
สุวัจน์รับรางวัล“คนภักดีศรีคีรีขันธ์”ผู้ทำคุณประโยชน์ประจวบคีรีขันธ์
“สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” รับรางวัล “คนภักดีศรีคีรีขันธ์” ชูหัวหิน-ประจวบฯ สู่ Wellness–Longevity City ดันไทยขึ้นแท่นท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก
KEY
POINTS
- นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เข้ารับรางวัล “คนภักดีศรีคีรีขันธ์” ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
- ได้กล่าวถึงบทบาทในอดีตที่เคยผลักดันโครงการ “ไทยแลนด์ ริเวียร่า” เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวชายฝั่งอ่าวไทย
- เสนอให้ต่อยอดศักยภาพของหัวหินและประจวบฯ สู่การเป็น “Wellness City” และ “Longevity City” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและผู้พำนักระยะยาว
“สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” รับรางวัล “คนภักดีศรีคีรีขันธ์” ด้านผู้ทำคุณประโยชน์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในโอกาสครบรอบ 171 ปี พร้อมปาฐกถาย้อนรอยโครงการ “ไทยแลนด์ ริเวียร่า” ชี้หัวหิน-ประจวบฯ มีศักยภาพครบเครื่องทั้งทะเล ธรรมชาติ วัฒนธรรม กีฬา และเวลเนส เสนอรัฐ-เอกชนเร่งต่อยอดสู่ “Wellness City–Longevity City” รับเทรนด์สังคมสูงวัย สร้างโปรดักต์ท่องเที่ยวใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพและผู้พำนักระยะยาว สร้างรายได้ให้จังหวัดและเศรษฐกิจไทย
วันที่ 16 สิงหาคม 2569 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นองค์ปาฐกถาในพิธีมอบรางวัล “คนภักดีศรีคีรีขันธ์” ประจำปี 2569 พร้อมเข้ารับรางวัล “คนภักดีศรีคีรีขันธ์” ด้านผู้ทำคุณประโยชน์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี ดร.สิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้ได้รับรางวัลรวม 93 รางวัล หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมงาน ณ หัวหิน คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
นายสุวัจน์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญให้มาร่วมงานและได้รับรางวัล “คนภักดีศรีคีรีขันธ์” ในโอกาสครบรอบ 171 ปี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยตลอดช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี 2 สมัย มีโอกาสผลักดันและสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการยกระดับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และเมืองหัวหินในหลายด้าน
ย้อน“ไทยแลนด์ ริเวียร่า”แผนพลิกโฉมชายฝั่งอ่าวไทย
นายสุวัจน์ ย้อนถึงที่มาของแนวคิดโครงการ “ไทยแลนด์ ริเวียร่า” ว่า เกิดขึ้นในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี โดยมีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์สึนามิที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อปี 2547 ซึ่งสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และชีวิตประชาชนในพื้นที่ภาคใต้
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดแนวคิดว่าประเทศไทยควรมีพื้นที่ท่องเที่ยวทางเลือก และมีการกระจายความเสี่ยงด้านการท่องเที่ยว ไม่ควรพึ่งพาพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมากเกินไป เนื่องจากประเทศไทยมีลักษณะเป็น “ด้ามขวาน” และมีชายฝั่งทะเลทั้งสองด้าน จึงหันมาศึกษาศักยภาพชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกบริเวณอ่าวไทย เพื่อพัฒนาให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของประเทศ
จากแนวคิดดังกล่าว จึงมีการศึกษาและจัดทำข้อเสนอโครงการ “ไทยแลนด์ ริเวียร่า” เสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยมีเป้าหมายพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ตอนบน ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี ชะอำ หัวหิน ปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ไปจนถึงระนอง รวมระยะทางชายฝั่งประมาณ 400 กิโลเมตร ให้กลายเป็นเขตท่องเที่ยวคุณภาพแห่งใหม่ของประเทศไทย
นายสุวัจน์เปรียบเทียบแนวคิดดังกล่าวกับ “ริเวียร่า” ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยแนวทางของไทยแลนด์ ริเวียร่า ต้องการนำศักยภาพของพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยมาพัฒนาแบบองค์รวม ทั้งระบบคมนาคม แหล่งท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
แผนดังกล่าวมีกรอบการลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท และครอบคลุมการพัฒนาเส้นทางรถไฟ ถนนขนานชายหาด มารีน่า สวนสนุก ตลอดจนย่านธุรกิจและย่านท่องเที่ยว เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ชายฝั่งทั้งระบบให้เป็นจุดหมายปลายทางเดียวกัน
“ไทยแลนด์ ริเวียร่า” จึงไม่ใช่เพียงโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นแนวคิดในการสร้าง “ย่านท่องเที่ยวใหม่ของประเทศไทย” และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจจากแหล่งท่องเที่ยวหลักไปยังจังหวัดชายฝั่งภาคใต้ตอนบน
ชู“หัวหิน-ประจวบฯ”จุดแข็งพร้อมต่อยอดตลาดใหม่
นายสุวัจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเฉพาะเมืองหัวหิน มีความพร้อมอย่างมากในการก้าวไปสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก เนื่องจากมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งสภาพอากาศ ทะเลและชายหาดที่สวยงาม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม อาหารท้องถิ่น และผลไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่
หัวหินยังมีภาพลักษณ์เป็นเมืองตากอากาศที่เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ มีชาวต่างประเทศเข้ามาพำนักระยะยาวจำนวนมาก และมีระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะธุรกิจสปาและเวลเนส ซึ่งหัวหินมีชื่อเสียงอยู่แล้วจากสถานประกอบการที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เช่น “ชีวาศรม” ทำให้พื้นที่มีต้นทุนเดิมที่จะต่อยอดไปสู่ตลาด Wellness และ Longevity ได้ไม่ยาก
“เวลาคนเจ็บไข้ได้ป่วย หลายคนมักพูดว่าไปหัวหิน ไปเปลี่ยนอากาศ แล้วสุขภาพจะดีขึ้น” นายสุวัจน์กล่าว พร้อมชี้ว่า ภาพจำดังกล่าวสามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์โลกได้
สังคมสูงวัยดัน “Longevity City”เป็นโปรดักต์ใหม่
นายสุวัจน์ มองว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้ตลาดการท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนจากการเดินทางเพื่อ “เที่ยว” เพียงอย่างเดียว ไปสู่การเดินทางเพื่อดูแลสุขภาพ พักฟื้น ฟื้นฟูร่างกาย และใช้ชีวิตในระยะยาว
ดังนั้น แนวคิด “Wellness City” และ “Longevity City” จึงเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะหัวหินและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีต้นทุนด้านธรรมชาติ สภาพแวดล้อม การแพทย์ สุขภาพ กีฬา ที่พัก และบริการเวลเนสอยู่แล้ว
การพัฒนาเมืองในแนวทางดังกล่าว จะทำให้หัวหินสามารถขยับจากการเป็นเมืองตากอากาศแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็น “เมืองสำหรับการใช้ชีวิต” ที่ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ ผู้เกษียณอายุ และชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาพำนักระยะยาว
ใช้ “กีฬา–เวลเนส”เสริมจุดขายเมือง
นอกจากธรรมชาติและเวลเนสแล้ว นายสุวัจน์ ยังมองว่า หัวหินมีศักยภาพด้านกีฬา ซึ่งสามารถนำมาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการยกระดับเมืองสู่ Wellness–Longevity City
ปัจจุบันหัวหินมีโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาและมีการจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งเทนนิสและบีชโปโล รวมถึงกิจกรรมกีฬาประเภทต่าง ๆ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้
เพราะกีฬาไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความบันเทิง แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต หากสามารถนำกีฬา เวลเนส การแพทย์ อาหารสุขภาพ ที่พัก และธรรมชาติมารวมเป็นแพ็กเกจเดียวกัน ก็จะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป
ชงรัฐ–เอกชนผนึกยกระดับประจวบฯ สู่เมืองท่องเที่ยวโลก
นายสุวัจน์ เสนอว่า ภารกิจต่อจากนี้ไม่ควรเป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองให้ชัดเจนและต่อเนื่อง
เป้าหมายคือ การผลักดันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และเมืองหัวหินให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก เป็นเมือง Wellness และเป็นเมืองที่เอื้อต่อการมีอายุยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดี หรือ “Longevity City”
หากทำได้สำเร็จ จะเป็นการสร้าง “โปรดักต์ใหม่” ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จากเดิมที่เน้นการเดินทางระยะสั้นและการท่องเที่ยวตามฤดูกาล ไปสู่ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ กลุ่มผู้สูงวัย กลุ่มรักสุขภาพ และกลุ่มที่ต้องการพำนักระยะยาว ซึ่งมีแนวโน้มสร้างรายได้ต่อหัวสูงและสร้างรายได้ให้กับธุรกิจในพื้นที่ในระยะยาว
นายสุวัจน์ ยังเห็นว่า การพัฒนาไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่ควรมองเป็น “คลัสเตอร์ท่องเที่ยวชายฝั่งอ่าวไทย” เชื่อมโยงเพชรบุรี ชะอำ หัวหิน ปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง ตามแนวคิดไทยแลนด์ ริเวียร่า เพื่อสร้างเส้นทางท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายและสามารถดึงนักท่องเที่ยวให้พำนักในพื้นที่ได้นานขึ้น
171 ปี“ประจวบคีรีขันธ์”สู่โจทย์พัฒนาอนาคต
สำหรับการจัดงาน “คนภักดีศรีคีรีขันธ์” ประจำปี 2569 จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 171 ปี การพระราชทานนามเมือง “ประจวบคีรีขันธ์” เมื่อปี พ.ศ. 2398 โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
การจัดงานครั้งนี้อยู่ภายใต้ธีมมหกรรมท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม “ใต้ร่มพระบารมี ท่องเที่ยวศรีคีรีขันธ์” เพื่อสะท้อนประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัด
ขณะที่พิธีมอบรางวัล “คนภักดีศรีคีรีขันธ์” ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่สร้างคุณประโยชน์ มีส่วนร่วมในการพัฒนา และสร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์






