
การบินไทย ทุ่ม 1.4 หมื่นล้านบาท ลงทุนเช่าเครื่องบินโบอิ้ง 8 ลำ รุกเปิดบินต่างประเทศ
การบินไทย ทุ่ม 1.4 หมื่นล้านบาท ลงทุนเช่าเครื่องบินโบอิ้ง 8 ลำ ขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศ รับอนิสงค์ BOI ส่งเสริมการลงทุน เผยปีนี้มีแผนรับมอบเครื่องบินรวม 28 ลำ ดันฝูงบินปีนี้ทะลุ 102 ลำ ทั้งล่าสุดได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปอยู่ในดัชนี SET50 ช่วยให้นักลงทุนสถาบัน สนใจ หุ้น THAI มากขึ้น
KEY
POINTS
- การบินไทย ทุ่ม 1.4 หมื่นล้านบาท เช่าเครื่องบินโบอิ้ง 8 ลำ ขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศ หลังได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI
- เครื่องบินที่เช่าประกอบด้วย โบอิ้ง 787-8 (เครื่องบินใช้แล้ว) จำนวน 5 ลำ และโบอิ้ง 787-9 (เครื่องบินใหม่) จำนวน 3 ลำ
- เครื่องบินทั้ง 8 ลำจะทยอยส่งมอบภายในปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการรับมอบเครื่องบินทั้งหมด 28 ลำ ที่จะทำให้ฝูงบินของการบินไทยเพิ่มเป็น 102 ลำภายในสิ้นปี 2569
วันนี้ (วันที่ 9 กรกฏาคม 2569) นางเฉิดโฉม เทอดสถีรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและการบัญชี บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุน จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) จำนวน 2 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 14,326 ล้านบาท เพื่อขยายกิจการขนส่งทางอากาศ โดยการเช่าเครื่องบินโดยสาร จำนวน 8 ลำ รองรับการให้บริการเส้นทางการบินระหว่างประเทศ
BOI อนุมัติงบ 1.4 หมื่นล้าน หนุนเช่าเครื่องบินโบอิ้ง 8 ลำ
ทั้งนี้การบินไทยได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI วงเงิน 1.4 หมื่นล้านบาท สำหรับโครงการเช่าเครื่องบินเพิ่มเติมในปี 2569 จำนวน 2 โครงการ ครอบคลุมเครื่องบินตระกูลโบอิ้ง 787 จำนวน 8 ลำ ได้แก่
โครงการที่ 1 เป็นการเช่าดำเนินการ เครื่องบินโบอิ้ง 787-8 จำนวน 5 ลำ เป็นเครื่องบินใช้แล้ว (Used Aircraft) มีระยะเวลาสัญญาเช่าประมาณ 6 ปี โดยจะนำมาให้บริการในเส้นทางบินภูมิภาค (Regional) เนื่องจากเป็นเครื่องบินที่เหมาะกับการบินระยะสั้น ซึ่งเครื่องบินจะทยอยเข้ามาภายในปีนี้
โครงการที่ 2 เป็นการเช่าเครื่องบิน โบอิ้ง 787-9 จำนวน 3 ลำ เป็นเครื่องบินใหม่ (New Aircraft) มีระยะเวลาสัญญาเช่า 12 ปี มีกำหนดทยอยเข้าประจำการในช่วงไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4 ของปีนี้ หลังจากเพิ่งได้รับมอบเครื่องบินรุ่นนี้ลำแรกไปเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา
การบินไทย รับมอบเครื่องบินปีนี้ 28 ลำ ดันฝูงบิน 102 ลำ
ปัจจุบันการบินไทยมีฝูงบินที่ใช้งานอยู่ประมาณ 82 ลำ โดยตามแผนการดำเนินงานภายในสิ้นปี 2567 นี้ บริษัทมีเป้าหมายจะรับมอบเครื่องบินเข้ามารวมทั้งสิ้น 28 ลำ ซึ่งรวมถึงเครื่องบินที่ขอรับการส่งเสริมจาก BOI ในรอบนี้ด้วย รายละเอียดเครื่องบินที่จะเข้าในปีนี้ประกอบด้วย
- โบอิ้ง 787-8 จำนวน 10 ลำ
- โบอิ้ง 787-9 จำนวน 4 ลำ
- แอร์บัส A321neo จำนวน 14 ลำ
ดังนั้นเครื่องบินในปีนี้ที่เหลืออีก 20 ลำ ก็จะทยอยยื่นเรื่องขออนุมัติบีโอไอ เพื่อขอส่งเสริมการลงทุนเป็นระยะๆ
อย่างไรก็ตามในปีนี้การบินไทย จะมีการปลดระวางเครื่องบินรวม 6 ลำ ได้แก่ เครื่องบินโบอิ้ง 787-8 จำนวน 2 ลำ ที่หมดสัญญาเช่า , เครื่องบิน แอร์บัส A350-900 จำนวน 2 ลำ ที่หมดสัญญาเช่า และเครื่องบินโบอิ้ง 777-200ER ซึ่งเป็นเครื่องของบริษัทเองอีก 2 ลำ ทำให้คาดว่าภายในสิ้นปี 2569 การบินไทยจะมีฝูงบินรวมทั้งสิ้น 102 ลำ
สำหรับการสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้งใหม่จำนวน 45 ลำ ซึ่งเป็นแผนระยะยาว บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผน แม้จะมีกำหนดส่งมอบที่เลื่อนออกไปเป็นปี 2571 ซึ่งทำให้บริษัทมีเวลาในการพิจารณาโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมที่สุดต่อไป
กลยุทธ์รับมือความผันผวนของราคาน้ำมัน
ในด้านการบริหารต้นทุน การบินไทยได้ทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Fuel Hedging) เพื่อรับมือกับสถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น โดยในช่วงครึ่งปีแรกได้ทำ Hedging (เฮดจิ้งน้ำมัน) ไว้ที่ประมาณ 50% และมีนโยบายจะทยอยทำเพิ่มให้ถึง 60% ของปริมาณการใช้ในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ราคาในปัจจุบันจะค่อนข้างสูงกว่าในอดีต แต่หากราคาน้ำมันนิ่งในระดับที่รับได้ การบินไทยก็จะดำเนินการเพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ซึ่งปกติเป็นช่วง Low Season จำนวนอัตราการบรรทุกเฉลี่ยไม่สูง แต่บริษัทเน้นกลยุทธ์ "การเลือกขาย" (Selective Selling) ในเส้นทางที่ทำกำไรเพื่อประคองผลประกอบการ ในขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4 เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีจากยอดจองล่วงหน้า (Advance Booking) ที่ทยอยเข้ามา
หุ้น THAI เข้าดัชนี SET50
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการที่หุ้นการบินไทยได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปอยู่ในดัชนี SET50 ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่ทำให้นักลงทุนสถาบันกลับมาให้ความสนใจและติดตามหุ้นของบริษัทมากขึ้น
นอกจากนี้ ในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ จะเป็นวันที่เปิดให้นักลงทุนสามารถเริ่มซื้อขายหุ้นได้ตามเงื่อนไข โดยบริษัทเชื่อมั่นว่านักลงทุนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มสถาบันและสหกรณ์ออมทรัพย์ (ในฐานะเจ้าหนี้เดิมที่เปลี่ยนทุนเป็นหุ้น) จะพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก และคาดว่าจะไม่มีการเทขายหุ้นออกมาอย่างรุนแรงในทันที เนื่องจากนักลงทุนกลุ่มนี้มีราคาเป้าหมายในใจที่เชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของบริษัท







