วิถีใหม่ไทยแลนด์ (4) การลดลงของพื้นที่ป่าไม้

23 ก.ค. 2563 เวลา 4:16 น. 1.7k

คอลัมน์เศรษฐทัศน์ วิถีใหม่ไทยแลนด์ (4) การลดลงของพื้นที่ป่าไม้ โดย... รศ.(พิเศษ) ดร.กฤษฎา เสกตระกูล

 

คอลัมน์เศรษฐทัศน์ ฐานเศรษฐกิจ 3594 หน้า 6 วัที่ 23 - 25 กรกฎาคม 2563 โดย.. รศ.(พิเศษ) ดร.กฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

 

วิถีใหม่ไทยแลนด์ (4)

การลดลงของพื้นที่ป่าไม้

 

เป็นที่ทราบกันดีว่าประ เทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาพื้นที่ป่าที่กำลังลดลงเรื่อยๆ ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมของประเทศเราเองแล้ว ยังส่งผลต่อสภาพแวดล้อมของโลกด้วย วิถีใหม่ไทยแลนด์ในตอนนี้จะอธิบายถึงสภาพปัญหาโดยรวมของโลกเกี่ยวกับการลดลงของพื้นที่ป่าไม้ (Deforestation) และแนวทางการแก้ไขปัญหา อย่างน้อยผมอยากให้คนไทย ซึ่งเป็นพลเมืองของโลกด้วยได้ตระหนักรู้ในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งอยากให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายหันมาร่วมมือกันอย่างจริงจังได้แล้วในการปลูกป่าเพื่อปกป้องไทยและปกป้องโลก เรื่องนี้ควรเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะฟื้นฟูประเทศไทยหลัง COVID-19 ด้วย

 

1) สภาพปัญหา

 

 จากข้อมูลของ Wikipedia อธิบายว่า Deforestation ก็คือ การตัดต้นไม้ออกจากพื้นที่ป่า (Clearcutting) ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากความต้องการพื้นที่ทำการเกษตรและปศุสัตว์ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหลายๆ กรณีเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าแบบผิดกฎหมาย ปัจจุบันนี้บนพื้นผิวของโลกมีป่าปกคลุมเหลือเพียง 31% เท่านั้น และพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายอย่างมากจะเป็นพื้นที่ป่าฝนในเขตร้อนใกล้บริเวณเส้นศูนย์สูตรของโลก มีการประมาณการว่าพื้นที่ป่าฝนเขตร้อนของโลกเหลือเพียง 6.2 ล้านตารางกิโลเมตร เมื่อเทียบกับอดีตที่เคยมีพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ถึง 16 ล้านตารางกิโลเมตร

 

 จากข้อมูลของ The United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) ระบุว่า การบุกรุกและทำลายป่าเพื่อทำการเกษตรเป็นสาเหตุหลัก โดยมาจากการทำการเกษตรเพื่อยังชีพ (Subsistence farming) ถึง 48% มาจากการทำการเกษตรเพื่อการค้า (Commercial farming) ถึง 32% และที่เหลือเป็นการทำซุงป่าไม้ (Logging) และอื่นๆ ปัจจัยที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับปัญหาเหล่านี้ เช่น การเพิ่มขึ้นของประชากรโลก โดยเฉพาะคนยากจนที่ต้องการอาหารเพื่อยังชีพ การทุจริตของหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานรัฐที่ต้องการพื้นที่ป่าไปใช้ประโยชน์แบบผิดกฎหมาย รวมทั้งผลของภาวะโลกร้อนทำให้เกิดความแห้งแล้งเกิดไฟป่าบ่อยครั้ง ซ้ำเติมทำให้พื้นที่ป่าลดลงเรื่อยๆ

 

2) ผลกระทบ

 2.1 ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม 

 

 ผลกระทบจากการลดลงของพื้นที่ป่าต่อสภาพแวดล้อม สรุปได้ 4 ด้าน คือ ผลกระทบต่อบรรยากาศ ผลกระทบต่อความชุ่มชื้นของแหล่งน้ำ ผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

 

 ในด้านผลกระทบทางด้านบรรยากาศของโลก การตัดหรือเผาป่าทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้เพราะเป็นการทำให้เกิดคาร์บอน มากขึ้นในบรรยากาศของโลก มีการประมาณการว่า 20% ของ Greenhouse effect นี้มาจากการทำลายป่าในเขตป่าฝน ทำให้การสะท้อนกลับของความร้อนจากดวงอาทิตย์ทำให้ยากลำบากขึ้น โลกจึงอมความร้อนและทำให้เกิดความแห้งแล้งมากขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกที่ปกติทำหน้าที่รับและคายความร้อนทำให้เกิดฝนตามวัฏจักร ไม่สามารถทำหน้าที่ตามปกติได้ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปทั่วโลก

 

 ในด้านผลกระทบทางด้านความชุ่มชื้นของแหล่งน้ำ การตัดไม้ทำลายป่าส่งผลกระทบต่อวัฏจักรของน้ำ บนโลก ในธรรมชาติต้นไม้จะดูดน้ำจากใต้ดิน และคายน้ำออกสู่บรรยากาศ การลดลงของป่าจึงทำให้น้ำในบรรยากาศลดลงส่งผลต่อความแห้งแล้ง ปริมาณน้ำในดินก็จะลดลงด้วย ทำให้ขาดความชุ่มชื้นลดโอกาสการเติบโตของต้นไม้ในป่าลงไปอีก นอกจากนี้ในดินก็จะลดลงด้วย ทำให้ดินขาดความชุ่มชื้นลดโอกาสการเติบโตของต้นไม้ใในป่าลงไปอีก นอกจากนี้ทำให้ดินขาดคุณสมบัติในการยึดตัว (Cohesion) ทำให้ดินกร่อนตัวลงและเกิดการพังทลายง่ายเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม

 

 ผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดินในป่าไม้ที่มีต้นไม้ขึ้นเต็มจะมีการยึดตัวแน่นผ่านรากของต้นไม้ทำให้ไม่พังทลายได้ง่าย ลดโอกาสความรุนแรงเมื่อเกิดน้ำท่วม การช่วยชะลอน้ำของดินในป่ายังทำให้มีเวลาที่น้ำจะค่อยๆ ซึมซับผ่านผิวดินทำให้ต้นไม้ในป่าใช้ประโยชน์จากน้ำ และยังเติมน้ำใต้ดินให้ยังคงความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งค่อยๆ ไหลลงสู่ห้วย หนอง คลอง บึง และแม่น้ำในที่สุด

 

 ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าไม้เป็นที่รวมของพืชพรรณต่างๆ รวมทั้งสัตว์ป่าทั้งเล็กและใหญ่ ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศน์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อโลกของเรา การตัดไม้ทำลายป่าจะส่งผลให้พืชและสัตว์หลายชนิดอาจถึงขั้นสูญพันธุ์ได้ สมุนไพรหรือพืชบางอย่างในป่าเป็นประโยชน์ต่อการผลิตยารักษาโรค หรือเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์และสัตว์ให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ มีการคาดการณ์ว่าการตัดป่าในแต่ละวันได้ทำลายพืชและแมลงรวมไม่ต่ำกว่า 147 ชนิดและในบางพื้นที่ เช่น เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ 40% ของพืชและสัตว์ในระบบนิเวศน์ของป่าอาจจะสูญพันธุ์ได้ถายในสิ้นศตวรรษที่ 21 นี้ 

2.2 ผลกระทบต่อสุขภาพ

 การตัดไม้ทำลายป่านอกเหนือจากทำให้พืชและสัตว์บางชนิดสูญพันธุ์แล้วยังอาจทำให้เกิดเชื้อโรคใหม่ๆ ระบาดเข้ามาอยู่ในสังคมมนุษย์ได้ง่ายขึ้น เช่น สัตว์ที่เป็นผู้ล่าคอยกำจัดหนูมีจำนวนลดลงในพื้นที่ป่า จำนวนหนู ซึ่งเป็นพาหะนำโรคหลายชนิดก็อาจมีจำนวนที่เพิ่มขึ้น

 

 นอกจากนี้ผิวดินที่ยุบตัวลงจากที่ไม่มีป่าไม้คอยเชื่อมอยู่ ทำให้เกิดหลุมบ่อขนาดใหญ่ที่ขังน้ำไว้จนอาจเกิดยุงมากขึ้น และทำให้โรคไข้มาเลเรีย และโรคไข้เลือดออกแพร่ขยายสู่คนได้มากกว่าเดิม เป็นต้น มีตัวอย่างผลกระทบทางลงอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในมาเลเซียในปี ค.ศ.1998 มีการตัดป่าเพื่อทำฟาร์มสุกร ซึ่งพื้นที่ป่าที่ลดลงกระทบต่อค้างคาวผลไม้ ที่ต้องหาแหล่งอาหารใหม่ และได้มาวนเวียนใกล้ฟาร์มสุกร และปล่อยไวรัสที่ชื่อ Nipah Virus ใส่สุกรทำให้เกิดโรคระบาดในสุกรขึ้น แม้ว่ายังไม่ระบาดรุนแรงใส่คนในขณะนั้น แต่ก็อาจมีไวรัสอื่นๆ โดยเฉพาะที่น่ากลัวก็คือ หากมีการกลายพันธุ์และระบาดมายังคน และแพร่ไปยังคนด้วยกัน คล้ายกับกรณี COVID-19 ที่โลกเรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

 

 2.3 ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ

 

 การลดลงพื้นที่ป่าไม้ถือว่าเป็นการสูญเสียทรัพยากรสำคัญของโลกร่วมกัน ซึ่งส่งผลรุนแรงรุนแรงต่อเศรษฐกิจด้วย จากข้อมูล The Convention on a Biological Diversity (CBD) ที่ประชุมกันตั้งแต่ปี 2008 คาดการณ์ว่าการสูญเสียป่าไม้จะทำให้มาตรฐานการอยู่อาศัยของพลเมืองโลกลดลง เพราะผลกระทบด้านความแห้งแล้งที่ตามมาส่งผลต่อความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่มีมากขึ้น คิดเป็นขนาดประมาณ 7% ของ GDP ของโลกในปี ค.ศ. 2050

 

 ปัจจุบันนี้ผลิตภัณฑ์จากป่า เช่น ไม้ซุง และของป่าต่างๆ มีผลในเชิงเศรษฐกิจโดยตรงอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก ส่วนคนที่บุกรุกป่าทำการเกษตรก็อ้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับ อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นเท่านั้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ระยะยาวที่จะได้จากการอนุรักษ์ป่าไว้ ก็ไม่สามารถจะนำผลในระยะสั้นมาเปรียบเทียบได้เลย


 

3) แนวทางการแก้ไข

 

 แนวทางการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าที่ลดลง อาจต้องใช้หลายๆ มาตรการร่วมกัน ซึ่งอาจสรุป ดังต่อไปนี้

 

การปรับปรุงกฎหมายและสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการใช้ที่ดิน โดยการจัดสรรที่ดินที่รกร้างและไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือเสื่อมโทรม จะช่วยแก้ปัญหาการรุกป่าที่อุดมสมบูรณ์ หรือแม้แต่การออกกฎหมายเกี่ยวกับป่าชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านร่วมกันใช้ประโยชน์จากป่า และป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าได้

 

 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจากการทำเกษตร การนำเทคโนโลยีเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรแก่เกษตรกรจะมีส่วนช่วยลดการบุกรุกผืนป่าเพื่อทำฟาร์มเกษตรลงได้ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า การเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ ไม่สูญเสียธาตุอาหารแบบรุนแรง เช่นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และป่าที่สูญเสียไป เวลากลับมาฟื้นฟูอาจไม่จำเป็นต้องทำในลักษณะ Natural forests เสมอไป อาจพัฒนาให้มีลักษณะ Agroforestal system ที่ยังคงสมบูรณ์แบบธรรมชาติ แต่ใช้ประโยชน์ในเชิงเกษตรได้

 

 การติดตามและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าอย่างจริงจัง เรื่องการทำลายป่า ถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย การลักลอบตัดไม้และขนไม้ออกไปจากป่ายังเป็นปัญหาอยู่ต่อเนื่องในหลายๆ ประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องสอดส่อง ติดตาม และปราบปรามอยู่ต่อไป ซึ่งนอกจากการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานภาครัฐแล้ว ยังต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคมด้วย อีกทั้งควรใช้มาตรการป้องกัน เช่นการให้ความรู้ความเข้าใจเพื่อให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องเกิดความตระหนักรู้ และหวงแหนผืนป่าร่วมกัน

 

 การจัดการป่าไม้ เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบันที่จะต้องศึกษาสภาพป่าไม้ ที่มีอยู่ว่ามีสภาพแวดล้อมและสถานะเป็นอย่างไรอย่างละเอียดในทุกแง่มุม การพัฒนาฐานข้อมูลของพื้นที่ป่าไม้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อนำไปสู่แผนการพัฒนาและฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับมาดีดังเดิม และให้มีพื้นที่ป่าขยายตัวเช่นในอดีต แผนการอนุรักษ์ป่าเดิม แผนการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม การปลูกป่าในพื้นที่ต่างๆ การส่งเสริมป่าชุมชน เป็นต้น ควรถูกวางพิมพ์เขียวและนำมาปฏิบัติอย่างเร่งด่วน

 

 เนื่องจากป่าไม้เป็นทรัพยากร ธรรมชาติซึ่งทุกคนเป็นเจ้าของ การพัฒนาและฟื้นฟูจึงไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐแต่อย่างเดียว อีกทั้งการลงปฏิบัติต้องใช้ทรัพยากรอื่นๆ มาร่วม เช่น เงินทุน แรงงาน และเวลา ที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน วิถีใหม่ไทยแลนด์หลัง COVID-19 นี้ จะฟื้นฟูป่าด้วยได้ไหมครับ แม้ว่าอาจจะไม่เห็นผลทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่จะดีแบบยั่งยืนในระยะยาวแน่ๆ ครับ