thansettakij
thansettakij
เจาะคำวินิจฉัยศาล รธน. ชี้ชัด อำนาจกรรมการสรรหา กสทช. สิ้นสุดทันทีหลังสรรหาเสร็จ

เจาะคำวินิจฉัยศาล รธน. ชี้ชัด อำนาจกรรมการสรรหา กสทช. สิ้นสุดทันทีหลังสรรหาเสร็จ

16 มิ.ย. 69 | 06:17 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มิ.ย. 69 | 06:21 น.

เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 55 วางบรรทัดฐานชัด "ภารกิจสิ้นสุดเมื่อสรรหาเสร็จ" ตั้งคำถามร้อน กรรมการสรรหา กสทช. มีอำนาจอะไรกลับมาตรวจสอบประธาน กสทช. หลังโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งไปแล้วกว่า 4 ปี

KEY

POINTS

  • ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัย (คำวินิจฉัยที่ 25-27/2555) ว่าภารกิจและอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. จะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อกระบวนการสรรหาเสร็จสิ้น
  • คำวินิจฉัยระบุว่าคณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจในทางบริหารหรือเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ภายหลังการแต่งตั้ง
  • การที่คณะกรรมการสรรหาฯ กลับมาพิจารณาคุณสมบัติประธาน กสทช. อีกครั้งหลังการแต่งตั้งผ่านไปแล้ว จึงเกิดข้อกังขาทางกฎหมายว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

จากกรณีปมอำนาจของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อกังขาทางกฎหมายอีกครั้ง หลังมีความเคลื่อนไหวเปิดรับข้อมูลและข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติของ ศ.คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ทั้งที่ ๆ คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้เสนอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกให้วุฒิสภาเห็นชอบจนกระทั่งได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ไปตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายน 2565 หรือเป็นเวลากว่า 4 ปีมาแล้ว

แต่เหตุใดในภายหลังคณะกรรมการสรรหาฯ กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในปี 2569 นี้ เพื่อพิจารณาในเรื่องที่น่าจะดำเนินการไปตั้งแต่ปี 2565 แล้วหรือไม่คำถามสำคัญของเรื่องนี้ อาจไม่ใช่ประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติ แต่อยู่ที่ว่า คณะกรรมการสรรหายังมีอำนาจตามกฎหมายที่จะกลับมาพิจารณาเรื่องดังกล่าวหรือไม่ หลังจากกระบวนการสรรหาได้ดำเนินไปจนเสร็จสิ้น ทั้งการเสนอรายชื่อ การให้ความเห็นชอบโดยวุฒิสภา และการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการ กสทช. ทั้ง 7 คน

แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีสถานะเป็นกลไกเฉพาะในกระบวนการก่อนการแต่งตั้ง มิใช่องค์กรถาวรที่มีอำนาจต่อเนื่องในการตรวจสอบหรือทบทวนคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งแล้ว เพราะตามกฎหมายได้บัญญัติกรอบที่จะใช้อำนาจไว้อย่างชัดเจน

ข้อสังเกตดังกล่าวมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อย้อนดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 ซึ่งเคยวางหลักเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ไว้ โดยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า คณะกรรมการสรรหาถูกกำหนดขึ้นเฉพาะเมื่อมีเหตุที่ต้องมีการเลือกและแต่งตั้งกรรมการ เพื่อทำหน้าที่คัดเลือกผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการโดยวิธีการสรรหา เสนอต่อวุฒิสภาพิจารณาลงมติ

สาระสำคัญของคำวินิจฉัยดังกล่าวอยู่ที่ถ้อยคำว่า “เมื่อการดำเนินการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาในครั้งนั้นก็สิ้นสุดลง” ซึ่งสะท้อนชัดว่าอำนาจของคณะกรรมการสรรหามีขอบเขตจำกัดอยู่ในช่วงของกระบวนการสรรหาเท่านั้น 

นอกจากนี้ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญยังระบุว่า “ไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติอื่นใดกำหนดให้คณะกรรมการสรรหามีหน้าที่ในทางบริหาร หรือเป็นที่ปรึกษา หรือเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. หรือสำนักงาน กสทช.” ดังนั้น ความเคลื่อนไหวล่าสุดของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่กำลังนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ ขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการสรรหาหลังการแต่งตั้งเสร็จสิ้นแล้วอยู่ตรงไหน และการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงเข้าข่ายเป็นการก้าวล่วงหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. หรือไม่ 

 ขณะเดียวกัน อีกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกต คือ ที่มาของการนำเรื่องดังกล่าวกลับเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมในครั้งนี้ แม้จะมีการอ้างว่าเป็นการดำเนินการภายหลังมีหนังสือส่งเรื่องจากหน่วยงานธุรการที่เกี่ยวข้อง แต่ยังมีคำถามว่า การพิจารณาดังกล่าวเกิดขึ้นจากฐานอำนาจตามกฎหมายโดยตรง หรือเป็นผลสืบเนื่องจากข้อร้องเรียนและข้อมูลที่ถูกส่งเข้ามาจากบุคคลหรือกลุ่มภายนอก ซึ่งมีจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของประธาน กสทช. มาอย่างต่อเนื่อง

ปมดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตา ว่าบรรทัดฐานสำคัญของกระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. ซึ่งมีแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 211 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติไว้นั้น จะถูกนำมาพิจารณาโดยคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.อย่างไร 

สำหรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นบรรทัดฐานสำคัญในเรื่องดังกล่าว สามารถศึกษาฉบับเต็ม www.constitutionalcourt.or.th