
รมว.ท่องเที่ยว เผยกรอ.เพิ่มภาคการท่องเที่ยวเข้าร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ว
รมว.ท่องเที่ยว เผยคณะกรรมการกรอ.เพิ่มตัวแทนภาคการท่องเที่ยวเข้าร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ว โดยจะมีทั้งกระทรวงการท่องเที่ยว สภาอุตสาหรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมประชุมนัดแรก 22 มิ.ย.นี้ ทั้งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยรวมสมาคมต่างๆด้านการท่องเที่ยว ขับเคลื่อนท่องเที่ยว
KEY
POINTS
- คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ได้เพิ่มตัวแทนจากภาคการท่องเที่ยวเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นทางการแล้ว
- ตัวแทนจากภาคการท่องเที่ยวประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ปลัดกระทรวงฯ และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)
- การประชุม กรอ. นัดแรกจะมีขึ้นในวันที่ 22 มิ.ย. โดยจะเน้นการรับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการ และจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อหารือในรายละเอียดเชิงลึก
- นอกจากนี้จะมีการหารือประเด็นสำคัญอื่น ๆ เช่น การแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการปรับปรุงมาตรการวีซ่าเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว
ล่าสุดการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ ได้มีการเพิ่มเติมกระทรวงการท่องเที่ยว และตัวแทนจากภาคการท่องเที่ยวเข้าร่วมอยู่ในกรอ.ชุดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ภาคการท่องเที่ยวไม่ได้ถูกรวมอยู่ในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ชุดใหญ่ สร้างความรู้สึกเสียใจในแวดวงการท่องเที่ยวอย่างมาก ทั้งๆที่การท่องเที่ยวก็เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
กรอ.เพิ่มภาคการท่องเที่ยวเข้าร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ว
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในขณะนี้กรอ.ชุดใหญ่ได้มีการเพิ่มตัวแทนจากภาคการท่องเที่ยวเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการแล้ว ซึ่งจะประกอบไปด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา,ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ สทท.
จริงๆแล้วนายกรัฐมนตรีมีดำริชัดเจนในการให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยวในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ชุดใหญ่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวมครอบคลุมทุกมิติ
แต่พอตอนแรกไม่มีรายชื่อภาคการท่องเที่ยว พอผมทราบก็มาดูรายชื่อ ก็พบว่าไม่มี ก็มีการไปทักท้วง เนื่องจากเห็นว่านายกรัฐมนตรีเคยมีดำริชัดเจนว่าต้องมีภาคการท่องเที่ยวอยู่ด้วย และนายกรัฐมนตรียังเห็นด้วยที่การท่องเที่ยวจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการชุดย่อย เพื่อหารือในรายละเอียดที่ลงลึก เพื่อเสนอกรอ.ชุดใหญ่ด้วย เพราะหากต้องคุยทุกเรื่องในบอร์ดใหญ่เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่จบและเกิดความล่าช้า
ดังนั้นการจะไม่มีภาคการท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จึงได้มีการทักท้วงหน่วยงานที่เสนอรายชื่อไปก่อนหน้านี้ ให้เพิ่มรายชื่อตัวแทนภาคการท่องเที่ยวเข้าไป และได้มีการเสนอรายชื่อกรอ.ที่เพิ่มขึ้นมาเข้าในการประชุมครม.วาระพิเศษครั้งล่าสุด
ประชุมกรอ.นัดแรก 22 มิ.ย.นี้
ทำให้ในการประชุมคณะกรรมการ กรอ.จะมีการประชุมนัดแรก ในวันที่ 22 มิ.ย.เวลา 09.30 น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ภาคการท่องเที่ยวก็พร้อมที่จะเข้าร่วมประชุม
ทั้งนี้ในการประชุมนัดแรก รัฐมนตรีฯ ระบุว่าจะเน้นไปที่ การรับฟังความคิดเห็นและปัญหา จากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยตรง เพื่อนำไปตั้งเป็นอนุกรรมการชุดย่อยมาศึกษาในรายละเอียดเชิงลึกต่อไป โดยย้ำว่านโยบายใดๆ ของกระทรวงหลังจากนี้จะต้องผ่านการฟังเสียงจากเอกชนก่อนเสมอ
นอกจากนี้จะมีการแจ้งและหารือถึงความคืบหน้าในการ แยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยส่วนของการท่องเที่ยวจะไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เป็นกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และกระทรวงกีฬา ซึ่งการรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเข้าด้วยกันจะช่วยให้การทำงานขับเคลื่อนได้ง่ายขึ้น
รวมถึงมาตรการด้านวีซ่า หลังมติครม.ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน ที่ยังรอราชกิจจามีผลบังคับใช้ ซึ่งกระทรวงท่องเที่ยวและกระทรวงการต่างประเทศมองว่าวีซ่าอินเดีย ที่ต้องกลับไป visa on arrival หรือ VOA ก็จะพิจารณาให้ยกเว้นวีซ่า 30 วัน เนื่องจากตลาดอินเดียเป็นตลาดที่มีการเติบโตด้านการท่องเที่ยวของไทย ที่จะเข้ามาทดแทนช่วงนักท่องเที่ยวจีนชลอตัวได้
รวมถึงการเสนอให้ปรับวีซ่าสำหรับประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU)เข้าไทย ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (เช่น 30 วันเท่ากันทั้งหมด) เพื่อความเท่าเทียมในเชิงการทูตและอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว
ตั้งคณะกรรมการชุดย่อย รวมทุกสมาคมด้านท่องเที่ยว
นอกเหนือจากบอร์ด กรอ. ชุดใหญ่แล้ว กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กำลังดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เป็น “กรอ. ภายในของกระทรวง” คณะกรรมการชุดนี้จะมีรัฐมนตรีฯ เป็นประธาน และรวบรวมตัวแทนจากภาคเอกชนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสมาคมโรงแรม สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมรถบัส มัคคุเทศก์ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งหมด
เป้าหมายหลัก ฟังเสียงเอกชนก่อนทำนโยบาย แนวทางใหม่ของการทำงานคือ “การออกนโยบายใดๆ ต่อไปนี้ ต้องฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน
รัฐมนตรีฯ ย้ำว่าต้องการให้เอกชนเป็นผู้เสนอความต้องการและสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้นโยบายตรงจุดและมีประสิทธิภาพที่สุด






