thansettakij
thansettakij
'พิพัฒน์' สั่งยกเครื่องมาตรการตรวจลูกเรือ หลังแอร์การบินไทย ถูกจับคาออสเตรเลีย

'พิพัฒน์' สั่งยกเครื่องมาตรการตรวจลูกเรือ หลังแอร์การบินไทย ถูกจับคาออสเตรเลีย

30 มิ.ย. 69 | 07:17 น.
อัปเดตล่าสุด :30 มิ.ย. 69 | 08:11 น.

“พิพัฒน์” สั่ง AOT-CAAT ยกเครื่องมาตรการตรวจลูกเรือทั้งระบบก่อนบินออกนอกประเทศ หลังแอร์โฮสเตสการบินไทย ถูกจับคดีขนเฮโรอีน คาออสเตรเลีย ด้าน ป.ป.ส. สืบสวน พบผู้ต้องหาได้รับการติดต่อผ่านกลุ่มรับหิ้วสินค้าในออนไลน์ มีบัญชีอวตารชื่อ “โรส”

KEY

POINTS

  • รมว.คมนาคมสั่งการให้ AOT CAAT ยกระดับมาตรการตรวจค้นลูกเรืออย่างเข้มงวด หลังแอร์โฮสเตสการบินไทย ถูกจับกุมข้อหาขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย
  • เดิมมีการผ่อนปรนสำหรับลูกเรือ เน้นตรวจวัตถุระเบิดเป็นหลักและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดช่องโหว่ในการลักลอบขนยาเสพติด
  • ต่อไปเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นลูกเรือให้เทียบเท่าผู้โดยสารทั่วไป อาจมีการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้
  • ป.ป.ส. สืบสวน พบผู้ต้องหาได้รับการติดต่อผ่านกลุ่มรับหิ้วสินค้าในออนไลน์ มีบัญชีอวตารชื่อ “โรส” ค่าจ้างหิ้ว 8,800 บาท

วันนี้ (วันที่ 30 มิถุนายน 2569) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีแอร์โฮสเตสของการบินไทยถูกตำรวจออสเตรเลีย จับกุมในข้อหาลักลอบนำเฮโรอีนเข้าประเทศ ว่า ได้แจ้งไปยังบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT แล้ว ซึ่งปกติสำหรับผู้โดยสารขาออกนอกประเทศ จะมีการตรวจวัตถุระเบิด ส่วนยาเสพติดจะใช้สุนัขช่วยดมกลิ่น

'พิพัฒน์' สั่ง AOT - CAAT ยกเครื่องมาตรการตรวจลูกเรือ หลังแอร์การบินไทย ถูกจับคาออสเตรเลีย

ต่อไปก็ต้องมีการปรับปรุงมาตรการในส่วนนี้ โดยที่ผ่านมา สำหรับกัปตัน สจ๊วต หรือแอร์โฮสเตส จะให้เกียรติซึ่งกันและกัน จึงตรวจเฉพาะวัตถุระเบิด ส่วนยาเสพติดก็มีการตรวจ เพียงแต่ไม่มีสุนัขดมกลิ่น ดังนั้น ผู้ที่ลักลอบขนยาเสพติดจึงอาจใช้วิธีซุกซ่อนในรูปแบบต่างๆ

ส่วนกรณีแอร์โฮสเตสที่ถูกจับในออสเตรเลีย ตนไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ และจะหามาตรการป้องกันต่อไป โดยเฉพาะการเดินทางไปต่างประเทศของผู้โดยสารขาออก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีการตรวจยาเสพติด หลังจากนี้จึงต้องเพิ่มความเข้มงวด เพราะเข้าใจว่าประเทศไทยเป็นทางผ่านของยาเสพติดหลายประเภท

ดังนั้นเราต้องกลับมาทบทวนมาตรการสำหรับนักบิน สจ๊วต และแอร์โฮสเตส ที่ในอดีตต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่จากนี้คงต้องเข้มงวดมากขึ้นเช่นเดียวกับผู้โดยสารทั่วไป ที่ผ่านมายืนยันว่าเราหละหลวมไม่ได้ เพราะเราปฏิบัติตามมาตรฐานปกติ หากบอกว่าหละหลวมก็เท่ากับว่าระบบของเราใช้การไม่ได้

แต่ความจริงคือเรามีมาตรการตรวจทั้งด้านความปลอดภัยและยาเสพติดอยู่ตลอดเวลา ขณะที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ก็มีการตรวจสอบและเช็กการข่าวเชิงลึก ดังนั้นขอให้ประชาชนสบายใจ แม้อาจมีบางกรณีที่เล็ดลอดได้เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก แต่เราต้องหามาตรการเพิ่มเติม อาจต้องนำเทคโนโลยีหรือเครื่องมือใหม่มาใช้ในการตรวจสอบ

 

อีกทั้งหลังจากนี้คงต้องให้ผู้บริหารการบินไทย AOT รวมถึงสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT  กำชับให้มีความเข้มงวดมากขึ้น พร้อมยืนยันว่ายังไม่มีการยกเลิกเที่ยวบินไปยังออสเตรเลีย เมื่อถามว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้สายการบินจากประเทศไทยถูกตรวจสอบเข้มข้นขึ้นหรือไม่ พิพัฒน์ กล่าวว่า ประเทศออสเตรเลียตรวจเข้มอยู่แล้ว ไม่ว่าสายการบินจะมาจากประเทศใด แม้แต่อาหารที่ผู้โดยสารพกพาไป หากตรวจพบก็ต้องนำออก

ในต่างประเทศส่วนใหญ่ใช้สุนัขดมกลิ่น แต่วิธีการซุกซ่อนของขบวนการมีหลายรูปแบบ เช่น บรรจุไว้ในกระป๋องอาหาร เมื่อตรวจก็พบว่าเป็นอาหารกระป๋อง จึงไม่สามารถรับรู้สิ่งที่อยู่ภายในได้ ดังนั้นจึงต้องหาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถสแกนสิ่งของภายในได้ว่ามียาเสพติดหรือไม่ พร้อมยืนยันว่าเครดิตของประเทศไทยยังไม่เสียหาย เนื่องจากประเทศไทยยังคงมีมาตรฐานด้านการบินและความปลอดภัยตามหลักสากล

ด้านนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ติดตามกรณีลูกเรือสายการบินของไทยถูกทางการออสเตรเลียจับกุม หลังตรวจพบสารเสพติดซุกซ่อนอยู่ในสัมภาระที่นำเข้าประเทศ พร้อมขอให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ลูกเรือรายดังกล่าวเดินทางปฏิบัติหน้าที่ในเที่ยวบินจากประเทศไทยไปยังนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ปลายทางเรียกตรวจและพบว่ามีการนำถุงผ้าจำนวนหนึ่งจากประเทศไทยเข้าไป โดยภายในซุกซ่อนสารเสพติดไว้ ปัจจุบันลูกเรือถูกควบคุมตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลออสเตรเลีย

ตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย ลูกเรือทุกคนต้องผ่านการตรวจค้นเช่นเดียวกับผู้โดยสารทั่วไป แม้ว่าที่สนามบินของไทยจะมีช่องทางพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกเรือผ่านขั้นตอนตรวจค้นได้รวดเร็วขึ้น แต่ยังคงต้องผ่านการตรวจทั้งตัวบุคคลและสัมภาระตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้การตรวจค้นของสนามบินมุ่งเน้นการค้นหาวัตถุอันตราย อาวุธ หรือวัตถุระเบิดที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอากาศยานเป็นหลัก โดยเจ้าหน้าที่ได้รับการฝึกอบรมและใช้อุปกรณ์ตามมาตรฐาน ซึ่งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยจะเข้าตรวจประเมินระบบเป็นระยะ

สำหรับการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด สัตว์ พืช หรือสิ่งของต้องห้ามอื่น ๆ สนามบินจะประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศุลกากรและหน่วยงานด้านปราบปรามยาเสพติด เพื่อสนับสนุนข้อมูลข่าวสารและร่วมตรวจสอบเพิ่มเติม หากเจ้าหน้าที่พบสิ่งต้องสงสัย โดยที่ผ่านมา ระบบดังกล่าวสามารถตรวจจับการกระทำผิดได้อย่างต่อเนื่อง แม้อาจไม่ได้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจมากนัก

นายภัทรพงศ์ ระบุว่า กรณีนี้ลูกเรือได้ผ่านการตรวจตามขั้นตอนของสนามบินต้นทางแล้ว แต่เนื่องจากการตรวจด้านความปลอดภัยส่วนใหญ่จะเน้นค้นหาวัตถุอันตรายต่อการบิน ประกอบกับการซุกซ่อนสารเสพติดเป็นไปอย่างแนบเนียน จึงอาจหลุดรอดจากการตรวจได้ ขณะที่เมื่อเดินทางถึงปลายทาง เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียมีการตรวจค้นเพื่อสกัดการลักลอบนำเข้าสารเสพติดและของผิดกฎหมายโดยตรง จึงสามารถตรวจพบได้

กำหนดมาตรการเพิ่มเติม-เข้มงวดกับลูกเรือในการรับฝากหรือรับหิ้วสิ่งของ

ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันอีก ตนได้หารือและแจ้งกับ พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ขอให้เชิญสายการบิน AOT หน่วยงานด้านศุลกากร และหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติม

รวมทั้งการเข้มงวดกับลูกเรือในการรับฝากหรือรับหิ้วสิ่งของ การยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงาน และเพิ่มการประสานงานด้านการข่าว เพื่อให้สามารถตรวจจับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องดำเนินการควบคู่กับการรักษามาตรฐานการให้บริการผู้โดยสารไม่ให้ได้รับผลกระทบเกินความจำเป็น

ป.ป.ส. สืบสวน พบผู้ต้องหาได้รับการติดต่อผ่านกลุ่มรับหิ้วสินค้าในออนไลน์ มีบัญชีอวตารชื่อ “โรส”

ด้านพ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เผยผลการสืบสวนร่วมกับตำรวจ AFP พบผู้ต้องหาได้รับการติดต่อผ่านกลุ่มรับหิ้วสินค้าในออนไลน์ มีบัญชีอวตารชื่อ “โรส” โพสต์หาผู้ที่เดินทางไปประเทศออสเตรเลีย เพื่อฝากหิ้วสินค้าโอทอป เบื้องต้นทราบว่ารับค่าหิ้วสินค้าครั้งนี้ 8,800 บาท พร้อมเชิญแฟนหนุ่มของแอร์สาวมาให้ข้อมูล แต่ข้อมูลที่ให้ยังไม่สามารถระบุตัวผู้ส่งพัสดุได้

ขณะที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.อีกชุดเข้าตรวจสอบบ้านพักของแอร์สาวที่ จ.พะเยา และสอบปากคำแม่ ทราบว่าแอร์สาวกลับบ้านครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา และส่งเงินให้ครอบครัวเดือนละ 10,000 บาท ลูกสาวยังมีภาระต้องชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ครอบครัวมีฐานะทั่วไป ประกอบอาชีพทำไร่ทำนา