thansettakij
thansettakij
“ไทย” โฟกัส “ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” ไม่เน้นจำนวนทัวริสต์ ทางรอด หรือ ความเสี่ยง?

“ไทย” โฟกัส “ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” ไม่เน้นจำนวนทัวริสต์ ทางรอด หรือ ความเสี่ยง?

28 มิ.ย. 69 | 02:04 น.
อัปเดตล่าสุด :28 มิ.ย. 69 | 02:08 น.

แอตต้า ชี้ รัฐบาล ยกระดับ “ไทย” เป็นประเทศรายได้สูง โดยโฟกัส ท่องเที่ยวมูลค่าสูง ไม่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยว เป็นทางรอด หรือ ความเสี่ยง? ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

KEY

POINTS

  • แอตต้า ชี้ นโยบายรัฐบาล เน้น "ท่องเที่ยวมูลค่าสูง" โดยไม่ให้ความสำคัญกับจำนวนนักท่องเที่ยว อาจสร้างความเสี่ยงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
  • การไม่เน้นการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานกว่า 4 ล้านคนและผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ที่ต้องพึ่งพาปริมาณนักท่องเที่ยวเพื่อความอยู่รอด
  • ผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวมูลค่าสูง เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหรือกลุ่มหรูหรา อาจกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทำให้รายได้ไม่กระจายสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง
  • แนะควรเปลี่ยนเป้าหมายจากการเน้น "สินค้าท่องเที่ยว" ไปสู่การสร้าง "เศรษฐกิจผู้มาเยือน" (Visitor Economy) ที่มีเป้าหมายชัดเจนและวัดผลได้ เพื่อสร้างความยั่งยืน

รัฐบาลประกาศจะยกระดับ “ไทย” เป็นประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี ประเด็น การท่องเที่ยว และ บริการ เป็น 1 ในอุตสาหกรรมหลักที่จะยกระดับ สร้างรายได้จาก “การท่องเที่ยวมูลค่าสูง และ เน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” การจะขับเคลื่อนนี้เป็นผลลัพธ์สุดท้ายของประเทศจริงหรือไม่ และการจะทำให้บรรลุตามเป้าหมายต้องมีตัวแปรอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง “อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) หรือ ATTA จะมาสะท้อนมุมมองในเรื่องนี้

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการถูกวางให้เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำไปที่การสร้างรายได้จาก “การท่องเที่ยวมูลค่าสูง (High Value Tourism) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism)” ผมมองว่าอาจเป็นการมองที่ยัง “ไม่ครบถ้วน” และขาดตัวชี้วัดเชิงระบบที่ชัดเจน ซึ่งหากเดินหน้าโดยไม่มีการปรับทิศทาง อาจนำไปสู่ปัญหาทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยนับล้านราย

อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์” เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า)

นิยามการท่องเที่ยวมูลค่าสูงวัดจากอะไร?

ประเด็นสำคัญประการแรกที่กลายเป็นข้อถกเถียงคือ ความคลุมเครือของคำว่า “การท่องเที่ยวมูลค่าสูง” ในมุมมองของรัฐบาล คำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนคือ เราจะวัดมูลค่าที่ว่านี้จากที่ใด? ระหว่าง นักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายต่อทริปสูง? นักท่องเที่ยวที่พักระยะยาว (Long Stay)? การสร้างงานที่เพิ่มขึ้น? หรือการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและภาษีที่รัฐได้รับ?

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเปรียบเทียบระหว่างนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ใช้เงิน 100,000 บาท ในโรงพยาบาลเอกชนเพียง 3 วัน กับนักท่องเที่ยวแบ็คแพ็คเกอร์ที่ใช้เงิน 50,000 บาท แต่พักนาน 15 วัน และเดินทางกระจายรายได้ไปถึง 5 จังหวัด

ในเชิงนโยบายยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าใครคือกลุ่มที่มี “มูลค่าสูง” กว่ากัน เนื่องจาก “มูลค่า” ขึ้นอยู่กับมุมมองที่ใช้วัด ดังนั้น High Value Tourism จึงควรเป็นเพียง “แนวทาง” (Strategy) ในการดำเนินงาน ไม่ใช่ “เป้าหมายสุดท้าย” (Outcome) ของประเทศ

การท่องเที่ยว

ไทยติดกับดักเน้นคุณภาพไม่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยว

วาทกรรมที่ว่า “Less Tourists, More Spending” หรือการลดจำนวนคนเพื่อแลกกับคุณภาพ กลายเป็นหัวใจหลักที่รัฐบาลมักหยิบยกมาอ้างถึง แต่ในความเป็นจริง ไม่มีประเทศท่องเที่ยวชั้นนำใดในโลก ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน หรือสเปน ที่เลิกให้ความสำคัญกับจำนวนนักท่องเที่ยว

ทุกประเทศยังคงวัด เรื่องของจำนวนผู้มาเยือน, รายได้รวม,ระยะเวลาพำนัก,การกระจายตัวทางพื้นที่ และการจ้างงาน

สูตรสำเร็จของเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่แท้จริงต้องประกอบด้วยปัจจัย 5 ด้านที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่: ค่าเศรษฐกิจผู้มาเยือน = จำนวนคน × ระยะเวลาพำนัก × รายจ่าย × การกระจายรายได้ × ตัวคูณทางเศรษฐกิจ

หากรัฐบาลตัดตัวแปร “จำนวนคน” ออกจากสมการเพื่อมุ่งเน้นแต่กลุ่มกระเป๋าหนักเพียงอย่างเดียว ระบบเศรษฐกิจจะเสียสมดุลทันที เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาปริมาณ (Volume) ควบคู่ไปกับมูลค่า (Value) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กระทบแรงงาน 4 ล้านคน SME อ่วม

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ ผลกระทบต่อแรงงานในภาคการท่องเที่ยวประมาณ 4 ล้านคน ภาคส่วนนี้ประกอบไปด้วยห่วงโซ่อุปทานที่กว้างขวาง ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร รถทัวร์ มัคคุเทศก์ ไปจนถึงชุมชนท่องเที่ยวขนาดเล็ก ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ล้วนต้องอาศัย “ปริมาณนักท่องเที่ยว” เพื่อความอยู่รอด

หากรัฐบาลมุ่งเป้าไปที่ Wellness หรือ Luxury Tourism เพียงอย่างเดียว ผลประโยชน์จะกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มทุนใหญ่ เช่น โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ หรือโรงแรมหรูระดับ 5-6 ดาว ในขณะที่ SME จำนวนมหาศาลอาจเข้าไม่ถึงเค้กชิ้นนี้ ซึ่งถือว่าไม่สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ

รัฐบาลจึงควรเปลี่ยนวิธีคิดจากการบอกว่า “ไม่เน้นจำนวนคน” มาเป็น “เพิ่มมูลค่าต่อคน พร้อมรักษาปริมาณที่เหมาะสม” (More Value, Not Less Visitors) เพื่อประคับประคองแรงงานและผู้ประกอบการทุกระดับ

Thailand Visitor Economy 2035 คือ ทางออก

ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายประเทศรายได้สูง ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเป้าหมายที่จับต้องได้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ High Value Tourism แต่คือ “Thailand Visitor Economy” ซึ่งวัดผลได้ชัดเจนกว่า

โดยรัฐบาลควรเปลี่ยนวิธีคิดมาสู่ “Thailand Visitor Economy” เป็นเป้าหมายหลักแทน ซึ่งมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนในปี 2035 ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวม 6 ล้านล้านบาท ,สร้างการจ้างงาน 5 ล้านตำแหน่ง, รายจ่ายเฉลี่ยต่อทริป และระยะเวลาพำนักเพิ่มขึ้น,การกระจายรายได้สู่เมืองรองอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหมดเป็น “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้”

ขณะที่ Wellness Tourism, Medical Tourism, Luxury Tourism, Sport Tourism, Cultural Tourism และ Creative Economy เป็นเพียง “เครื่องมือ” ในการสร้างผลลัพธ์เหล่านั้น

ในมุมมองเชิงนโยบาย ปัญหาปัจจุบันคือการติดอยู่ในกับดัก “Product-Led Thinking” หรือการคิดจากตัวสินค้า เช่น การชูเรื่อง Soft Power, Wellness หรือ Creative Economy เป็นตัวตั้ง แต่สิ่งที่ประเทศไทยควรมีในระดับยุทธศาสตร์ชาติ “Outcome-Led Thinking” หรือการมองจากผลลัพธ์ที่ประเทศต้องการได้รับ

“ประเทศไทยต้องการให้ Visitor Economy สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ การจ้างงาน และความมั่นคงทางสังคมได้เท่าไร ในปี 2035” เมื่อเป้าหมายปลายทางชัดเจนแล้ว Wellness, Luxury, Sport, Culture และ Soft Power จะกลายเป็นเพียงกลไกที่ทุกฝ่ายสามารถเชื่อมเข้าหาเป้าหมายเดียวกันได้ โดยไม่ต้องแข่งขันกันว่าอุตสาหกรรมใดสำคัญกว่าอุตสาหกรรมใด

การจะยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงผ่านการท่องเที่ยว รัฐบาลต้องเลิกยึดติดกับตัวชี้วัดที่ฉาบฉวย และหันมามองโลกความเป็นจริงของโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยทั้งปริมาณ และคุณภาพ

การปรับทิศทางจากเพียงแค่การขาย “สินค้าท่องเที่ยว” มาเป็นการสร้าง “เศรษฐกิจผู้มาเยือน” หรือ “Visitor Economy” ที่แข็งแกร่ง คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวเข้าถึงมือประชาชนทุกระดับอย่างทั่วถึงและยั่งยืน