
เจาะขุมทรัพย์ WELLNESS ECONOMY ชิงเค้ก 9.75 ล้านล้านดอลลาร์ ดันไทยฮับสุขภาพโลก
รัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ WELLNESS ECONOMY ชิงเค้ก 9.75 ล้านล้านดอลลาร์ ปักธงไทย Tourism & Wellness Hub หลังไทยมีส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 1% ททท.ดันไทยจุดหมายสุขภาพ-เยียวยาโลก ขณะที่ 3 กลุ่มใหญ่รุกเดินหน้าลงทุนรับเทรนด์ธุรกิจโต
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจสุขภาพโลก (Wellness Economy) คาดว่าจะมีมูลค่าเติบโตถึง 9.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2572 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดที่ปัจจุบันมีเพียง 0.63%
- รัฐบาลกำหนดให้ "Tourism & Wellness Hub" เป็นหนึ่งในนโยบายหลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและการเยียวยาระดับโลก
- พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนมาเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันก่อนป่วย ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะกายใจเติบโตสูง โดยไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สปา และภูมิปัญญาไทย
- จากการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการลงทุนและการปรับตัวครั้งใหญ่ของภาคธุรกิจสุขภาพ เพื่อรองรับการก้าวสู่ศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลก ใน 3 กลุ่มใหญ่
จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลก และในไทย ที่เปลี่ยนไปจากรักษาสุขภาพเมื่อป่วย มาเป็นการป้องกันสุขภาพกายใจ ดูแลตัวเองก่อนป่วย เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพ หรือ Wellness Economy ซึ่ง Global Wellness Institute (GWI) ประเมินว่ามูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพโลก ทั้ง 11 หมวด จะเติบโตจาก 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ไปเป็น 9.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2572 ซึ่งหมายถึงเม็ดเงินที่เติบโตขึ้นถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาเพียง 5 ปี
ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพของไทย อยู่แค่เพียง 42.7 พันล้านดอลาร์สหรัฐ หรือ 1.40 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.63% ของเศรษฐกิจสุขภาพโลกเท่านั้น
ดันไทย Tourism &Wellness Hub
ดังนั้นไทยยังมีโอกาสมหาศาลในการขับเคลื่อน Wellness Economy เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งหนึ่งใน 4 เสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็มีกำหนดให้ Tourism &Wellness Hub ที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรองนายกรัฐมนตรี “ศุภจี สุธรรมพันธ์” เป็นเศรษฐกิจเป้าหมายที่จะเร่งแก้ปัญหาระยะสั้น ปลดล็อคเชิงระบบ และยกระดับศักยภาพของไทยให้เกิดขึ้น
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (ศุภจี สุธรรมพันธ์) ในฐานะประธานคณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Vistor Economy กล่าวว่า การขับเคลื่อน Wellness Economy จากการรับฟังเสียงของภาคเอกชน มีการเสนอให้ประเทศไทยก้าวจาก แหล่งพักผ่อนสู่ที่พักพิงของโลก
เราจึงต้องเน้นสุขภาพ การแพทย์ ภูมิปัญญาไทย ธรรมชาติ และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางมาไทยด้วยวัตถุประสงค์
เพื่อขยายกรอบการพัฒนาประเทศ ที่จะเปลี่ยนจากคำว่า Tourism หรือ การท่องเที่ยว มาเป็น Visitor Economy หรือ เศรษฐกิจของผู้มาเยือน ที่ภาครัฐและเอกชนอยู่ระหว่างการผลักดันให้สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
ชิงเค้ก 9.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายกรด โรจนเสถียร กรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานอนุกรรมการธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า มูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพโลก ที่ GWI คาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 7.6% ต่อปี แต่ไทยมีมูลค่าส่วนแบ่งในตลาดนี้อยู่ที่ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเพียง 0.63% ของโลกเท่านั้น ไม่ถึง 1%
เปรียบเหมือนเราตักทองคำในเหมืองขนาดใหญ่ ได้เพียงแค่ 1 ช้อนกาแฟ ทั้งๆที่มีโอกาสเติบโตอีกมหาศาล ที่จะตักตวงผลประโยชน์จากตรงนี้ ซึ่งโอกาสนี้มีขนาดใหญ่กว่ามูลค่าเศรษฐกิจสุขภาวะเดิมของไทยในปี 2567 ถึง 70 เท่า จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญของไทยในการเข้าไปช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาด
ดังนั้นเมื่อรัฐบาลกำหนดให้ Tourism &Wellness Hub เป็นหนึ่งในเป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นเรื่องที่จะช่วยสร้างโอกาส และถือว่า Vistor Economy อีกด้านหนึ่งของผู้ที่เดินทางเข้ามาในไทย
ขณะเดียวกันการที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ระดับโลก “Global Wellness Summit 2026”ระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2569 ก็เป็นเวทีสำคัญที่จะได้เห็นข้อมูลเศรษฐกิจสุขภาพใหม่ๆ และเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้นำด้านสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลก
ทำให้ไทยเป็นสปอตไลท์ในเรื่องนี้ และนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆของไทย การท่องเที่ยวไทยกำลังมุ่งสู่การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ภายใต้หลักการ“Value over Volume” การผลักดันให้เกิดระบบนิเวศสุขภาพ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ก็จะตอบโจทย์ในเรื่องนี้
โดยภาคเอกชนเสนอว่าไทยต้องก้าวสู่การเป็นเพียง “จุดหมายปลายทางเพื่อการพักผ่อน” ไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางและที่พักพิงเพื่อสุขภาวะองค์รวมของโลก” (Sanctuary of the World) เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้รักสุขภาพให้เดินทางเข้ามาพำนักระยะยาวและใช้เวลากับกิจกรรมดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้น
สอดคล้องกับทัศนคติของผู้บริโภครุ่นใหม่ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่า“Wellness คือความลักชัวรีแบบใหม่” (Wellness is the New Luxury)คนรุ่นนี้นิยมนำเสนอไลฟ์สไตล์การดูแลสุขภาพ เช่น การโชว์ชั่วโมงการนอนหลับที่มีคุณภาพครบ 8 ชั่วโมง การฟื้นฟูร่างกาย (Recovery) ที่มีประสิทธิภาพ หรือการใช้สมาร์ทวอทช์เพื่อตรวจวัดค่าสุขภาพให้อยู่ในเกณฑ์ดี (สีเขียว) เป็นต้น
ทำให้การให้บริการใน 11 หมวดเศรษฐกิจสุขภาพเติบโตต่อเนื่อง และเป็นการเติบโตในระยะยาว
เปิดมูลค่า 11 หมวดเศรษฐกิจสุขภาพ
ทั้งนี้โครงสร้าง 11 หมวดของ Wellness Economy โลก ประกอบด้วยการดูแลส่วนบุคคลและความงาม (Personal Care & Beauty)ซึ่งดูแลครอบคลุมผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า จึงมีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมการออกกำลังกาย (Physical Activity) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและการลดน้ำหนัก (Healthy Eating, Nutrition & Weight Loss)การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น
โดยจะพบว่าหมวดเศรษฐกิจสุขภาพที่มีการเติบโตสูงมาก ทั้งของโลกและไทย จะเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ (Wellness Real Estate) ที่เป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมที่คำนึงถึงสุขภาวะ (Biophilic Design) มีการจัดสรรพื้นที่สีเขียว พื้นที่ออกกำลังกาย และโยคะ เพื่อสร้างความสุขสมบูรณ์ทางกายและจิตใจ
เช่น โครงการ The Forestias และการขยายตัวของกลุ่ม BDMS ที่สร้างโครงการ “WellEra” ซึ่งจะเป็นระบบนิเวศสุขภาพควบคู่กับโรงแรมระดับ 6 ดาวและเทคนิคทางการแพทย์ รวมถึงโครงการระดับลักชัวรีอย่างคอนโดมิเนียม “นิมิต” บนถนนสารสิน ติดสวนลุมพินี
รวมไปถึงหมวดด้านสุขภาวะทางจิตวิญญาณและอารมณ์ (Mental Wellness) การสร้างความสมดุลด้านจิตใจ สมาธิ การกำหนดลมปราณและลมหายใจ ซึ่งเป็น“จุดแข็งสำคัญ” ของประเทศไทย
ขณะเดียวกันหมวดที่เกี่ยวกับกลุ่มการท่องเที่ยว (Tourism-related sectors) ที่ประกอบด้วย 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism), บ่อน้ำพุร้อน (Hot Springs) และสปา (Spas) ก็เป็นตัวขับเคลื่อนที่สอดคล้องกับศักยภาพของไทยอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม“การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์” (Medical Tourism) ไม่ถูกนับรวมอยู่ใน 11 หมวดของ Wellness Economy เนื่องจากเป็นคนละภาคส่วนอย่างชัดเจน โดย Wellness มุ่งเน้นไปที่การดูแลตนเองเชิงป้องกัน (Prevention)
ในขณะที่ Medical Tourism เป็นเรื่องของการรักษาเมื่อเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยและต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจของ Medical Tourism นั้นน้อยกว่าเศรษฐกิจ Wellness อีกด้วย
แนะทลายระบบโซโล
สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลว่า มองว่าปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือการ “ทลายระบบไซโล” (Silo) ของหน่วยงานรัฐเพื่อประสานงานอย่างไร้รอยต่อ แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะจัดตั้งโครงสร้างคณะทำงานผ่านรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 4 ท่าน (ที่แบ่งการดูแลด้านโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว/เศรษฐกิจบริการ วิทยาศาสตร์/สุขภาพ/การศึกษา และการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย) ซึ่งครอบคลุมมิติของ Wellness ทั้งหมดแล้ว แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือทีมงานหลังบ้านระดับปฏิบัติการที่ต้องทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิด
นอกเหนือจากการวิจัยทางการแพทย์แล้ว แนวโน้มการบำบัดด้วยธรรมชาติ เช่น“การอาบป่า” (Forest Bathing) ก็เริ่มมีบทบาทเด่นชัดขึ้น ขณะนี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อยู่ระหว่างการนำเสนอพิจารณาเพื่อให้กิจกรรม “การอาบป่า” สามารถนำมาใช้เบิกจ่ายในระบบประกันสุขภาพสำหรับการรักษาและฟื้นฟูเยียวยาสุขภาพทางจิตใจของประชาชนได้จริง
โดยในหลายประเทศแถบยุโรปและฟินแลนด์มีการกำหนดนโยบายดังกล่าวมานานแล้ว เนื่องจากมีงานวิจัยยืนยันชัดเจนว่าการสัมผัสธรรมชาติช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด ส่งผลดีต่อระบบสมอง สภาพจิตใจ และช่วยฟื้นฟูสุขภาพทางกายได้อย่างมีนัยสำคัญ
รวมถึงการเตรียมพร้อมรับสังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว การนำองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านสุขภาพมาใช้ จึงไม่ใช่แค่การดูแลชาวต่างชาติ แต่เป็นการสร้างระบบการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) ให้กับคนในประเทศด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้สภาหอการค้า ยังเสนอว่าควรจะผลักดันให้เกิดการบริการนวดนอกสถานที่ (Delivery Massage) สู่บ้านและที่พักได้นำเสนอกรอบแนวคิดนี้ต่อสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.ร.) เพื่อให้ภาครัฐเข้ามาร่วมกันจัดทำทะเบียนผู้ประกอบการ จัดตั้งระบบมาตรฐานความปลอดภัย และการกำหนดสิทธิ์ในการให้บริการเดลิเวอรีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นโยบายนี้จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ให้แก่นักธุรกิจและผู้บำบัดรุ่นใหม่ที่มีฝีมือดี ได้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้บริการระดับพรีเมียมตามบ้านพักอาศัยได้อย่างปลอดภัย
รวมไปถึงการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาด้านสุขภาพระดับสากล และอนุญาตเฉพาะผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติที่มีทักษะระดับนานาชาติเข้ามาประกอบวิชาชีพเป็น“นักบำบัดระดับสากล” (Inter national Therapist หรือ Spa Specialist)ในสถานบริการสปาเพื่อสุขภาพระดับเวิลด์คลาสเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับบริการนวดแผนไทยโบราณแต่อย่างใดเพราะ“การนวดไทยและการแพทย์แผนไทย” เป็นอาชีพที่ได้รับการอนุรักษ์และคุ้มครองไว้ภายใต้กฎหมายแรงงานสำหรับคนไทยเท่านั้น
ททท.ดันไทยจุดหมายสุขภาพ เยียวยาระดับโลก
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.วางเป้าหมายที่จะผลักดันไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการเยียวยาระดับโลก รวมถึงการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางWellness Hub ของภูมิภาคเอเชียในอนาคต โดยจะดำเนินกลยุทธ์การตลาด ภายใต้แคมเปญ “Healing is the New Luxury”
เพื่อตอบรับเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่กำลังเติบโต ซึ่งประเทศไทยมีมูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพอยู่ในอันดับ 24 จากการจัดอันดับใน 145 ประเทศ ของ GWI การมีโครงสร้างพื้นฐานทางสุขภาพและการท่องเที่ยวที่แข็งแรง มีนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้
เชียงใหม่รุกเศรษฐกิจอายุรวัฒน์
นายอาคม สุวรรณกันธา รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เชียงใหม่จะได้จัดงาน “Chiang Mai Longevity Summit 2026: World Class Wellness Destination” วันที่ 3-4 กันยายน 2569 อันเป็นโครงการสำคัญที่จะเปลี่ยนเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมูลค่าสูง ผ่านแผนยุทธศาสตร์ด้านอายุรวัฒน์ของเชียงใหม่ 5 คลัสเตอร์หลัก
โดยตั้งเป้าในปี 2574 หรือ 5 ปีข้างหน้าจะผลักดันรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติของจังหวัดเชียงใหม่ให้บรรลุเป้าหมาย 1.5 แสนล้านบาท โดยกลยุทธ์ที่วางไว้ในระยะ 5 ปี (ปี 2570-2574) ขยายฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากเดิม 3 ล้านคน สู่ 7.5 ล้านคน
รวมถึงการเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของต่างชาติทั่วไปจาก 12,485 บาท เป็น 20,000 บาท/ครั้ง และดึงดูดกลุ่ม Wellness Tourist ที่มีการใช้จ่ายสูงถึง 45,000 -80,000 บาท/ครั้ง วางเป้าให้สัดส่วนเศรษฐกิจ Longevity Wellness เป็น 35% ของ GPP ให้มีมูลค่า 52,500 ล้านบาท ผ่านคลัสเตอร์ด้านอายุรวัฒน์ ที่เชียงใหม่ได้กำหนดไว้
ได้แก่ 1.ด้านการแพทย์และสุขภาพ 2. ด้านอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารปลอดภัยและอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล 3. ด้านเวชสำอาง สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง 4. ด้านกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตใจและวิถีชีวิต มุ่งเน้นการบำบัดจิตใจ ธรรมชาติบำบัด และ Lifestyle Wellness และ 5.ด้านการตลาดเชิงรุกเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวคุณภาพโดยเฉพาะด้านวัตกรรมและดิจิตัล
บิ๊กเนมลงทุน Health & Wellness
จากการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการลงทุนและการปรับตัวครั้งใหญ่ของภาคธุรกิจสุขภาพ เพื่อรองรับการก้าวสู่ศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลก ใน 3 กลุ่มใหญ่ แบ่งเป็น
1. สร้าง “Wellness Infrastructure” โรงพยาบาล-อสังหาฯ ครบวงจร อาทิ BDMS ลงทุนกว่า 29,000 ล้านบาท พัฒนา WellEra บริเวณหลังสวน-สารสิน เพื่อพัฒนาเป็น Wellness Complex ครบวงจร โดยปรับบทบาทจากโรงพยาบาลรักษาโรคทั่วไปสู่การสร้างระบบนิเวศสุขภาพ (Wellness Ecosystem) เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ติด Top 5 Wellness Hub ของโลกภายในปี 2030
ขณะที่ บำรุงราษฎร์ มุ่งสู่ Lifetime Health Partner เน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Prevention) และการมีอายุยืนยาว (Longevity) BCH ขยายตลาดไปสู่กลุ่มศัลยกรรมความงาม อาหารเสริม และจัดตั้งแผนก Wellness & Longevity
2. กลุ่มค้าปลีกข้ามสายร่วมขับเคลื่อน Healthcare Economy อาทิ BJC (เบอร์ลี่ ยุคเกอร์) ขยับตัวร่วมทุนกับ DHL Supply Chain เพื่อพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ด้านสุขภาพ จับมือกับ BLC ในการพัฒนายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยใช้ช่องทางของ Big C เป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้บริโภค และในกลุ่มเฮลธ์ จะขยายเครื่องฉายรังสีอนุภาคโปรตอน และเดินหน้าเจาะตลาดเวชศาสตร์ความงาม (Aesthetic)
3.ทุนต่างชาติขยับสู่นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) อาทิ ทุนญี่ปุ่น เปลี่ยนทิศทางจากการลงทุนเพียงเครื่องมือแพทย์ทั่วไป ไปสู่การเป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีมูลค่าสูง เช่น การนำ AI, Genomics และ Deep Tech มาใช้ร่วมกับระบบสาธารณสุขของไทย
ตัวอย่างเด่นคือการเข้ามาของ NOAGE International (ความร่วมมือของ Advanced Medical Care ในเครือ Resorttrust Group ร่วมกับ Mitsubishi Corporation) เพื่อพัฒนาบริการด้านการยืดอายุขัยแบบแม่นยำ (Precision Longevity) ร่วมกับพันธมิตรในไทย







