
ทีเส็บ เปิดเบื้องหลังดึง Gastech 2026 บิ๊กงานพลังงานโลก หวนคืนไทยในรอบเกือบ 20 ปี
ทีเส็บ เปิดเบื้องหลังดึงงาน ‘Gastech 2026’ บิ๊กอีเวนต์พลังงานระดับโลก หวนคืนไทยในรอบเกือบ 20 ปี ยุทธศาสตร์พลิกวิกฤตสู่เวทีเศรษฐกิจหมื่นล้าน ดึงผู้เข้าร่วมงานกว่า 5 หมื่นคน ร่วมพลิกโฉมพลังงานโลก
KEY
POINTS
- ทีเส็บ (TCEB) เปิดเบื้องหลังความสำเร็จดึงงาน Gastech 2026 ซึ่งเป็นงานประชุมและนิทรรศการด้านพลังงานระดับโลก กลับมาจัดที่ประเทศไทยอีกครั้งในรอบเกือบ 20 ปี
- งาน Gastech 2026 จะจัดขึ้นในวันที่ 14-17 กันยายนนี้ จะมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ภายในงานมีทั้งงานแสดงนวัตกรรมด้านพลังงานระดับโลก การประชุมกว่า 200 หัวข้อ
- คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน รวมถึงบิ๊กธุรกิจพลังงานและไอทีโลกเข้าร่วมงาน สร้างเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท ไม่รวม มูลค่าสัญญาซื้อขายทางธุรกิจ หรือยอดการสั่งซื้อสินค้า
วันนี้ (วันที่ 8 กันยายน 2569) ประเทศไทยเตรียมพร้อมต้อนรับหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานและไมซ์ (MICE) ระดับโลก กับการจัดงาน "Gastech 2026" บิ๊กอีเวนต์ระดับโลกด้านพลังงาน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายนนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) ภายใต้แนวคิด "Where Global Energy Supply Meets Demand (จุดบรรจบของอุปทานและอุปสงค์พลังงานโลก)
การหวนคืนมาจัดงานในแผ่นดินไทยครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งสำคัญ ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) ได้ใช้เวลาพยายามดึงงานนี้กลับมานานเกือบ 20 ปี หลังจากที่ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพครั้งล่าสุดเมื่อปี 2551
ทีเส็บ เปิดเบื้องหลังดึงงาน ‘Gastech 2026’ บิ๊กงานด้านพลังงานโลก หวนคืนไทยเกือบ 20 ปี
ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ ทีเส็บ (TCEB) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าการดึงงาน "Gastech 2026" ซึ่งเป็นงานประชุมและนิทรรศการด้านก๊าซธรรมชาติ LNG ไฮโดรเจน โซลูชันคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมการเดินเรือ AI เพื่อภาคพลังงาน และระบบไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก เข้ามาจัดในประเทศ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ท่ามกลางกระแสการปรับตัวของอุตสาหกรรมพลังงานโลกและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
กว่าจะดึงเข้ามาจัดงานในไทยได้ ทีเส็บต้องใช้ความพยายามมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ซึ่งงาน Gastech ตลอดระยะเวลา 50 ปี ถือเป็นงานที่มีการจัดงานเวียนไปใน 3 ภูมิภาคหลักของโลก ได้แก่ อเมริกา (ซึ่งเป็นต้นแบบดั้งเดิมของงาน) ยุโรป และเอเชีย สำหรับในภูมิภาคเอเชียที่ผ่านมา งานนี้มักจะหมุนเวียนไปจัดที่ประเทศสิงคโปร์เป็นหลัก โดยประเทศไทยเคยได้รับเกียรติเพียงครั้งเดียวในปี 2551
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการดึงงาน Gastech กลับมาสู่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นการ "เทิร์นวิกฤตให้เป็นโอกาส" อย่างแท้จริง เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบและความไม่เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้งานจัดแสดงด้านพลังงานขนาดใหญ่ในภูมิภาคดังกล่าวต้องประกาศเลื่อนหรือยกเลิกไป ทางผู้จัดงานยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง DMG จากประเทศอังกฤษ จึงเริ่มมองหาพื้นที่จัดงานใหม่ในภูมิภาคเอเชียแทน
ด้วยบทบาทที่โดดเด่นของประเทศไทยในฐานะ "ประตูสู่เอเชีย" (Gateway to Asia) และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ (Strategic Location) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเกิดการเจรจาความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง 3 ประสานหลัก ได้แก่ TCEB, กระทรวงพลังงาน และภาคเอกชนไทย ทาง DMG ผู้จัดงานระบุว่า ปัจจัยความสำเร็จของการจัดงานระดับโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการความร่วมมือจากผู้นำในอุตสาหกรรม (Industry Leaders) ของประเทศเจ้าภาพด้วย
ประเทศไทยจึงได้นำทัพบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง ปตท. (PTT) และ กัลฟ์ (Gulf) รวมถึงหน่วยงานชั้นนำระดับสากลเข้าร่วมเจรจาและร่วมแสดงพลังในงานนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนจากทั่วโลกว่างานจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบและคุ้มค่าที่จะเดินทางมาร่วม
มิติใหม่ที่มากกว่า น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
แม้ว่าชื่อของงานจะสื่อถึงอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ แต่โปรไฟล์และทิศทางของงาน Gastech ในปัจจุบันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ธุรกิจน้ำมันและก๊าซแบบดั้งเดิม (Oil and Gas) ซึ่งกำลังมีสัดส่วนและแนวโน้มที่ลดลงเรื่อย ๆ ตามทิศทางโลก แต่กลายเป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์และการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ
ประเด็นหลักและนวัตกรรมที่จะถูกนำมาจัดแสดงและร่วมหาทางออกในงานครั้งนี้ ประกอบด้วย
- ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
- การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
- เทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ (Energy Technology)
- เทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology)
การจัดงานในไทยครั้งนี้ยังสอดรับกับนโยบายของประเทศในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เกือบทุกประเทศต่างตั้งเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านภาคพลังงาน (Energy Transition) ไปสู่เทคโนโลยีที่รองรับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความต้องการนี้ได้สร้างทั้ง "อุปสงค์" (Demand) และ "อุปทาน" (Supply) ด้านพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ ทำให้การรวมตัวของอุตสาหกรรมพลังงานครั้งนี้ที่กรุงเทพฯ ทรงอิทธิพลและมีนัยสำคัญต่อภูมิภาคเป็นอย่างยิ่ง
คาดผู้ร่วมงานทะลุ 50,000 คน นวัตกรรมเต็มพื้นที่ไบเทค
งาน Gastech ที่กำลังจะจัดขึ้นในประเทศไทย ได้รับการคาดหมายว่าจะมีความยิ่งใหญ่เทียบชั้นกับงานต้นแบบที่จัดในสหรัฐอเมริกา โดยจำนวนผู้เดินทางเข้าร่วมงาน คาดการณ์ไว้สูงถึง 50,000 กว่าคน รวมถึงมีวิทยากรระดับโลก ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญร่วมบรรยายในเซสชันต่าง ๆ รวมแล้ว มากกว่า 1,000 คน ซึ่งจะนำไปสู่การจัดประชุมสัมมนาแบบคู่ขนาน (Parallel Sessions) กว่า 200 หัวข้อ
ทั้งยังจะมีผู้ร่วมจัดแสดงสินค้า (Exhibitors) เข้าร่วมรวมทั้งสิ้น กว่า 1,000 ราย (ไม่ใช่นับเป็นจำนวนบูธ แต่เป็นรายบริษัท) โดยบางบริษัทมาในรูปแบบพาวิลเลียนระดับชาติ (National Pavilion) และอีกหลายรายจองพื้นที่ขนาดใหญ่พิเศษอีกด้วย ซึ่งงานจัดแสดงจะครอบคลุมพื้นที่เกือบเต็มทั้งหมดของศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC)
บิ๊กพลังงาน-ไอทีโลก ตบเท้าร่วมงาน
สำหรับรายชื่อกลุ่มบริษัทที่จะมาปรากฏตัวในกรุงเทพฯ สะท้อนถึงทรงอิทธิพลที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า:
- กลุ่มพลังงานระดับโลก: Exxon Mobil, Shell, Chevron, BP, TotalEnergies, ENI
- กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและ LNG: Cheniere, Woodside, Sempra, INPEX, JERA
- กลุ่มบริษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOCs): PTT (ไทย), Aramco (ซาอุดีอาระเบีย), Petronas (มาเลเซีย), ADNOC (ยูเออี), Qatar Gas, CNPC (จีน)
- กลุ่มยักษ์ใหญ่ไอทีและดิจิทัล: AWS, Google, Microsoft, Nvidia, Meta, TikTok
สำหรับบริษัทไอทีชั้นนำ การเข้าร่วมงาน Gastech ไม่ใช่เรื่องของการจัดซื้อพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อร่วมออกแบบระบบพลังงานที่รองรับการประมวลผลอันซับซ้อน ซึ่งนำไปสู่การกำหนดกรอบการกำกับดูแลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในระดับสากล
เจาะลึกฟอรัมไฮไลต์ กลไกใหม่ในการขับเคลื่อนนโยบายและระบบไฟฟ้า
ทั้งนี้เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน Gastech 2026 จึงให้ความสำคัญกับการลด "ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ" (Regulatory Risk) ผ่านฟอรัมสำคัญที่จะกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับภูมิภาค ดังนี้
- Global Regulators Forum
จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ERC) ของไทย โดยรวมหน่วยงานระดับโลกอย่าง FERC (สหรัฐฯ), ANP (บราซิล), CERC (อินเดีย) และ NERC (ไนจีเรีย) พร้อมด้วยหน่วยงานหลักในอาเซียน เช่น EMA (สิงคโปร์) และ Suruhanjaya Tenaga (มาเลเซีย) เพื่อร่วมกันออกแบบตลาดไฟฟ้ายุคใหม่และการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนผ่านโครงข่ายข้ามพรมแดน
- Electrification Forum
ฟอรัมเปิดตัวใหม่โดยร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อมุ่งเน้นการปฏิรูประบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า (TSO/DSO) การพัฒนาระบบ Smart Grid และการสร้างโครงข่ายไฟฟ้าบูรณาการที่สามารถรองรับความซับซ้อนของตลาดพลังงานในอนาคต
ห่วงโซ่ไมซ์และอุตสาหกรรมบริการไทยรับอานิสงส์เต็มพิกัด
ความยิ่งใหญ่ของงาน Gastech 2026 ไม่เพียงสร้างผลลัพธ์ภายในฮอลล์แสดงสินค้าเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดแรงกระเพื่อมและการเติบโตอย่างมหาศาลตลอดห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวและบริการของไทย โดยเฉพาะในมิติด้านการบริการระดับลักชัวรี (Premium Hospitality) พบว่าตั้งแต่ช่วงปีก่อนหน้าการจัดงาน บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติด้านพลังงาน
เช่น Chevron และ Shell ได้รีบดำเนินการจองโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว และ 6 ดาว ในกรุงเทพฯ จนเต็มทั้งหมด เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรองย่อยและงานเลี้ยงต้อนรับลูกค้าแบบส่วนตัว (Side Events) เนื่องจากพื้นที่จัดงานหลักในไบเทคถูกจองเต็มจนไม่สามารถรองรับการจัดเลี้ยงย่อยของแต่ละบริษัทได้เพียงพอ
นอกจากโรงแรมหรูแล้ว ยานพาหนะระดับลักชัวรีที่รองรับผู้บริหารและผู้นำประเทศ เช่น รถยนต์ Mercedes-Benz Class, BMW ตลอดจนระบบขนส่งและโลจิสติกส์ต่าง ๆ ถูกสั่งจองล่วงหน้าเต็มพิกัด รวมถึงธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและตกแต่งบูธ (Contractors) และธุรกิจขนถ่ายสินค้าขนาดใหญ่ (Freight Forwarders) ก็ได้รับประโยชน์จากการขนย้ายอุปกรณ์และนวัตกรรมพลังงานหนักเข้ามาจัดแสดงในประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
คาดเงินสะพัด 15,000 ล้านบาท ไม่รวมออเดอร์ค้าขาย
ในด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) ที่เกิดจากการจัดงานในครั้งนี้ คาดว่าจะสร้างรายได้หมวนเวียนสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยไม่น้อยกว่า 15,000 ล้านบาท (ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นจากการประเมินขั้นต้นของบริษัท DMG ผู้จัดงานที่ประเมินไว้ราว 14,000 ล้านบาท) และสิ่งที่น่าสนใจคือ วิธีการวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจในหลักหมื่นล้านบาทนี้ คิดคำนวณจากเพียงตัวเลขฐานรากสองส่วนเท่านั้น ได้แก่
- สถิติการใช้จ่ายต่อหัว (Spending) ของผู้เดินทางเข้ามาร่วมงาน
- งบประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดงานจริงของผู้จัดงานและสปอนเซอร์ ซึ่งจ่ายตรงไปยังศูนย์ประชุม ผู้รับเหมาก่อสร้างตกแต่งบูธ และระบบขนส่งโลจิสติกส์
ตัวเลขประเมิน 15,000 ล้านบาทนี้ ยังไม่ได้รวมมูลค่าสัญญาซื้อขายทางธุรกิจ หรือยอดการสั่งซื้อสินค้า (Orders) ที่จะตกลงและเซ็นสัญญากันจริงภายในงานแต่อย่างใด จึงสะท้อนให้เห็นว่า งานแสดงสินค้าระดับโลก (Global Exhibition) เช่นนี้ สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมไมซ์และการท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาลตั้งแต่ก่อนที่การเจรจาธุรกิจจะเริ่มต้นขึ้น
TCEB พลิกยุทธศาสตร์ จาก "Tourism Booster" สู่ "Global Asia Trusted Gateway"
ความสำเร็จในการดึงงาน Gastech และการขยายตัวของอุตสาหกรรมจัดแสดงสินค้า B2B นานาชาติ สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของ TCEB
ในอดีต ภาครัฐมักจัดกลุ่มอุตสาหกรรมไมซ์ให้อยู่ภายใต้การส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบทั่วไป โดยเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวคูณด้วยยอดค่าใช้จ่ายต่อหัว หรือที่เรียกว่าเป็นเพียง "เครื่องมือส่งเสริมการท่องเที่ยว" (Tourism Booster) เท่านั้น
แต่ในปัจจุบัน ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนไมซ์ทั่วโลกได้เปลี่ยนผ่านไปแล้ว TCEB จึงหันมาเน้นนโยบายเชิงลึกที่มุ่งเน้นการใช้ไมซ์เป็น "เครื่องมือในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายและกระจายรายได้" โดยไม่ได้วัดแค่ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานหรือจำนวนคนเข้างาน
แต่จะมองลึกลงไปว่าผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตลอดจนระบบนิเวศ (Ecosystem) ของอุตสาหกรรมนั้น ๆ ในประเทศ จะได้ประโยชน์จากการถ่ายทอดองค์ความรู้ การสร้างเครือข่าย และโอกาสการลงทุนอย่างไรหลังจากงานจบลง
ภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่นี้ TCEB มุ่งมั่นทำหน้าที่เป็น "ผู้สร้างระบบนิเวศงานแสดงสินค้า" (Exhibition Ecosystem Builder) หรือเป็น "ผู้อำนวยเพลง" (Orchestra) เพื่อประสานและเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ [10, 26] พร้อมปักหมุดประเทศไทยให้เป็น "Global Asia Trusted Gateway" หรือประตูสู่เอเชียที่โลกไว้วางใจ เพื่อดึงดูดบทสนทนาระดับโลก (Global Conversation) มาเกิดขึ้นบนเวทีประเทศไทย และแปรเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้กลายเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน







