บิ๊กเซ็นทรัลฯ รับเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก 2566 ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

05 มกราคม 2566

“ญนน์ โภคทรัพย์” CEO แห่งเซ็นทรัล รีเทล เปิดมุมมองใน CEO Outlook 2023 รับเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง พร้อมแนะ 4 เรื่องที่รัฐบาลควรทำ

“สิ่งเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องทำคือ เร่งฟื้นกำลังซื้อ สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนไทย-ต่างชาติ สร้างไทยให้เป็น Investor Haven และเป็นเดสติเนชั่นด้านการลงทุนและท่องเที่ยว”

 

หนึ่งในความคิดเห็นของ “ญนน์ โภคทรัพย์” ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หลังจาก ฐานเศรษฐกิจ ได้สำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงหลากหลายธุรกิจ เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก และทิศทางในการดำเนินธุรกิจในปี 2566 ภายใต้หัวข้อ CEO Outlook 2023

 

นายญนน์ CEO เซ็นทรัล รีเทล ผู้บริหารอาณาจักร 1.35 แสนล้าน ยอมรับถึงปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก ในปี 2566 ว่า ควรมองเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยเป็น 2 ส่วน คือครึ่งปีแรก และครึ่งปีหลัง โดยเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีแรกยังคงมีความเสี่ยง แต่มีความเป็นไปได้ที่จะก้าวผ่านภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Global Recession) ของโลกในครึ่งปีหลัง

 

“ญนน์ โภคทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยหลายด้าน ถ้าสามารถควบคุมได้ดี จะส่งผลต่อครึ่งปีหลังเป็นเชิงบวก เช่น สภาพการเงินโลกที่ตึงตัวจากการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเพื่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกา ถ้าสามารถหยุดการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FED ปรับดอกเบี้ยให้ลดลงได้ในครึ่งปีแรก ทำให้ครึ่งปีหลังมีแนวโน้มการฟื้นตัวได้ดี สำหรับโซนยุโรป ต้องแก้ปัญหา Recession ให้เป็นแบบ Soft Recession ให้ได้ 

 

ส่วนประเทศจีน ถ้าสามารถเปิดประเทศและสู้กับโควิด-19 ได้สำเร็จ จะทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ดีขึ้น แต่เรื่องที่ไม่สามารถคาดเดาได้ คือ เรื่องของ Geopolitics ที่ยังไม่ทราบว่าจะจบลงได้อย่างไร โดยรวมมองว่าครึ่งปีแรกของเศรษฐกิจโลกยังต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด และเร่งแก้ปัญหาโดยด่วนเพราะจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังครึ่งปีหลัง 

 

ขณะที่เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรก จะเป็นการฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึง จากการเติบโตเชิงบวกของภาคท่องเที่ยว ที่จะสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับระบบเศรษฐกิจไทยให้โตต่อเนื่อง แต่การท่องเที่ยวจะเติบโตได้ รัฐบาลต้องช่วยยกระดับภาคบริการและค้าปลีกของไทย เพราะส่วนนี้ถือเป็น Back Bones ของการท่องเที่ยว เนื่องจากมี SMEs ในระบบกว่า 2.4 ล้านราย และมีการสร้างการจ้างงานกว่า 13 ล้านคน 

 

ภาพประกอบข่าว “ญนน์ โภคทรัพย์” เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น

เขาระบุว่า ถ้าภาคบริการและค้าปลีกแข็งแรง เครื่องยนต์ตัวเดียวของประเทศไทยคือภาคท่องเที่ยวก็จะแข็งแรงตามไปด้วย และจะส่งต่อ Momentum ที่ดีไปยังเศรษฐกิจโดยรวมของไทยในครึ่งปีหลัง ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ครึ่งปีแรกของไทยฟื้นตัว เกิดขึ้นจากการขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศ (Local Consumption) แต่ภาคการส่งออกอาจจะเติบโตช้า เนื่องจากถูกกระทบจากการหดตัวของการค้าโลก 

 

อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนอยู่ ซึ่งภาคเอกชนต้องเตรียมแผนทั้งเชิงรับ และเชิงรุก และที่สำคัญต้องปรับตัวตามสถานการณ์ให้ได้อย่างรวดเร็ว

 

พร้อมกันนี้ยังมีสิ่งที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วน 4 เรื่องหลัก ๆ ดังนี้ 

 

1. การเร่งฟื้นกำลังซื้อ สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนไทยและต่างชาติ สร้างประเทศไทยให้เป็น Investor Haven และเป็นจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุด สำหรับการลงทุนและการท่องเที่ยว 

 

2. เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจไทยที่เพิ่งเริ่มจะฟื้นตัว ขอให้รัฐบาลช่วยยกระดับและออกมาตรการกระตุ้นภาคบริการและค้าปลีกของไทย ให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะภาคบริการและค้าปลีกเป็นตัวขับเคลื่อนแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของไทย

 

3. สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็ขอให้รัฐบาลใหม่ยังคงความต่อเนื่องและสานต่อโครงการต่างๆที่ดีอยู่แล้วให้เกิดขึ้นต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าได้อย่างไม่สะดุด 

 

4. ขอให้ภาครัฐพิจารณาสิทธิพิเศษทางด้านภาษีสำหรับภาคเอกชน ที่ทำเรื่อง Green Transition เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระต้นทุนที่สูง และเอกชนสามารถลงทุนเพิ่มในการพัฒนา BCG ต่อไป 

 

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ภาครัฐต้องรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับภาคเอกชน จัดตั้งทีมทำงานและสนับสนุนซึ่งกันและกันแบบ Omni Collaboration เพื่อเป็นการร่วมมือกันอย่างไร้รอยต่อในการผลักดันประเทศไทยให้เดินหน้าไปอย่างเข้มแข็ง