thansettakij
thansettakij
ประธาน กสทช. ฉายภาพอนาคตธุรกิจโทรทัศน์ในประเทศไทย และ บทบาทสำนักงาน กสทช.

ประธาน กสทช. ฉายภาพอนาคตธุรกิจโทรทัศน์ในประเทศไทย และ บทบาทสำนักงาน กสทช.

08 มิ.ย. 69 | 00:03 น.
อัปเดตล่าสุด :08 มิ.ย. 69 | 01:05 น.

ประธาน กสทช. ฉายภาพอนาคตธุรกิจทีวีไทยอาจหมดสภาพความเป็นธุรกิจแล้ว พร้อมตั้งคำถามถึงอนาคตทีวีดิจิทัลและบทบาท กสทช.

KEY

POINTS

  • ธุรกิจโทรทัศน์ไทยกำลังเผชิญวิกฤตจากพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไปและรายได้โฆษณาที่ลดลง จนเกิดคำถามว่ายังคงเป็น "ธุรกิจ" ที่สามารถทำกำไรได้อยู่อีกหรือไม่
  • บทบาทของ กสทช. ในฐานะผู้กำกับดูแลอาจต้องทบทวนใหม่ หากธุรกิจโทรทัศน์ไม่มีผลประโยชน์เชิงพาณิชย์เหลืออยู่ การกำกับดูแลอาจไม่จำเป็นและควรให้ภาครัฐเข้ามาบริหารจัดการ
  • ประธาน กสทช. เสนอให้มีการหารือกับรัฐบาลอย่างเร่งด่วนเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของโทรทัศน์ ว่ายังมีความจำเป็นต่อประเทศหรือไม่ และจะอยู่ในรูปแบบใดหากไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อในยุคดิจิทัล ธุรกิจโทรทัศน์ไทยกำลังเผชิญกับคำถามเชิงอัตถภาวะที่ไม่อาจเลี่ยงได้อีกต่อไป เมื่อพฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ รายได้จากโฆษณาหดตัว และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าโทรทัศน์จะปรับตัวอย่างไร แต่คือ “ธุรกิจโทรทัศน์ยังคงเป็นธุรกิจอยู่อีกหรือไม่?

บทความต่อไปนี้เป็นมุมมองของ ศ.นพ.สรณ บุญใบชยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ที่สะท้อนทั้งสภาพความเป็นจริงของอุตสาหกรรม บทบาทและขีดจำกัดของหน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงบรรยากาศการทำงานและแรงกดดันที่เกิดขึ้นภายใน

เหตุผลของการกำกับดูแลของ กสทช.

การดูโทรทัศน์คือการดูภาพสัญญาณจากการกระจายเสียงโดยคลื่นสัญญาณ ซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐไทยตามรัฐธรรมนูญ โดยก่อนจะมีการประมูลทีวีดิจิทัล ประเทศไทยมีโทรทัศน์แค่ 6 ช่อง ซึ่ง 3 ช่องเป็นโครงข่ายของกองทัพ และเมื่อปี พ.ศ. 2556 ประเทศไทยได้ประมูลโทรทัศน์ดิจิทัลเพื่อให้เกิดเสรีในการแข่งขันและการเข้าถึงคลื่นสัญญาณของรัฐได้อย่างเป็นธรรม และนั่นคือเหตุผลของการมี กสทช. และการกำกับดูแล มันเป็นเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์และการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศที่จำกัด โดยไม่ให้ภาครัฐและการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่จะกระทบธุรกิจ

ส่วนเรื่องการกำกับดูแลเนื้อหา หากไปศึกษาบทบาทของ FCC ของสหรัฐอเมริกาที่เราลอกเลียนแบบเขามาก็จะพบว่า เพราะผู้ประกอบการขึ้นตรงต่อคนคุมคลื่นสัญญาณในสมัยนั้น การให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบดูแลเนื้อหาโดยเป็นเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคจากโฆษณาที่หลอกลวง จึงเป็นสิ่งที่ให้ผู้กำกับดูแลกิจการดูแลและไม่ให้เป็นเรื่องซ้ำซ้อนกัน เพราะหน่วยงานกำกับดูแลมีอำนาจเฉพาะในการออกระเบียบกับคู่ค้าที่นำคลื่นสัญญาณไปใช้ได้ นั่นคือเหตุผลและทฤษฎีของการกำกับดูแล

 

ศ.นพ.สรณ บุญใบชยพฤกษ์ ประธาน กสทช.

อะไรคือคำถามที่ต้องตอบในการกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์

ธุรกิจโทรทัศน์ประเทศไทยยังมีตลาดและโอกาสที่จะประกอบธุรกิจอยู่ไหม? สมาคมทีวีดิจิทัลได้เข้ามาพบหลายครั้งและได้พยายามหาคำตอบ แต่คำถามหลักคือ มันยังมี "ธุรกิจโทรทัศน์" อยู่อีกไหม? เราไม่ต้องพยายามระบุนิยามโทรทัศน์ใดๆ โทรทัศน์คือโทรทัศน์ ไม่มีใครบอกว่าเขาดูโทรทัศน์เวลาเขาดู Netflix หรือ Facebook ไม่มีใครบอกว่า "เดี๋ยวคืนนี้กลับบ้านไปดู OTT นะ" มันเป็นนามคนละนามกันแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าพยายามบิดเบือนนิยาม

เมื่อดูการประกอบธุรกิจ คำถามคือใครจ่ายเงิน? ธุรกิจโทรทัศน์ได้รายได้หลักจากการโฆษณา โดยคำนวณมูลค่าแบบจำกัดเวลาตามตารางเวลา และการเข้าชมตามเวลาของผู้ชม คืออุปสงค์และอุปทานในการดูรายการในช่วงเวลานั้นๆ คำถามที่ถามบริษัทที่ปรึกษา Nielsen ไปวันก่อนคือ มูลค่าของเวลาที่สามารถหารายได้ สามารถทำเงินได้เกินต้นทุนการบริหารไหม? เพราะดูจากการบริหารของ กสทช. เองก็จะพบว่า สายงานโทรทัศน์ทุกวันนี้มีค่าใช้จ่ายเกินรายได้ค่าธรรมเนียมอยู่หลายเท่า แปลว่าธุรกิจเองก็คงอยู่ในสภาพเดียวกัน

เราต้องอย่าลืมว่า กสทช. เป็นหน่วยงานกำกับดูแลอิสระ เราไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐบาล เราดำเนินงานเหมือนภาคธุรกิจเพื่อประสิทธิภาพและความคล่องตัว และสร้างสมดุลให้ธุรกิจกับรัฐบาลเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและดึงดูดนักลงทุน เพื่อให้ประเทศไทยมีการบริการที่มีคุณภาพ ซึ่งเราก็ต้องประเมินสภาพตลาดแบบธุรกิจ ไม่ใช่แบบบทเรียนทางวิชาการ ซึ่งบางครั้งมันไม่ตรงกับความเป็นจริง หากธุรกิจไม่มีกำไร ธุรกิจก็อยู่ไม่ได้

เพราะฉะนั้น หากธุรกิจโทรทัศน์ไม่ใช่ธุรกิจ แต่เป็นเพียงภารกิจเฉพาะกิจ การกำกับดูแลก็ไม่เกิดประโยชน์ ผิดวัตถุประสงค์ และบิดเบี้ยวจากหลักการ เราก็ไม่ควรไปกำกับดูแล เพราะมันไม่มีอะไรให้ไปกำกับดูแลอีกแล้ว

อนาคตของโทรทัศน์ไทย

ได้หารือกับรัฐบาลและส่งสัญญาณไปว่า เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องหารือและระบุว่าโทรทัศน์ยังจำเป็นต่อประเทศไทยอยู่ไหม? หากเป็นธุรกิจไม่ได้ เป็นลักษณะเฉพาะกิจได้ไหม? และคลื่นความถี่ยังจำเป็นอยู่ไหม? ซึ่งวันนี้มีทีวีช่องเดียวคือ ThaiPBS ที่มีรายได้คงที่จากการสนับสนุนของภาษีบาปประมาณ 2 พันล้านบาทต่อปี คำถามคือ มันคุ้มค่าไหมที่จะสนับสนุนโทรทัศน์สาธารณะและการประมูลคลื่นความถี่ ในเมื่อไม่มีสภาพธุรกิจอีกต่อไปแล้ว?

หากไม่มีสภาพธุรกิจเหลืออยู่ มีเพียงแต่การสื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชนที่ยังต้องมีความน่าเชื่อถือและยังมีความจำเป็น รัฐบาลจะบริหารอย่างไร? กฎหมายจะออกมาในรูปแบบไหน? เพราะอย่าลืมว่า กสทช. เกิดขึ้นเพราะเราไม่อยากให้รัฐเข้ามาแทรกแซงผลประโยชน์ที่จะได้จากทรัพย์สินของรัฐ เรากลัวกรณี ITV เรากลัว AIS กสทช. ก็เลยกำเนิดขึ้นมา แต่หากไม่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจเหลือให้แย่งกันแล้ว เราจะไปกำกับดูแลหรือแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลทำไม? โทรทัศน์เฉพาะกิจก็ควรจะกลับไปเป็นของรัฐบาล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการสื่อสารของรัฐบาล เพราะยุคแห่งการแย่งประมูลเพื่อครอบครองคลื่นโทรทัศน์ได้หมดลงแล้ว

แล้วทำไมยังต้องรอแผน?

เพราะมีความพยายามจะทำให้เกิดความสับสนระหว่างธุรกิจโทรทัศน์กับธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่โทรทัศน์ โดยไม่ได้ตอบคำถามที่กล่าวมาเบื้องต้น ภาคธุรกิจเขากำลังตกอยู่ในภาวะ Sunk Cost Fallacy (ความดื้อรั้นเพราะเสียดายต้นทุนที่จมไป) คือหมดเงินไปเยอะ แล้วมีบางคนไปพยายามสร้างความหวังให้เขา และพยายามจะนำทรัพยากรไปใช้ในทางที่ไม่เกิดประสิทธิภาพ ก็เลยต้องหารือกันเพิ่มเติม มีการสร้างกลุ่มคนมากดดัน ข้อดีของการเป็นผู้กำกับดูแลคือ เราฟังแต่ห้ามตอบสนอง (ตามแรงกดดัน) เพราะนี่คือหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้เกิดความชัดเจน ต่อเนื่อง และเข้าใจสภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

แผนที่ดีคือไม่ใช่แผนที่ทำไปทีแบบสร้างภาพสวยงาม แต่อยากให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริงที่ไม่บิดเบี้ยว ว่าธุรกิจโทรทัศน์อยู่ในสภาพไหน และจะทำอย่างไรได้บ้าง ภาคธุรกิจเองเขาก็ต้องการเช่นนี้เพราะเขารู้สภาพตัวเขาดี เช่น การประมูลคลื่น 3500 MHz ที่จะไปกระทบการเข้าถึงในปัจจุบัน ผมก็บอกชัดเจนว่าผมเห็นด้วยว่าควรจะคงสภาพจนถึงวันหมดอายุสัญญา

ส่วนการประมูลครั้งต่อไปก็ยังต้องเกิดขึ้นเพราะกฎหมายบังคับ และจะต้องรีบคุยกับรัฐบาล เพราะสภาพธุรกิจมันไม่มีอีกแล้ว จะไปประมูลได้อย่างไร? แต่จะทำอย่างไรมันก็เกินขอบเขตกฎหมายปัจจุบัน และการไปสร้างในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เช่น แพลตฟอร์ม (Platform) ของตัวเอง ถือเป็นการเปลืองทรัพยากรที่มีน้อยอยู่แล้ว ควรนำเงินไปเวนคืนให้ผู้ประกอบการเพื่อช่วยแก้ปัญหากระแสเงินสดดีกว่าไหม? การทำแพลตฟอร์มตอนนี้เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ซึ่งสวนทางกับจุดยืนทางการเมืองของกลุ่มคนที่มาเรียกร้องอย่างสิ้นเชิง ก็รู้สึกงงว่าเป็นเรื่องของอุดมการณ์หรือระบบพรรคพวกที่พวกท่านเกลียดนักเกลียดหนากันแน่

สถานะประธาน และบรรยากาศการประชุม กสทช.

ชัดเจนว่าผมเป็นหมอ เคยทำงานในโรงพยาบาล รักษาคนไข้ทุกคนโดยไม่ได้เลือกฐานะ การโจมตีที่เกิดขึ้นเป็นการพุ่งเป้าที่ตัวบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อกระทบความเชื่อมั่นขององค์กรและการปฏิบัติหน้าที่ของผม อาจจะเพราะผมไม่มีความคิดไปในทางเดียวกับเขาก็เป็นได้ แต่มันก็เป็นอิสระของผม ผมใช้วิธีการคิดแบบนี้ในการรักษาชีวิตคนมานักต่อนักแล้ว มีหมอคนอื่นบอกคนไข้ตายแน่ๆ แต่ผมก็ปั๊มหัวใจจนฟื้นและรอดชีวิตอยู่จนทุกวันนี้ ผมเลือกที่จะเป็นอิสระมากกว่าแรงกดดันของใครหรือกลุ่มคนใด หากจะเป็นความผิด ก็คงเป็นเพราะความเป็นอิสระของขมนี่แหละ

จากที่ผมวิเคราะห์จากการปฏิบัติหน้าที่ประธาน การประชุมมักจะไร้ทิศทาง มุ่งเป้าแต่เรื่องของตนเองจนลืมภาพรวมของประเทศ เรื่องที่มีกรอบระยะเวลาบางครั้งก็ไม่สนใจ จนเกิดการสร้างบรรยากาศความเกลียดชัง โดยการเอาความรู้สึกส่วนตัวอยู่เหนือกฎหมาย ผมเองก็พยายามไล่เรียงวาระให้ไปถึงเรื่องที่สำคัญจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งกรอบเวลาของผมคือ ต้องเสร็จพรุ่งนี้ หรืออาทิตย์นี้ ไม่ใช่รอเป็นเดือน

การประชุมของ กสทช. ชุดนี้ ใช้เวลากับการรับรองบันทึกการประชุมเยอะมาก เยอะเกินไป บางครั้งใช้เวลาไปครึ่งวัน ผมกำหนดวันประชุมแทบจะทุกอาทิตย์ บางทีอาทิตย์ละสองครั้ง แต่วาระก็ยังไม่หมด เพราะเสียเวลากับเรื่องเล็กน้อย บางครั้งถ้า กสทช. บางท่านไม่ว่าง เขาก็บอกว่าจะไม่ประชุม ผมก็ต้องพยายามกำหนดวันให้ว่างตรงกัน ทั้งๆ ที่ตำแหน่งนี้เป็นการทำงานเต็มเวลา (Full-time) จะบอกว่าไม่ว่างก็คงไม่ได้ ทั้งนี้ผมได้สร้างบรรยากาศการประชุมที่โปร่งใส เปิดให้เป็นการประชุมสาธารณะ ซึ่งผมมองว่าประชาชนน่าจะได้ประโยชน์สูงสุด หากไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ บรรยากาศคงจะสาหัสกว่านี้มาก

หน้าที่ของผมคือ การทำให้ประชาชนเข้าถึงการบริการโทรทัศน์และโทรคมนาคมที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม วันนี้ต้องยอมรับว่าโทรทัศน์เป็นปัญหาทางธุรกิจที่ต้องรีบแก้ไข แต่ในด้านการบริการโทรคมนาคมของเราได้รับการยอมรับว่าเป็นระดับต้นๆ ของโลก ทุกวันนี้คนไทยจ่ายค่าไฟแพงที่สุดในอาเซียน แต่ไม่ได้จ่ายค่าโทรศัพท์แพงที่สุด และที่ค่าโทรศัพท์ยังดูแพงอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะต้นทุนหลักของการให้บริการโทรคมนาคมก็คือค่าไฟฟ้านั่นเอง

คนอาจจะมองผมไม่ดีในบรรยากาศการควบรวมธุรกิจ ซึ่งอำนาจของ กสทช. คือการรับทราบและกำหนดมาตรการเฉพาะ (Remedy) แต่หากมองกลับกัน หากผู้ประกอบการทั้งสองรายเจ๊งไปจนเหลือเพียงรายเดียวจะเกิดอะไรขึ้น? คนกลับไม่คิดตรงนี้ ผมมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ แต่อาจจะมีคนกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่พอใจ ซึ่งอันนี้ผมเข้าใจและรับฟัง พร้อมเฝ้าระวังทุกด้านไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนโดยรวม โดยผมจะทำหน้าที่ของผมจนจบครบวาระให้ดีที่สุดอย่างเป็นอิสระทางความคิด หากมีกลุ่มคนใดมากดดัน กล่าวหา หรือทำให้กลัว ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ NGOs หรือคนที่จัดตั้งมา ผมก็คงเป็น Regulator (ผู้กำกับดูแล) ที่ดีไม่ได้ และคงไม่เหมาะสมกับการมาทำงานตรงนี้

ผมเชื่อว่า กสทช. ในการกำกับดูแลของผม มีผลงานเป็นที่ประจักษ์หลายเรื่อง ทั้งการประชุมอย่างเป็นสาธารณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเพื่อสร้างความโปร่งใส การเป็นอิสระไม่ว่าจากกองทัพหรือรัฐบาล ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของ กสทช. ที่มีพลเรือนเป็นประธาน การทำให้เกิดระบบแจ้งเตือนภัย (Cell Broadcast) โดยไม่ได้ใช้งบประมาณรัฐ และการเป็นหน่วยงานแรกๆ ที่ระดมสรรพกำลังในการต่อสู้กับ Scammer และแก๊ง Call Center ก่อนหน่วยงานอื่นทั้งหมด

ผมเชื่อว่าการต่อต้านเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยและเป็นการตรวจสอบความคิดของผม แต่หากจะมากดดันให้ผมทำเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผมก็พร้อมจะยอมทนต่อแรงกดดันนั้น เพราะผมเป็นคนมีอิสระทางความคิด และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด.