
พลิกโฉม “เซ็นทรัลแล็บ” ดันรายได้ทะลุ 500 ล้าน หนุนสินค้าไทยผงาดโลก
เปิดตัว“ชาคริต เทียบเธียรรัตน์” แม่ทัพบริหาร “เซ็นทรัลแล็บ” ลุยพลิกโฉมใหม่ ล้างภาพลบ ดันรายได้ทะลุ 500 ล้าน หนุนสินค้าไทยผงาดเวทีโลก
ย้อนกลับไปประมาณ 20ปีที่แล้ว “เซ็นทรัลแล็บ” หรือ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบผลิต ภัณฑ์สินค้าเกษตรและอาหาร (LCFA) เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2546 โดยรัฐบาลถือหุ้น 100% แบ่งเป็น กระทรวงการคลัง 49% และ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี 51% เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ “เซ็นทรัลแล็บไทย”
“เซ็นทรัลแล็บไทย” ในยุคนั้น มีเรื่องร้องเรียนเรื่องพนักงานมีพฤติกรรมส่อทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง มีการล็อกสเปกทีโออาร์เพื่อเอื้อประโยชน์เอกชนบางราย กระทั่ง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พบหลักฐานความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อจัดจ้าง และเข้าข่ายการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 หรือ “กฎหมายฮั้ว” จึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนมูลความผิด ทำให้องค์กรเหมือนตกอยู่ในแดนสนธยา
กระทั่ง 4 ปีให้หลัง “เซ็นทรัลแล็บไทย” ได้พลิกโฉมใหม่ในบทบาทการเป็นตัวช่วยผู้ประกอบการของไทยได้เข้าถึงมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารในระดับสากล และนำเงินตราเข้าประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “ชาคริต เทียบเธียรรัตน์” กรรมการผู้อำนวยการ เซ็นทรัลแล็บไทย คนปัจจุบัน ถึงแนวคิดการพลิกโฉมเซ็นทรัลแล็บไทยให้เป็นห้องปฏิบัติการที่มีเครื่องมือและระบบมาตรฐานสากล ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 มากกว่า 2,000 รายการทดสอบและรองรับงานทดสอบได้มากกว่า 4 แสนตัวอย่าง เป็นหนึ่งในผู้นำห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สินค้าให้กับกลุ่มผู้ประกอบการผู้ส่งออก กลุ่มธุรกิจการเกษตร SMEs OTOP วิสาหกิจชุมชน โดยมีสาขาให้บริการครอบคลุมทุกภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร สงขลา และกรุงเทพ (สำนักงานใหญ่)
ปรับภาพลักษณ์องค์กรโปร่งใส
นายชาคริต กล่าวว่า ในอดีต “เซ็นทรัลแล็บไทย” ถูกสังคมมองว่าเป็นแดนสนธยา ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องที่โกหก แต่ตนไม่ได้อยู่ในยุคนั้นจึงตอบไม่ได้ แต่ถ้ามองจากคนยุคนี้กลับไป แล้วมองคนที่อยู่ใกล้ตัว จะไม่ใช้คำว่าโกง แต่ถือว่าอ่อนการสื่อสาร เช่นการจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ไม่สามารถบอกได้ว่าทำไมซื้อยี่ห้อนี้ ทำไมไม่ซื้อยี่ห้อนี้ที่ถูกกว่า แต่ถ้ามีที่มาที่ไปโดยเขียนอธิบายเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ เชื่อว่าจะตอบโจทย์ หรือตอบคำถามได้
“ผมเข้ามาในช่วงปี 2563 ประวัติของเซ็นทรัลแล็บที่ได้ยินเป็นหน่วยงานที่มีภาพลักษณ์ที่น่ากลัว จำได้ว่าตอนสัมภาษณ์แสดงวิสัยทัศน์ มีคนถามว่าคุณรู้ใช่ไหมว่าจะต้องเข้ามาเจออะไร แล้วคุณทำใจไว้หรือยัง ซึ่งวันนั้นด้วยความที่เราเองก็อยากพิสูจน์ว่าเราทำงานได้ ก็บอกไปว่า “พอทราบ” และอยากทำ เพราะมีความรู้สึกท้าทายก็เป็นการพิสูจน์ทั้งตัวผมเอง บอร์ด และพนักงาน ที่ให้โอกาสผมตั้งแต่วันแรก จนถึงปัจจุบัน ก็มีความต้องการอยากช่วยกันทำให้องค์กรเดินไปข้างหน้า
ปัจจุบันเป็นระยะเวลา 4 ปีที่เข้ามาบริหารงานก็เคลียร์ทุกอย่าง สตง. ก็ให้การรับรองงบฯ ดังนั้นในช่วงครบรอบ 21 ปีของเซ็นทรัลแล็บไทยในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ สามารถพูดได้เต็มปากว่า องค์กรนี้มีความโปร่งใสในระดับดีมาก คดีความต่าง ๆ ก็แทบไม่มีให้เห็นแล้ว วันนี้เซ็นทรัลแล็บสามารถเปลี่ยนสภาพจากจำเลย กลายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มาให้ข้อมูลกับศาลได้ในฐานะพยานให้กับผู้ประกอบการ เป็นอีกภาพหนึ่งที่ผมมองแล้วรู้สึกภาคภูมิใจ
อย่างไรก็ดี อีกด้านหนึ่งส่วนตัวก็มีความเสียใจอยู่บ้าง จากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาได้เสียบุคลากรที่มีความสามารถไปหลายคน จากกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต บางคนไม่อยากอยู่ต่อ ยอมรับว่ามีเลือดไหลออก ซึ่งก็ไม่โทษพนักงานที่ไม่อดทน แต่วันนี้บริษัทมีความมั่นคง เชื่อว่าปิดยอดขายปี 2566 น่าจะสูงเป็นอันดับ 2 ตั้งแต่ตั้ง “เซ็นทรัลแล็บ” มา โดยมีรายได้ทะลุ 500 ล้านบาท และจะต้องไปต่อให้ถึง 1,000 ล้านบาทให้ได้
เปิดรายได้หลัก-ลุยสู่ปีที่ 21
สำหรับรายได้หลักของเซ็นทรัลแล็บฯ ณ ปัจจุบัน มาจากการให้บริการตรวจรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 มากกว่า 2,000 รายการทดสอบ รองรับงานทดสอบได้มากกว่า 400,000 ตัวอย่างต่อปี สามารถให้บริการด้านการตรวจวิเคราะห์มาตรฐานสินค้าให้กับกลุ่มผู้ส่งออก แยกเป็นสินค้ากลุ่มอาหารสัดส่วน 71.16% และสินค้ากลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร 28.84% โดยได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากบริษัทมหาชนด้านการส่งออกอาหารจำนวนมาก รวมถึงให้บริการงานถ่ายโอนจากภาครัฐ
ทั้งนี้ในปี 2567 ที่เซ็นทรัลแล็บไทยจะก้าวสู่ปีที่ 21ยังคงตอกยํ้าพันธกิจหลักในการสร้างมาตรฐานการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ การสอบเทียบเครื่องมือด้วยความถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว สร้างความเชื่อมั่น และเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ด้วยผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือขั้นสูง ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้บริการด้านการตรวจวิเคราะห์มาตรฐานสินค้าให้กับกลุ่มผู้ส่งออก รวมถึงผู้ประกอบการในประเทศ ซึ่งเซ็นทรัลแล็บไทยเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยประสบความสำเร็จและเติบโตในตลาดโลก
“เซ็นทรัลแล็บไทยจะใช้ศักยภาพทางห้องปฏิบัติการเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มากยิ่งขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและเติบโตของโลกในรูปแบบ BCG (Bio-Circular-Green) รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตร และสร้างรายได้ โดยมุ่งสร้างสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น อาทิ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผ่านเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ โดยในวันงานครบรอบที่จัดขึ้นจะมีการจัดแพ็กเกจส่วนลดให้กับลูกค้า จะมีการพาชมห้องแล็บ พร้อมกับจะมีงานสัมมนาย่อยเพื่อแลกเปลี่ยนในเรื่องนิวบิสซิเนส อาทิ เทรนด์สุขภาพ เป็นต้น” นายชาคริต กล่าวตอนท้าย
หน้า 9 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,961 วันที่ 28-31 มกราคม พ.ศ. 2567






