
AWC ทุ่ม 2 พันล้าน ผุด กระเช้าลอยฟ้า ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมเจริญกรุง เจริญนคร ฝั่งธน
ทายาทเจ้าสัวเจริญ ดัน AWC ทุ่ม 2 พันล้านบาทสร้าง เคเบิ้ลคาร์ กระเช้าลอยฟ้า ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จากเอเชียทีค ฝั่งเจริญกรุง เชื่อมเจริญนคร ฝั่งธน รับแผนพัฒนาขยายโครงการใหม่ทั้ง 2 ฝั่ง แล้วเสร็จใน 3 ปี ชี้เป็นกระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำรักษ์โลกแห่งแรกของโลก
KEY
POINTS
- บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) เปิดตัวโครงการก่อสร้างเคเบิ้ลคาร์ หรือกระเช้าลอยฟ้า ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา มูลค่าการลงทุน 2,000 ล้านบาท
- เคเบิ้ลคาร์ จะเชื่อมการเดินทางระหว่างฝั่งถนนเจริญกรุง (เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์) กับฝั่งเจริญนคร
- ผนึกออสเตรเลียสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยระดับโลก MONA Bangkok ในฝั่งเจริญนครด้วย
- เคเบิ้ลคาร์จะถูกพัฒนาให้เป็นกระเช้าลอยฟ้ารักษ์โลกที่เน้นความยั่งยืนแห่งแรกของโลก
วันนี้(วันที่ 10 กรกฏาคม 2569) บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (AWC) เปิดตัวเมกะโปรเจกต์แลนด์มาร์กแห่งใหม่ โครงการลงทุนก่อสร้างเคเบิ้ลคาร์ หรือ กระเช้าลอยฟ้ารักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จากเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ในฝั่งถนนเจริญกรุง ข้ามไปยังฝั่งเจริญนคร มูลค่าการลงทุนเคเบิ้ลคาร์ 2,000 ล้านบาท
โดยในฝั่งเจริญนคร AWC มีแผนจะลงทุน พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิมเมอร์ซีฟรูปแบบใหม่ระดับโลก ในชื่อ MONA Bangkok หรือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งแสง (Museum of Light Art) จากออสเตรเลีย ที่จะเป็นตึก iconic landmark ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย
AWC มีที่ดินประมาณ 20 ไร่ บริเวณถนนเจริญนคร 59 ระหว่างรอพัฒนาโครงการ จะมีพื้นที่สีเขียว มี Pet Park, คาเฟ่ ให้คนมาใช้ชีวิต อนาคตก็จะมีโรงแรม และรีเทล ด้วย
AWC มีแผนพัฒนา Asiatique จะขยายจากเดิมนี้เพิ่มอีก 2-3 เท่า เป็น 240,000 ตรม.ซึ่ง AWC เพิ่งประกาศแผนลงทุน Bluedome และ ดิสนีย์ Avatar สร้างปรากฏการณ์ Immersive ระดับโลกไปแล้วก่อนหน้านี้ เมื่อรวมพื้นที่ทั้งสองฝั่งรวมกัน จะเป็นเหมือน gateway เพื่อความสมบูรณ์ของประสบการณ์แบบเต็มที่
AWC ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดแลนด์มาร์กใหม่ สร้าง เคเบิ้ลคาร์ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า AWC ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญกับ Mona (Museum of Old and New Art) พิพิธภัณฑ์ศิลปะชื่อดังจากรัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์เมกะโปรเจกต์ที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์คระดับโลกแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
โดยโครงการนี้ประกอบด้วย
- "Mona Bangkok" พิพิธภัณฑ์ศิลปะแนวใหม่
- เคเบิ้ลคาร์ "World’s First Sustainable Cross-River Theme Cable Car" ซึ่งเป็นกระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำที่เน้นความยั่งยืนแห่งแรกของโลก ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท
กระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำที่เน้นความยั่งยืนแห่งแรกของโลก
ไฮไลท์สำคัญของแผนการลงทุนนี้คือการสร้างกระเช้าลอยฟ้าเชื่อมต่อสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็น Sustainable Model ระดับสูงสุดของโลก โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
- เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน
โครงการตั้งเป้าเป็นกระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำสายประวัติศาสตร์ที่ประหยัดพลังงานตามมาตรฐานสากล และไม่มีผลกระทบต่อธรรมชาติ
- ประสบการณ์ที่หลากหลาย
นอกจากการนั่งกระเช้าแบบปกติแล้ว ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น Zip Line แพลตฟอร์ม สำหรับชมวิวรับลมแม่น้ำ หรือ Chairlift เพื่อสร้างประสบการณ์ที่พิเศษและแตกต่างให้กับนักเดินทาง เบื้องต้นจะสูง 50 เมตร จากแม่น้ำเจ้าพระยา ปีนี้จะสรุปแบบและยื่นขอก่อสร้างในสเต็ปต่อไป
- การออกแบบระดับสากล
อาคารและโครงสร้างจะถูกสร้างขึ้นตามมาตรฐานความยั่งยืนระดับสูง เช่น มาตรฐาน LEED
โครงการนี้จะเป็นการสร้าง Iconic Destination ที่เชื่อมโยงคนจากหลายเจเนอเรชันผ่านเรื่องราวจากอดีตสู่ปัจจุบัน
AWC คาดการณ์ว่าโครงการนี้จะใช้เวลาในการพัฒนาและก่อสร้างประมาณ 3 ปี เพื่อที่จะได้เห็นโฉมใหม่ของการเชื่อมต่อการเดินทางและศิลปวัฒนธรรมริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นรูปธรรม
"World’s First Sustainable
Cross-River Themed Cable Car (ธีมเคเบิ้ลคาร์ข้ามแม่น้ำแห่งแรกของโลก) ที่พัฒนาภายใต้แนวคิดการเดินทางอย่างยั่งยืน ทั้งจะยังเป็นเคเบิ้ลคาร์แห่งแรกที่ได้การรับรองมาตรฐานระดับโลก ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมาตรฐานสูงสุดประหยัดพลังงาน"
ทั้งนี้กระเช้าลอยฟ้า จะได้รับการออกแบบโดยไม่มีเสารับกลางแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมโยงเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เข้ากับโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use) แห่งใหม่ของ AWC บนถนนเจริญนครอย่างไร้รอยต่อ
เคเบิ้ลคาร์ ข้ามแม่น้ำนี้ไม่ได้เป็นแค่เพียงรูปแบบหนึ่งของการเดินทาง หากแต่ได้รับการออกแบบให้เป็น ศิลปะเคลื่อนไหว (Kinetic Art) ที่เปลี่ยนการเดินทางข้ามแม่น้ำให้กลายเป็นประสบการณ์ Immersive Journey อันเต็มเปี่ยมด้วยศิลปะ แสง สี เสียง เทคโนโลยี ธรรมชาติ
และสถาปัตยกรรม
เคเบิ้ลคาร์นี้จะเชื่อมต่อโดยตรงเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ MONA Bangkok ที่จะได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่าง AWC และ MONA ผู้ก่อตั้ง Museum of Old and New Art ณ เมืองโฮบาร์ต รัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย
โดย MONA ถือเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และได้รับการยอมรับในระดับสากล สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมจากทั่วทุกมุมโลกได้ในแต่ละปี
MONA (Museum of Old and New Art) เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว (Private Museum) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศออสเตรเลีย ก่อตั้งโดย David Walsh เพื่อเป็นสถานที่จัดแสดงคอลเลกชันศิลปะอันทรงคุณค่า ทั้งศิลปะโบราณ ศิลปะสมัยใหม่ และศิลปะร่วมสมัย ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2554 ณ ย่านชานเมืองทางตอนเหนือของเมืองโฮบาร์ต รัฐแทสเมเนีย
MONA ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิพิธภัณฑ์ทั่วไป แต่เปรียบเสมือนพื้นที่นำเสนอประสบการณ์การชมพิพิธภัณฑ์ผ่านการผสานศิลปะ เทคโนโลยี สถาปัตยกรรม และการออกแบบประสบการณ์เข้าด้วยกัน
ที่พิเศษไปกว่านั้นคือ MONA ยังมีการนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ เรียกว่า “The O” มาใช้ในการนำชมแทนการติดป้ายอธิบายผลงานบนผนังแบบดั้งเดิม เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถดื่มด่ำและค้นหาความหมายของชิ้นงานศิลปะแต่ละชิ้นได้อย่างเป็นส่วนตัว และสนุกสนานไปกับการสำรวจในแบบฉบับของตัวเองอย่างแท้จริง
MONA ยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะผู้สร้างสรรค์ "DarkLab" ที่มุ่งพัฒนาและนำเสนอโปรเจกต์ทางวัฒนธรรมอันหลากหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะ ดนตรี เทศกาล งานบริการ และการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ และอีเวนต์สาธารณะขนาดใหญ่
ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างสรรค์เทศกาล ‘Dark Mofo’ การบริหารจัดการและสร้างสรรค์โปรแกรมการแสดง ณ โรงละคร ‘Odeon Theatre’ ไปจนถึงการพัฒนา ‘In The Hanging Garden’ ศูนย์รวมศิลปวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์กลางเมืองโฮบาร์ตที่เปิดต้อนรับผู้คนตลอดทั้งปี
นายไมเคิล ฮาริท หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร และความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในการพัฒนาเดสติเนชั่นแห่งนี้สู่ระดับโลก
'เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร' ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางเท่านั้น แต่เป็นการเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น และ MONA Bangkok ให้กลายเป็นเดสติเนชั่นเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ
โดยเปลี่ยนทุกการเดินทางให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ผ่านการผสานศิลปะ เทคโนโลยี และแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้าด้วยกัน
โครงการนี้สะท้อนพลังของความร่วมมือระหว่างพันธมิตรระดับโลกที่ต่างมีความเชี่ยวชาญในสาขาของตนเอง ทั้งด้านระบบคมนาคมที่ยั่งยืน ศิลปะ วัฒนธรรม และการพัฒนาเดสติเนชั่น แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมองค์ความรู้เฉพาะทางจากหลากหลายอุตสาหกรรมและ
จากผู้เชี่ยวชาญในหลายภูมิภาคทั่วโลก ที่ต่างพร้อมร่วมสร้างมาตรฐานใหม่ของประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กับกรุงเทพมหานคร
ด้วยการรวบรวมแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ศิลปะอิมเมอร์ซีฟ วัฒนธรรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และความบันเทิงไว้ในพื้นที่เดียว เรากำลังร่วมสร้างเดสติเนชั่นที่โดดเด่น ซึ่งจะเปิดมิติใหม่ของการท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ความร่วมมือระดับนานาชาติที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน
ปักหมุดเจริญนคร ผุด "Mona Bangkok" พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิมเมอร์ซีฟรูปแบบใหม่ระดับโลก
ในฝั่งธนบุรี พื้นที่บนถนนเจริญนคร จะเป็นที่ตั้งของโครงการ Mona Bangkok หรือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งแสง (Museum of Light Art) ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางด้านศิลปะและวัฒนธรรมแห่งแรกในย่านนั้น
MONA Bangkok จะนำจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติของ MONA มาสู่บริบททางวัฒนธรรมของไทย ณ โครงการริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้
โดยไม่ได้มุ่งถ่ายทอดหรือจำลองพิพิธภัณฑ์จากเมืองโฮบาร์ตมายังกรุงเทพฯ หากแต่จะสร้างสรรค์ MONA Bangkok ขึ้นเพื่อสะท้อนคุณค่าศิลปะวัฒนธรรมของประเทศไทยและกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ ผ่านการแลกเปลี่ยนและการมีส่วนร่วมกับศิลปิน เรื่องราว ผู้ชม วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของไทย
ภายใต้แนวคิดการเป็นแพลตฟอร์มแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม MONA Bangkok จะเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยและศิลปินจากทั่วโลกได้สร้างสรรค์และนำเสนอผลงานสู่เวทีนานาชาติ พร้อมมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและต่อยอดศิลปะ ณ กรุงเทพฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ MONA ในรัฐแทสเมเนีย เป้าหมาย คือการสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่และบริบททางวัฒนธรรมของตนเองอย่างแท้จริง
นายเดวิด วอล์ช ผู้ก่อตั้ง Mona กล่าวว่า ตลอดกว่า 25 ปีที่ผ่านมา เราทุ่มเทให้กับการศึกษาและพัฒนาแนวคิดใหม่ในการสร้างประสบการณ์พิพิธภัณฑ์ และความร่วมมือกับ AWC ในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำองค์ความรู้ และประสบการณ์ดังกล่าวมาสู่กรุงเทพมหานคร หนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์ศิลปะรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก
นายลีห์ คาร์ไมเคิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DarkLab ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ และหัวหน้าโครงการ MONA Bangkok กล่าวว่า MONA Bangkok จะนำจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์ของ MONA มาตีความใหม่ในบริบทที่ต่างจากเดิม ซึ่งเต็มไปด้วยความแปลกใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ดำเนินตามรอยใคร เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ในโฮบาร์ต
โดยเราจะนำเสนอผลงานจากศิลปินชั้นนำระดับสากล ควบคู่กับการสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างศิลปินไทย ผู้ชม และมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย
ขณะที่แนวคิดเรื่องแสงจะเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประสบการณ์ โดยจะถูกนำมาสำรวจและตีความทั้งในฐานะปรากฏการณ์ทางกายภาพและสัญลักษณ์แห่งแรงบันดาลใจ ความหวัง และการเชื่อมโยงผู้คน
สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นของกรุงเทพมหานครที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิตและประเพณีทางวัฒนธรรม เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และร่วมพัฒนาโครงการนี้ไปพร้อมกับพันธมิตรและชุมชนนักสร้างสรรค์ของไทย
กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยพลัง มีกลุ่มผู้ชมที่พร้อมเปิดรับ และมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะก้าวสู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก
พวกเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมมือกับ AWC ในเมกะโปรเจกต์อันน่าตื่นเต้นนี้ และตั้งตารอคอยที่จะได้พบปะกับเหล่าศิลปิน ดีไซเนอร์ รวมถึงนักสร้างสรรค์ชาวไทย เพื่อร่วมออกเดินทางครั้งสำคัญนี้ไปด้วยกัน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ได้ให้การสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยมองว่ากระเช้าลอยฟ้าจะเป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบในการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ผู้คนได้ดื่มด่ำกับทิวทัศน์โค้งน้ำที่สวยงามที่สุด และยังช่วยเพิ่มพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมให้กับเมืองอีกด้วย
นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะช่วยยกระดับการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ สู่รูปแบบ "Value over Volume" เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ
โครงการนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญของ AWC ในการสร้าง "Better Future" และยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเดินทางจากทั่วโลก







