KEY
POINTS
ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างลึกซึ้งในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม หรือ ความมั่นคง ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศไม่ใช่เพียงงบประมาณหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือ “คน” และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ คนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ มีวิสัยทัศน์ และมีความเข้าใจโลกในฐานะพลเมืองโลกอย่างแท้จริง คำถามสำคัญที่สังคมไทยควรถามตนเองในวันนี้คือ รัฐลงทุนกับการพัฒนาคนของเราอย่างถูกจุดแล้วหรือยัง
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ใช้งบประมาณจำนวนไม่น้อยในการให้ทุนการศึกษาแก่เยาวชน ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และ ปริญญาเอก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป้าหมายคือ การสร้างกำลังคนคุณภาพสูงกลับมาพัฒนาประเทศ ข้อเท็จจริงที่น่าชื่นชมคือ นักเรียนทุนส่วนใหญ่กลับมาใช้ทุนตามเงื่อนไขครบถ้วน แสดงถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจตอบแทนประเทศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพ้นระยะเวลาการใช้ทุนแล้ว คนเก่งจำนวนมากกลับเลือกออกไปทำงานในภาคเอกชน หรือองค์กรระหว่างประเทศ มากกว่าที่จะอยู่ในระบบราชการต่อไป
ปรากฏการณ์นี้ ไม่ได้สะท้อนปัญหาที่ตัวบุคคล หากแต่สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบภาครัฐเอง องค์กรภาครัฐจำนวนไม่น้อย ยังไม่สามารถออกแบบบทบาทงาน ให้สอดคล้องกับศักยภาพของบุคลากรที่มีความรู้ระดับสูงได้อย่างเต็มที่
วัฒนธรรมองค์กรที่ยึดติดกับลำดับขั้น การขาดพื้นที่ให้ทดลองนวัตกรรม และระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่เอื้อต่อการเติบโต ล้วนทำให้ Talent เหล่านี้ไม่สามารถปลดปล่อยศักยภาพได้อย่างที่ควรจะเป็น เมื่อ ecosystems ไม่เอื้อ การสูญเสียคนเก่งจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ในขณะเดียวกัน หากเรามองไปยังต่างประเทศ จะพบตัวอย่างของการลงทุนด้านการพัฒนาคน ที่ให้ผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาวอย่างน่าสนใจ หนึ่งในกรณีศึกษาที่ชัดเจนคือ รัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ได้ริเริ่มโครงการ Kakehashi ซึ่งเป็นโครงการให้ทุนสนับสนุนนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น
โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ แต่มีเป้าหมายเชิงลึกคือ การปลูกฝังความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม สร้างเครือข่ายมิตรภาพระยะยาว และ พัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองโลกที่มีทัศนคติเปิดกว้าง
สิ่งที่น่าสนใจ คือ การลงทุนกับเยาวชนในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งเป็นวัยที่กำลังค้นหาตัวตน กำลังตั้งคำถามกับโลก และกำลังเปิดรับประสบการณ์ใหม่ สามารถสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างลึกซึ้ง
เยาวชนที่ได้ไปใช้ชีวิตกับครอบครัวอุปถัมภ์ในต่างประเทศ เรียนในโรงเรียนท้องถิ่น และใช้ชีวิตในสังคมที่มีวัฒนธรรมแตกต่าง ไม่ได้เพียงเรียนรู้ภาษาใหม่ แต่เรียนรู้ความเข้าใจผู้อื่น เรียนรู้การปรับตัว เรียนรู้การอยู่ร่วมกับความหลากหลาย และที่สำคัญคือ เรียนรู้ที่จะมองโลกอย่างลึกซึ้งกว่ามุมมองเดิม
ประสบการณ์ลักษณะนี้เป็นการพัฒนาทักษะ ที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากห้องเรียนเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ความสามารถในการจัดการอารมณ์ การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม หรือมุมมองแบบพลเมืองโลก
ทักษะเหล่านี้คือ รากฐานของผู้นำในศตวรรษที่ 21 และเป็นคุณลักษณะของพลเมือง ที่ประเทศใดก็ตามต้องการ หากประเทศไทยต้องการคนรุ่นใหม่ที่สามารถทำงานในบริบทสากล เข้าใจความซับซ้อนของโลก และมีความสามารถเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับประชาคมโลก การลงทุนในประสบการณ์การเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาคือ การลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
เอเอฟเอส ประเทศไทย ทำงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 64 ปี เราเชื่อมั่นว่า การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง คือ พลังที่แท้จริงในการเปลี่ยนแปลงคนหนึ่งคน โครงการแลกเปลี่ยนของเอเอฟเอสเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ ไม่ใช่ในฐานะนักท่องเที่ยว แต่ในฐานะสมาชิกของครอบครัวหนึ่งในสังคมใหม่ ได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น ตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยเชื่อ และเรียนรู้โลกผ่านสายตาที่กว้างขึ้น
เครือข่ายของเอเอฟเอสดำเนินงานอยู่ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีนักเรียนเก่าเอเอฟเอสมากกว่า 30,000 คน ที่เติบโตไปทำงานในหลากหลายสาขา ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ นักวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ ศิลปิน และผู้นำชุมชน
สิ่งที่เราพบจากประสบการณ์ทำงานกับเยาวชนมาอย่างยาวนาน คือ การลงทุนกับคนตั้งแต่ช่วงมัธยมศึกษา ให้ผลลัพธ์ที่ลึกและยั่งยืนกว่าการพัฒนาทักษะเชิงวิชาการในช่วงอุดมศึกษาเพียงอย่างเดียว เพราะเป็นช่วงเวลาที่ตัวตนและระบบคุณค่าของมนุษย์กำลังก่อตัว การได้สัมผัสโลกจริงในบริบทที่แตกต่าง ทำให้เยาวชนจำนวนมากกลับมาพร้อมความมั่นใจในตนเอง ความรับผิดชอบต่อสังคม และความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก
ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง คำถามเรื่องการลงทุนกับการพัฒนาคนยิ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง นโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ มักพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง หรือโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่มีพรรคการเมืองใดที่พูดอย่างจริงจัง ถึงการพัฒนาคนในมิติของ “พลเมืองโลก” การสร้างเยาวชนที่มีความเข้าใจโลก เข้าใจความหลากหลาย และมีความสามารถในการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่พรรคการเมืองควรถูกตั้งคำถามว่า มองเรื่องการพัฒนาคนอย่างไร มีนโยบายสนับสนุนการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมหรือไม่ มีวิสัยทัศน์ระยะยาว ในการสร้างคนรุ่นใหม่ให้พร้อมกับโลกที่ซับซ้อนเพียงใด และพร้อมจะลงทุนกับเยาวชนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาอย่างจริงจังหรือไม่
ในขณะเดียวกัน ประชาชนในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็ควรถามตนเองเช่นกันว่า เราคาดหวังอนาคตแบบใดให้กับลูกหลานของเรา เราต้องการประเทศที่มีเพียงแรงงานที่เก่งด้านเทคนิค หรือ ประเทศที่มีพลเมืองที่คิดเป็น เข้าใจโลก เคารพความหลากหลาย และมีศักยภาพในการเป็นผู้นำบนเวทีโลก
หากพรรคการเมืองใดให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในมิตินี้อย่างจริงจัง นั่นย่อมสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ระยะยาว ที่ไม่ได้มองเพียงวาระทางการเมือง แต่กำลังมองถึงอนาคตของประเทศในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
เยาวชนจะได้อะไรจากนโยบายเช่นนี้ คำตอบคือ พวกเขาจะได้มากกว่าทุนการศึกษา แต่จะได้โอกาสในการค้นพบตัวเอง ได้เรียนรู้โลกจริง ได้พัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็น และได้เติบโตเป็นคนที่มีความหมายต่อสังคม ประเทศไทยจะได้อะไร คำตอบคือ เราจะได้คนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพทั้งด้านความรู้ ทัศนคติ และ คุณค่าภายใน ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงที่สุดของการพัฒนาประเทศ
คำถามสำคัญในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงว่า เราจะลงทุนกับการศึกษาเท่าไร แต่คือ เราจะลงทุนกับ “คน” ในแบบใด การพัฒนาพลเมืองโลกไม่ใช่เรื่องหรูหรา แต่เป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในศตวรรษนี้ ประเทศที่สามารถสร้างคนรุ่นใหม่ที่คิดเป็น ทำเป็น อยู่ร่วมกับความหลากหลายได้ และมีความสามารถเชื่อมโยงกับโลก จะเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว
เอเอฟเอส ประเทศไทย พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการพัฒนาพลเมืองโลกของประเทศ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภาครัฐ พรรคการเมือง ภาคเอกชน และ สังคมไทยโดยรวม จะร่วมกันมองเห็นความสำคัญของการลงทุนกับคนในมิติที่ลึกกว่าเพียงความรู้ทางวิชาการ เพราะท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของประเทศไทยจะถูกกำหนดโดยคุณภาพของคนรุ่นใหม่ที่เราเลือกจะลงทุนกับเขาในวันนี้