
10 อันดับประเทศ "หนี้ครัวเรือนสูง" สูงที่สุดในโลก ไทยติดโผหนักสุดรอบ 16 ปี
เปิด 10 ประเทศที่มี "หนี้ครัวเรือน" สูงสุดในโลก ล่าสุด โดยประเทศไทยติดโผเป็นประเทศกำลังพัฒนาเพียงแห่งเดียวในกลุ่ม สศช. เตือนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลสำรวจปัจจุบันคนไทยมีหนี้เฉลี่ย 606,378 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.4% เพิ่มขึ้น 47,000 บาท เมื่อเทียบจากปี 2566 ถือว่าสูงสุดในรอบ 16 ปี และสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลก คิดเป็น 90.4 - 90.8% ของ GDP ประเทศ
“ฐานเศรษฐกิจ” ได้มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงที่สุดในโลก 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยมีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา (ข้อมูลจาก-Trading Economics, 2023)
10 อันดับประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในปี 2566
- สวิตเซอร์แลนด์ มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 128%
- ออสเตรเลีย มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 111%
- แคนาดา มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 103%
- เกาหลีใต้ มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 102%
- ฮ่องกง มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 96%
- นิวซีแลนด์ มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 93%
- เนเธอร์แลนด์ มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 91%
- ไทย มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 91%
- สวีเดน มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 85%
- เดนมาร์ก มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 84%
10 อันดับประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนน้อยที่สุดในโลกในปี 2566
- อาร์เจนตินา มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 4%
- ตุรเคีย มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 11.8%
- ซาอุดิอาระเบีย มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 16%
- เม็กซิโก มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 16.2%
- ฮังการี มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 17.6%
- รัสเซีย มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 21.8%
- ลิธัวเนีย มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 21.91%
- โปแลนด์ มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 24.4%
- ไอร์แลนด์ มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 25.4%
- โคลัมเบีย มีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี 27.72%
สศช.
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุ “ข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง” ในรายงานเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สองของปี 2567 และแนวโน้มปี 2567 ระบุว่า “ภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูงและมาตรฐานสินเชื่อที่มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาสที่หนึ่งของปี 2567 อยู่ที่ 90.8% ทรงตัวจาก 90.7% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ยังคงสูงกว่า 82.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2562
ขณะที่คุณภาพสินเชื่อภาคธุรกิจยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) และสัดส่วนสินเชื่อจัดชั้นพิเศษ (Special Mention Loans: SMLs) ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต่อสินเชื่อรวมในไตรมาสที่หนึ่งของปี 2567 ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 7.5% และ 12% และสูงกว่า 4.7% และ 3.1% ในไตรมาสเดียวกันของปี 2562 ตามลำดับ
ทั้งนี้ ภายใต้คุณภาพสินเชื่อที่ลดลงส่งผลให้สถาบันการเงิน เพิ่มความระมัดระวังในการให้สินเชื่อกับธุรกิจมากขึ้น อาทิ การเพิ่มเงื่อนไขประกอบสัญญาเงินกู้ การเพิ่มหลักทรัพย์ค่ำประกัน เมื่อรวมกับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้การขยายตัวของสินเชื่อชะลอตัวลง โดยมูลค่าสินเชื่อภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 ปี 2567 ขยายตัว 1% ชะลอลงจาก 1.46% ในไตรมาสก่อนหน้า
โดยเฉพาะอย่างสินเชื่อครัวเรือนที่ขยายตัว 1.15% ลดลงจาก 1.99% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นอัตราการขยายตัวต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ
รวมทั้งก่อให้เกิดความเสี่ยง ที่จะทำให้ผู้ประกอบการและครัวเรือนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบธนาคารเพื่อช่วยเหลือ ด้านสภาพคล่อง






