
ผู้ว่าททท.ยกเครื่องโปรดักซ์ท่องเที่ยว ผุดแคมเปญใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงทั่วโลก
ททท.เตรียมเปิดตัวแคมเปญ “Healing is the New Luxury” ปีหน้า ยกเครื่องโปรดักซ์สร้างมิติใหม่ท่องเที่ยวไทย สั่งสำนักงานต่างประเทศ เฟ้นหา 10 สุดยอดเส้นทางท่องเที่ยว ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพจากโลก “ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ผู้ว่าการททท.มีคำตอบ
KEY
POINTS
- ททท. เปิดตัวแคมเปญใหม่ “Healing is the New Luxury” เพื่อชูประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาวะระดับสากล และเจาะตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงทั่วโลก
- จัดแข่งขันให้สำนักงาน ททท. 29 แห่งในต่างประเทศ เฟ้นหา 10 เส้นทางท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูสุขภาพ (Healing Journey) ที่ดีที่สุดเพื่อนำไปทำการตลาด
- กลยุทธ์หลักเน้นการสร้างเรื่องราวใหม่ (Storytelling) เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเมืองหลักกับเมืองรองและชุมชน (Link Plus) และส่งเสริมการท่องเที่ยวยามค่ำคืน (Night Tourism)
- มุ่งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพสูง เช่น กลุ่มการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness) กลุ่มเสริมความงาม และกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Super Long Haul)
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.มีแนวคิดในการขับเคลื่อนแคมเปญ “Healing is the New Luxury” หลังจากแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวตามภูมิภาคต่างๆอย่าง “Feel All the Feeling” กำลังจะสิ้นสุดลงในช่วงประมาณเดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้
ททท.เปิดตัวแคมเปญ “Healing is the New Luxury” กระตุ้นนักท่องเที่ยวปีหน้า
ททท.จะเน้นขับเคลื่อน “Healing is the New Luxury” ผ่านแพลตฟอร์มประสบการณ์ 5R (Healing, Recharge, Relish, Revive, Rediscover) ชูไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาวะระดับสากล ด้วยการการเปิดตัวแคมเปญ “Healing Journey Paradise in Thailand”
เพื่อมุ่งเน้นการเจาะตลาดท่องเที่ยวคุณภาพสูงทั่วโลก ควบคู่กับการปฏิรูปรูปแบบการทำงานและการส่งเสริมการขายของสำนักงาน ททท. ในต่างประเทศ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่และสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน
เปิดศึกไอเดียต่างแดน คัด 10 เส้นทางท่องเที่ยวใหม่
ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ททท. ได้กำหนดความท้าทายให้สำนักงาน ททท. ทั้ง 29 แห่งในต่างประเทศ อเมริกา (กลุ่ม Super Long Hall) , เอเชีย (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, อินเดีย) , รัสเซีย และอินเดียตะวันออก เฟ้นหา 10 เส้นทางท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูสุขภาพ.ชู Wellness เป็น Luxury ยุคใหม่
โดยนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวสำนักงานละ 3 เส้นทาง ในระดับ Gold, Silver และ Bronze เพื่อสร้างแรงจูงใจในการแข่งขัน ททท. จะทำการคัดเลือกสำนักงานต่างประเทศที่มีการเสนอแผนงานโดดเด่นและมีประสิทธิภาพที่สุด 10 สำนักงานจากทั้งหมด 29 แห่ง สำหรับนำไปใช้จัดกิจกรรมทำการตลาดและดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทย
สำหรับการนำเสนอเส้นทาง Healing Journey จะถูกจัดแบ่งออกเป็น 3 ระดับ (3 Tiers) เพื่อความชัดเจนในการทำตลาด ได้แก่ 1.ระดับเหรียญทอง (Gold Tier) มุ่งเน้นเมืองหลักและผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ (High-end) ที่มีความพร้อมสูงและสามารถเจาะตลาดต่างชาติเพื่อขายได้ทันที 2.ระดับเหรียญเงิน (Silver Tier) และเหรียญทองแดง (Bronze Tier) มุ่งเน้นการเชื่อมโยงกับ เมืองรอง 55 จังหวัด และ การท่องเที่ยวชุมชน 18 ชุมชน (The Link Plus)หรือเส้นทางที่ต้องใช้การกระตุ้นตลาดเพิ่มเติม
ในการแข่งขันครั้งนี้ จะมีการคัดเลือก 10 สำนักงานต่างประเทศที่มีผลงานและการนำเสนอโดดเด่นที่สุด.เพื่อรับการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการตลาดและการส่งเสริมการขายเพิ่มเติม (Extra Budget) นอกจากนี้ ไอเดียหรือเส้นทางท่องเที่ยวของสำนักงานที่ชนะเลิศยังสามารถนำไปปรับใช้หรือขายร่วมกับตลาดในประเทศอื่น ๆ ได้ด้วย
พลิกโฉมการเล่าเรื่อง (Storytelling) และเชื่อมโยงย่านท่องเที่ยวใหม่
จุดเด่นสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ คือการหลีกเลี่ยงการนำโปรดักต์เดิมมาเสนอขายแบบซ้ำเดิม แต่เน้น มิติของการเล่าเรื่องราว (Storytelling)และการใส่ส่วนผสมใหม่ ๆ เข้าไป เช่น การขยายพื้นที่ท่องเที่ยวจากย่านยอดนิยมอย่าง “ทรงวาด” และ “ตลาดน้อย” ไปสู่ย่านใกล้เคียงอย่าง “จักรวรรดิ” เพื่อดึงดูดความสนใจจากชุมชนและสร้างประสบการณ์ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว
นอกจากนี้ รูปแบบของเส้นทาง Healing Journey ยังมีความยืดหยุ่นและหลากหลาย ครอบคลุมทั้งมิติ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ (Culture & History)การทำสมาธิและจิตวิญญาณ (Mindfulness & Spiritual) เทศกาล (Festivals)ตลอดจนอาหารการกิน (Gastronomy)
โดยเส้นทางเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับจุดหมายปลายทางเดิม แต่สามารถขับเคลื่อนด้วยความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Group-led) เช่น สำนักงานโตเกียวเสนอทริปท่องเที่ยวเชิงศึกษา (Educational trip) สำหรับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา
ดึงผู้ว่าฯ-ท้องถิ่น ผสานความพร้อมขายนักท่องเที่ยว
ในการประเมินแผนงาน จะมีคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยรองผู้ว่าการ ททท. และกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว (Tour Operators) ร่วมพิจารณาอย่างใกล้ชิด โดยมีองค์ประกอบสำคัญที่แต่ละสำนักงานต้องจัดเตรียมให้ครบถ้วน
1.แผนการตลาดที่สมบูรณ์ ต้องมีแนวทางการนำเข้านักท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์ และโปรโมชันอย่างชัดเจน
2. ความพร้อมด้าน Supply Side ต้องประสานงานและบูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด, อบจ. และ อบต. เพื่อรับประกันว่าพื้นที่การท่องเที่ยวและเส้นทางเดินทางมีความสะดวกและเข้าถึงได้จริง
3.การยกระดับคนในพื้นที่ (Strive for Excellence) ต้องเตรียมความพร้อมของบุคลากรท้องถิ่นและผู้ให้บริการ เช่น ผู้ขับเรือหางยาว ให้มีทักษะและความพร้อมในการให้บริการนักท่องเที่ยวกลุ่มสุขภาพอย่างมีคุณภาพ
ทั้งนี้กระบวนการจัดทำแผนงานและการคัดเลือกทั้งหมดมีกำหนดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ โดย ททท. วางกรอบระยะเวลาทำงานประมาณ 3 เดือน ก่อนจะทำการเปิดตัวแคมเปญ“Healing Journey Paradise in Thailand” อย่างเป็นทางการในช่วงต้นปีหน้า เพื่อเดินหน้าดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงจากทั่วโลกอย่างเต็มรูปแบบ
ดึงพาร์ทเนอร์ 360 องศาเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ (Visitor Economy)
ททท. วางเป้าหมายสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรแบบ 360 องศา (Partner 360) ทั้งการดึงพาร์ทเนอร์รายใหม่ และการใช้ช่องทางขยายผลที่ทันสมัย เช่น ข้อมูลจาก AI และสื่อโซเชียลมีเดียที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด Visitor Economy โดยเน้นเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงกลุ่มใหม่
ได้แก่ กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness) กลุ่มเสริมความงาม (Beauty Destination) กลุ่มนักเรียนและนักศึกษากลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Super Long Hall)
ผนึกซัพพลายในประเทศ “Link Plus” ผสานความหรูหราสู่ท่องเที่ยวชุมชน
ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์ด้านซัพพลายการท่องเที่ยว ททท. ได้เชื่อมโยงแผนงานร่วมกับตลาดในประเทศผ่านแนวคิด “Link Plus” ซึ่งมีการคัดเลือกชุมชนที่มีศักยภาพแล้ว 18 ชุมชน นำมาผสมผสานกับประสบการณ์ท่องเที่ยวระดับหรูหรา (Luxury)
เช่น การสร้างความร่วมมือกับโบรกเกอร์เรือซูเปอร์ยอชต์ (Superyacht) เพื่อนำนักท่องเที่ยวกลุ่มลักชัวรีเดินทางเข้าสู่การท่องเที่ยวชุมชนบ้านบางโรง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นชุมชนท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลระดับสากล
ยกระดับเทศกาลสู่นานาชาติขับเคลื่อน Night Tourism
การยกระดับเทศกาลระดับนานาชาติ เช่น งาน Loy Krathong, เทศกาล Countdown และเทศกาลดนตรีและศิลปะระดับโลก (เช่น Wonderfruit)
รวมทั้งททท.ยังเน้นขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยามค่ำคืน ไม่ว่าจะเป็นการจัดงาน “VIJIT CHAO PHRAYA 2026” เทศกาลแสง สี เสียงริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน–13 ธันวาคม 2569 และจัดต่อเนื่องในปีหน้า
เทศกาลจะนำความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีด้านแสงมาสร้างประสบการณ์ตามพื้นที่ริมสองฝั่งเจ้าพระยา เปลี่ยนแลนด์มาร์กและทัศนียภาพของแม่น้ำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยว พร้อมสร้างเหตุผลใหม่ในการออกมาใช้เวลาในกรุงเทพฯ หลังพระอาทิตย์ตก
ทั้งนี้ไม่ได้มีเพียงมิติของการจัดแสดงแสงสี แต่ยังเป็นเครื่องมือขับเคลื่อน Night Tourism เชื่อมกิจกรรมเข้ากับร้านอาหาร โรงแรม การล่องเรือ แหล่งท่องเที่ยว และธุรกิจบริการริมแม่น้ำ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการตลอดเส้นทาง
ทั้งยังจะมีการจัดงานวิจิตร 5 ภาค ในพื้นที่ต่างจังหวัดด้วย เพื่อกระจายการเดินทางท่องเที่ยว และเพิ่มวันพักเฉลี่ย จากการเพิ่มวันพักค้างมากขึ้น ทั้งหมดล้วนเป็นแผนในการพัฒนาโปรดักซ์ด้านการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น







