
“สุวัจน์”ชู Wellness Tourism พลิกท่องเที่ยวไทย ดันหัวหินสู่เมืองสุขภาพ-อายุยืน
“สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ดัน Wellness Tourism กู้รายได้จากการท่องเที่ยวไทย ชูหัวหินโมเดลปั้นเมืองสุขภาพ-อายุยืน
KEY
POINTS
- นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เสนอให้ยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ Wellness Tourism เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง
- ตั้งเป้าเพิ่มค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่อหัวเป็น 1-2 แสนบาท เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศมากขึ้นโดยไม่ต้องเน้นปริมาณ
- ผลักดัน “หัวหิน” ให้เป็นเมืองต้นแบบด้านสุขภาพและเมืองอายุยืน (Longevity City) เพื่อสร้างจุดขายใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย
“สุวัจน์ ลิปตพัลลภ”ชี้ท่องเที่ยวไทยต้องเร่งยกระดับจากตลาดทั่วไปสู่ Wellness Tourism มุ่งดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวแตะ 1-2 แสนบาท พร้อมชู “หัวหิน” เป็นต้นแบบเมืองสุขภาพและ Longevity City สร้างจุดขายใหม่ เพิ่มรายได้ และวางรากฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
“ก่อนเกิดโควิด-19 การท่องเที่ยวเคยเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 40 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ประมาณ 2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของ GDP ประเทศ แต่หลังวิกฤติโรคระบาด แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี ภาคการท่องเที่ยวไทยก็ยังไม่สามารถกลับไปเติบโตได้เท่ากับช่วงก่อนโควิด”
นี่คือความกังวลที่ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” สะท้อนผ่านคำกล่าวเปิดงาน “WEll PLAYED HUAHIN” พร้อมชี้ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายที่น่าเป็นห่วง จากปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในประเทศและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชนในหลายมิติ
ความท้าทายสำคัญประกอบด้วย การเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจ
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้นและเพิ่มต้นทุนสินค้า ตลอดจนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ปัญหาหนี้สินทั่วโลก สงครามเศรษฐกิจ และภาวะโลกร้อน
ประเด็นเหล่านี้ ยังเป็นโจทย์สำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุม IMF-World Bank โดยเฉพาะผลกระทบจาก AI การเข้าสู่สังคมสูงวัย และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ World Economic Forum (WEF) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นทิศทางที่โลกจำเป็นต้องเดินหน้าในระยะต่อไป
สำหรับประเทศไทย นอกจากต้องรับมือกับความผันผวนจากภายนอกแล้ว ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ภาครัฐ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยท้าทายต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
สุวัจน์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรสูงวัยมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
โจทย์สำคัญในวันนี้ จึงอยู่ที่ประเทศไทยจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าอย่างไร ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และมีความเป็นอยู่ที่เหมาะสม
“ผมคิดว่าวันนี้เรามีหลายอย่างที่เป็นจุดอ่อน และก็มีหลายอย่างที่เป็นจุดแข็ง จุดอ่อน คือ อุตสาหกรรมบางอย่างที่ไม่ทันสมัยเหมือนกับเป็น Sunset Industry ไปแล้ว แต่ขณะเดียวกัน เราก็ยังมีจุดแข็ง ผมคิดว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของเราที่มีจุดแข็ง คือ เรื่องของภาคเกษตร เรื่องอาหาร แล้วก็เรื่องท่องเที่ยว โดยเฉพาะอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว นั้นยังถือว่าเป็นเครื่องจักรที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย”
สุวัจน์ กล่าวอีกว่า ก่อนเกิดโควิด-19 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณ 40 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ราว 2 ล้านล้านบาท คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจากภาคการท่องเที่ยว ประมาณ 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน ภาคการท่องเที่ยวไทยยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับเดิมได้ โดยประเมินว่าในปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจอยู่ที่ประมาณ 34 ล้านคน เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ที่มีประมาณ 40 ล้านคน ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งเคยอยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท อาจลดลงเหลือประมาณ 1.5-1.6 ล้านล้านบาท
เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP มีการดรอปประมาณ 15% นั้น การดร็อปลงของตัวเลขจากทางด้านการท่องเที่ยว ก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอง เพราะว่าเศรษฐกิจประเทศเราต้องยอมรับว่า ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ คนยากคนจน คนในชนบท พ่อค้าแม่ค้า เอสเอ็มอี (SME) ต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ได้ เพราะรายได้จากนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวชาวไทย นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่ไปทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอาชีพ ทุกคนจะได้รับผลกระทบนั้น
“ผมคิดว่าวันนี้เราต้องรักษาจุดแข็งของประเทศ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว แม้สถานการณ์จะชะลอตัวลงบ้าง แต่การท่องเที่ยวยังคงเป็นเรือธงและเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โจทย์สำคัญ คือ เราจะปรับตัวและยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างไร เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่มขึ้น”
หากย้อนกลับไปในอดีต การท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่เป็นตลาดนักท่องเที่ยวทั่วไป ก่อนที่ตลาดไมซ์ (MICE) ซึ่งครอบคลุมการประชุม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การประชุมนานาชาติ และการจัดนิทรรศการ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา
การขยายตลาดสู่กลุ่มไมซ์ช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว จากเดิมที่นักท่องเที่ยวทั่วไปสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 50,000 บาทต่อคน เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 65,000-70,000 บาทต่อคน สะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับรูปแบบการท่องเที่ยวสามารถเพิ่มรายได้ให้ประเทศได้ แม้จำนวนผู้เดินทางจะไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน”
สุวัจน์ กล่าวว่า การท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องยกระดับไปอีกขั้น จากการท่องเที่ยวทั่วไปสู่ตลาดไมซ์ (MICE) และ ต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก
สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ การออกกำลังกาย และการเล่นกีฬา
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเวลเนส (Wellness Business) ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 240-250 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 6-7% ของ GDP โลก
ขณะที่ประเทศไทยมีมูลค่าธุรกิจเวลเนสประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.4-1.5 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพประมาณ 500,000 ล้านบาท
ส่วนที่เหลือเป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residence) การออกกำลังกาย สปา และบริการด้านสุขภาพอื่น ๆ
การขยายตลาดสู่ Wellness Tourism จึงเป็นโอกาสของไทยในการต่อยอดจุดแข็งด้านการท่องเที่ยว เชื่อมโยงธุรกิจสุขภาพและบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น
“ฉะนั้นผมคิดว่านี่คือโอกาสของประเทศ เพราะว่าตอนนี้ตัวเลขในเรื่องของ Wellness Tourism เราก็มีพื้นฐานอยู่แล้ว แล้วก็จะมีเพดานที่โตขึ้นไปอีกเยอะ แล้วก็จะเป็นอีกมิตินึงของอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว จากท่องเที่ยวปกติ มาไมซ์ แล้วก็ไปท่องเที่ยวในเชิง Wellness เคยบอกว่าท่องเที่ยวปกติเนี่ย หัวนึงประมาณ 50,000 บาท นักท่องเที่ยว พอไปไมซ์เนี่ย หัวนึงประมาณ 65,000-70,000
พอไป Wellness Tourism ขึ้นไป 100,000 - 200,000 บาท เพราะอยู่นาน แล้วก็ใช้เวลากับกิจกรรมมาก ถ้าเกิดเราสามารถที่จะสร้าง คอนเทนต์ หรือ สร้างโปรดักต์ ด้านการท่องเที่ยวเรื่อง Wellness ขึ้นมาส่งเสริมเนี่ย เราจะได้ไม่ต้องไปกังวลว่า ปีนี้นักท่องเที่ยวมา 40 ล้านคนหรือยัง ไม่ต้องไปกังวล เป็นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ มาน้อยจ่ายหนัก มาน้อยรายได้เยอะ”
สุวัจน์ กล่าวต่อว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่งยังช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้สามารถรักษาสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระยะยาวได้
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีพื้นฐานสำคัญที่เอื้อต่อการพัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยเฉพาะระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19
รวมถึงระบบสวัสดิการด้านสุขภาพและโรงพยาบาลมาตรฐานระดับโลก ที่สามารถรองรับผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยคุณภาพการรักษาและค่าใช้จ่ายที่แข่งขันได้
นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านองค์ประกอบของธุรกิจเวลเนสที่หลากหลาย ทั้งอาหารไทยและสมุนไพร การแพทย์แผนไทย การนวดและประคบสมุนไพร ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามและวัฒนธรรมการต้อนรับที่เป็นเอกลักษณ์
ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นต้นทุนสำคัญที่ประเทศไทย สามารถนำมาต่อยอด เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว
“ดังนั้นผมคิดว่าจากนี้ไป ก็อยากที่จะเห็นการเอาจริงเอาจัง การสนับสนุนจากภาครัฐ ในการมีหน่วยงานต่างๆ รับผิดชอบ อย่างเช่นตอนนั้นที่เรายังไม่มีไมซ์ เราก็มีการจัดตั้งสำนักงานที่ดูแลเรื่องการประชุมที่เรียกว่า ทีเส็บ (TCEB) อย่าง IMF กับ World Bank ก็เป็นผลงานของ TCEB ไปนำเสนอแล้วทั่วโลกก็มาประชุมที่เมืองไทย ทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์กับการประชาสัมพันธ์ของการประชุม นี่คือตัวอย่าง
เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้ ถ้าเราจะเดินเรื่อง Wellness เราก็ควรที่จะมีหน่วยงานรับผิดชอบ มีการขยายโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แล้วก็มีการบูรณาการจุดแข็งทางด้าน Wellness ของประเทศ เพื่อมาบูมเรื่อง Wellness เพื่อมาสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทย”
ชูหัวหินเมื่องท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
สุวัจน์ ยังกล่าวถึงการจัดงาน “WEll PLAYED HUAHIN” ซึ่งขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน นำโดย Proud Group ว่า เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่สะท้อนบทบาทของภาคเอกชน ในการเข้ามามีส่วนร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ผ่านการเปิดตัวโครงการ “หัวหิน Wellness Play” โดยมีพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วม ได้แก่ Real Estate International, Toyota Motor, AIA, Cal-Comp, Pepsi, BDMS และภาคการท่องเที่ยว
สุวัจน์ มองว่า การเลือกหัวหินเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีความเหมาะสม โดยประเทศไทยควรพัฒนาเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ให้มีเอกลักษณ์และจุดขายที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ พัทยา และ หัวหิน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หลากหลาย และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาพำนักในประเทศไทยนานขึ้น
“เมื่อนักท่องเที่ยวมีต้นทุนการเดินทาง ทั้งค่าตั๋วเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อยู่แล้ว หากประเทศไทยมีจุดหมายปลายทางที่หลากหลาย และมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน นักท่องเที่ยวก็อาจขยายเวลาพำนักจาก 5 วันเป็น 10 วัน หรือจาก 10 วันเป็น 15-20 วันได้ ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งมีโอกาสใช้จ่ายมากขึ้น”
หัวหินเมืองอายุยืนยาว
สุวัจน์ กล่าวว่า การเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว จึงไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องให้ความสำคัญกับการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพิ่มระยะเวลาพำนัก และกระตุ้นการใช้จ่ายต่อคน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้มากขึ้น
ประเทศไทยควรสร้างเอกลักษณ์และจุดแข็งของเมืองท่องเที่ยวแต่ละแห่งให้ชัดเจน เพื่อให้แต่ละเมืองมีจุดขายแตกต่างกัน และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เช่น ภูเก็ตเป็นเกาะสวรรค์และจุดหมายแห่งความสนุก พัทยาเป็นเมืองแห่งปาร์ตี้ เชียงใหม่เป็นเมืองวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับมรดกโลกของยูเนสโก
ส่วนหัวหินสามารถต่อยอดสู่การเป็นเมืองสุขภาพและเมืองอายุยืน (Longevity City)
ทั้งนี้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีแนวคิดวางยุทธศาสตร์ส่งเสริมภาพลักษณ์เมืองอายุยืน โดยมุ่งสร้างจุดขายด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตให้แก่พื้นที่ เพื่อยกระดับประจวบคีรีขันธ์และหัวหินให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการดูแลสุขภาพ
สุวัจน์ มองว่า เป็นแนวทางที่น่าสนใจในการสร้างบุคลิกและการตลาดให้เมืองท่องเที่ยวไทย
สำหรับหัวหินถือเป็นเมืองตากอากาศเก่าแก่ของประเทศไทย มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี และมีชื่อเสียงในฐานะจุดหมายพักผ่อนของชนชั้นสูงและบุคคลสำคัญในอดีต ด้วยสภาพอากาศที่เหมาะสม ชายหาดที่สวยงาม และบรรยากาศการพักผ่อนที่เป็นเอกลักษณ์
ปัจจุบันหัวหินยังเป็นจุดหมายที่ได้รับความสนใจจากชาวยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มชาวสแกนดิเนเวียที่เดินทางมาพำนักระยะยาว จนมีลักษณะคล้ายบ้านหลังที่สอง (Second Home) สำหรับชาวต่างชาติบางกลุ่ม
สุวัจน์ จึงมองว่า ด้วยประวัติศาสตร์และจุดแข็งด้านสภาพแวดล้อม หัวหินมีศักยภาพในการต่อยอดสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเมืองอายุยืน สร้างความแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ และเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนและดูแลสุขภาพในระยะยาว






