
เจ้าของ'สวนสยาม'เปิดใจมหาอุทกภัยครั้งใหญ่สุดวัย 90 ปี ธุรกิจจะกลับมา หรือปิดตำนาน
เจ้าของสวนสยาม เปิดใจ มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต 90 ปี กับวันที่ทุกตารางนิ้วที่สร้างมาด้วยสองมือต้องจมอยู่ใต้น้ำ ต้องปิดบริการชั่วคราว 6 เดือน หลังดำเนินธุรกิจมากว่า 46 ปี ชี้สวนสยามจะกลับมาได้ หรือจะเหลือเพียงตำนาน (มีคลิป)
KEY
POINTS
- สวนสยามเผชิญวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้ต้องปิดบริการชั่วคราวอย่างน้อย 6 เดือน โดยประเมินความเสียหายเบื้องต้นไว้กว่า 500 ล้านบาท
- ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ผู้ก่อตั้งในวัย 90 ปี เปิดใจว่าเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต พร้อมแสดงความห่วงใยพนักงานที่อาจขาดรายได้
- อนาคตของสวนสยามขึ้นอยู่กับการช่วยเหลือจากภาครัฐและสถาบันการเงิน หากไม่ได้รับความช่วยเหลือที่แท้จริง อาจจำเป็นต้องปิดกิจการถาวร
1 ตุลาคม 2569 ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งสวนสยาม (สยามอะเมซิ่งพาร์ค) เปิดใจถึงวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต หลังอุทกภัยครั้งรุนแรงทำให้พื้นที่สวนน้ำและสวนสนุกทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ ต้องหยุดให้บริการอย่างน้อยครึ่งปี ประเมินความเสียหายเบื้องต้นกว่า 500 ล้านบาท
วาระนี้เป็นวาระที่บ้านเมืองเรามีความเสียหายเกิดขึ้นทั่วประเทศ เราเป็นประเทศที่ความเสียหายน้อยที่สุด แต่เราก็แย่ที่สุด เพราะการป้องกันหรือความช่วยเหลือเราเนี่ยเข้าไปช่วยเหลือไม่ทันการ ตอนนี้ในฐานะที่ผมเป็นเจ้าของสวนสยาม เป็นเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร เป็นเมืองท่องเที่ยว เราก็มีความเสียหาย ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งเสียแค่นั้น
สวนสยามจมน้ำท่วม เสียหายกว่า 500 ล้านบาท
วิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสวนสยาม ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและความสุขของเด็ก ๆ และประชาชน ทางสวนสยามไม่ได้รับทราบข้อมูลล่วงหน้าว่าน้ำจะท่วมหนักขนาดนี้ แม้จะมีข่าวพายุเข้าแต่ไม่คิดว่าจะรุนแรงเกินคาดการณ์
ประเมินมูลค่าความเสียหายและการฟื้นฟูรวมไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าซ่อมแซมบูรณะเครื่องเล่นและสิ่งก่อสร้างประมาณ 300 ล้านบาท ค่าแรงงานและค่าดูแลพนักงานระหว่างปิดบริการรวมกว่า 100 ล้านบาท รวมถึงค่าปรับปรุงและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ต้องจัดหาเงินทุนมาบริหารจัดการ
สวนสยามต้องปิดบริการ 6 เดือน
เหตุน้ำท่วมเกิดขึ้นในช่วงปิดเทอม ซึ่งปกติเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เด็กนักเรียนจะเดินทางมาท่องเที่ยว ศึกษาหาความรู้ และฝึกเรียนว่ายน้ำ การไม่สามารถเปิดให้บริการได้ ทำให้รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งจนนอนไม่หลับ
เนื่องจากมีการประกาศเป็นพื้นที่ภัยวิบัติ สวนสยามจึงจำเป็นต้องปิดให้บริการอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อดำเนินการฟื้นฟูให้กลับมาปลอดภัยและพร้อมสร้างความสุขให้ประชาชนอีกครั้ง
ไม่ห่วงตัวเอง ห่วงพนักงาน
ดร.ไชยวัฒน์ กล่าวต่อว่าผมไม่ได้ห่วงตัวเอง ผมอายุ 90 ปี แล้วแต่ผมห่วงคนที่อยู่ข้างหลัง ห่วงพนักงานรายวันและรายเดือนที่มีรายได้น้อยและเดินทางมาจากต่างจังหวัด เมื่อพนักงานมาร้องไห้ด้วยความกังวลว่าช่วง 6 เดือนที่ปิดไปจะเอาอะไรกิน ทำให้ต้องร้องไห้ตามไปด้วย
เวลานี้ผมต้องเสียใจต่อทุกจังหวัดของประเทศไทยที่เจอเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ทุกคนบ้านเรือนไม่ว่าจะจนหรือรวย ทั่วกันทั่วหน้าแล้ว ตอนนี้จนเท่ากันแล้ว ประเทศชาติเราเนี่ย คนรวยคนจนเนี่ยจนเท่ากันแล้ว อย่าไปเสียใจเลยว่าไม่มีอะไรจนกว่านี้อีกแล้ว คำว่าจนนั้นฟังก็ถึงจะแย่นะ ความจนคือความต้องไปตั้งตัวใหม่ ถ้าแย่คือเราไม่ตั้งตัวแล้ว
ผมต้องขอบคุณพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศที่ได้ให้กำลังใจผ่าน Facebook บ้าง ไอที (ไอจี) มาบ้าง ที่เห็นใจผม พร้อมให้ผมเนี่ยฟื้นขึ้นเร็ว ๆ สวนสยามเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ได้สร้างอาณาจักรไว้ใหญ่พอสมควร เมื่อส่วนใหญ่เสียหาย ผมก็ต้องเสียหายตามไปด้วย
วอนขอความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน-ภาครัฐ ชี้ชะตาฟื้นธุรกิจ หรือเหลือเพียงตำนาน
ผมยังไม่รู้เลยว่าเราจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐเท่าไหร่ ธนาคารที่เราใช้อยู่เท่าไหร่ พอที่จะฟื้นฟูสวนสยามให้รื้อฟื้นขึ้นมาได้หรือไม่ ถึงแม้ว่าทำสวนสยามขาดทุนทุกปี แต่ผมมีความสุขทุกปี
แต่อย่างไรก็ดี ผมก็ภูมิใจมาก รวยกับจนไม่ไหว มันเท่ากัน มันเป็นคำพูดเหมือนกัน วันนี้รวย พรุ่งนี้จน พรุ่งนี้จน มะรืนนี้รวย มันก็มีเป็นไปได้ ขอให้กำลังใจแก่พี่น้องทั่วประเทศที่มีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน ความเสียหายกันก็ไม่ต่างกันหรอก
บางคนมีเงินน้อย เสียหายไปแค่นั้นก็มากสมควร ของมีมากก็ต้องเสียมาก เรามาตั้งต้นกันใหม่ มาช่วยกันใหม่ ช่วยประเทศชาติเราเจริญ ช่วยให้ดินฟ้าอากาศของประเทศเราได้ผ่านพ้น
อนาคตและการฟื้นตัวของสวนสยามขึ้นอยู่กับความช่วยเหลือที่แท้จริงจากภาครัฐ กรุงเทพมหานคร และสถาบันการเงิน
หากมาตรการช่วยเหลือและสินเชื่อฟื้นฟูเกิดขึ้นจริง สวนสยามก็พร้อมจะอยู่คู่ประเทศไทยต่อไป แต่หากคำสัญญาจากผู้เกี่ยวข้องเป็นเพียงการ "พูดแต่ปาก"โดยไม่มีการช่วยเหลือจริง สวนสยามก็จำเป็นต้องขอลาจากไปอย่างตลอดกาล







