษย์ได้เกี่ยวข้อง อยู่ในโลก เป็นสัตว์โลกที่ยังมีชีวิตเวียนว่ายตายเกิด ต้องพัวพันเกี่ยวเนื่องอยู่กับกรรมของตนเองดังพระพุทธภาษิตที่ยกเป็นห้วข้อข้างต้นว่า "กัมมนิ พันธนา สัตตา แปลว่า สัตว์ทั้งหลายเนื่องอยู่ในกรรมฉะนี้"