
CAAT เร่งสอบสวนปมลูกเรือการบินไทย นำยาเสพติดเข้าออสเตรเลีย
CAAT ประสานสนามบิน-การบินไทย ชี้แจง กรณี ลูกเรือการบินไทย นำยาเสพติดเข้าออสเตรเลีย เร่งติดตามข้อเท็จจริงและตรวจสอบการดำเนินงาน พร้อมย้ำมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบิน ได้มาตรฐาน ICAO
KEY
POINTS
- CAAT) ประสานการบินไทย และสนามบิน ชี้แจงกรณีลูกการบินไทย นำยาเสพติดเข้าออสเตรเลีย
- เร่งสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมดำเนินการเกี่ยวกับใบรับรองลูกเรือหากพบว่ามีความผิดจริง
- ย้ำมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบิน ได้มาตรฐาน ICAO
จากกรณี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออสเตรเลีย รายงานเหตุการจับกุม พนักงานสายการบินแห่งหนึ่งในประเทศไทย หลังจากตรวจพบว่า ได้ซุกซ่อนยาเสพติด เป็นเฮโรอีน หนัก 1 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 50,000 ดอลล่าร์สหรัฐเข้าประเทศนั้น
ล่าสุดพบว่าเป็นลูกเรือการบินไทย เพศหญิง ถูกทางการออสเตรเลีย จับกุมขณะปฏิบัติหน้าที่ บนเที่ยวบิน TG 465 ขณะกำลังทำหน้าที่ลูกเรือ โดยสุนัขดมกลิ่นได้ตรวจพบ และการบินไทยมีการสั่งกรรมการสอบวินัยแล้ว
จากกรณีดังกล่าวทำให้มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการตรวจค้นผู้โดยสารภายในท่าอากาศยาน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน ได้ประสานผู้ดำเนินการสนามบินและสายการบินที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามข้อเท็จจริงและตรวจสอบการดำเนินงาน
ยันทำตามกฏ CAAT
พร้อมยืนยันว่ากระบวนการตรวจค้นผู้โดยสารและสัมภาระ ณ จุดตรวจค้นของประเทศไทยดำเนินการภายใต้ข้อกำหนดของ CAAT ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานและข้อแนะนำขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)
การตรวจค้นเพื่อความปลอดภัยการบินมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันการนำสิ่งของต้องห้าม (Prohibited Items) ที่อาจเป็นภัยต่อความปลอดภัยของอากาศยาน ผู้โดยสาร และลูกเรือขึ้นสู่อากาศยาน (Safety and Security)
ส่วนการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่ง CAAT จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเพื่อร่วมมือกันปรับปรุงแนวทางการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพและป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต
ประสานสายการบินติดตามผลเบื้องต้น
ทั้งนี้ CAAT ได้ประสานงานกับสายการบินเพื่อติดตามผลการสอบสวนเบื้องต้นแล้ว และหากพบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องมีความผิดจริง CAAT จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการเดินอากาศ รวมถึงพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับใบรับรองสมาชิกลูกเรือ (Crew Member Certificate: CMC) เพื่อรักษามาตรฐาน ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นต่อระบบการบินพลเรือนของประเทศไทย
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีลูกเรือของสายการบินไทยขนสิ่งผิดกฎหมาย ขณะที่ทำการบินจากประเทศไทยไปยังประเทศออสเตรเลีย หลังสุนัขดมกลิ่นตรวจพบสิ่งผิดปกติในสัมภาระ
รับลูกเรือทำผิดจริง
เรื่องดังกล่าวยอมรับว่าลูกเรือดังกล่าวกระทำความผิดจริง ซึ่งขั้นตอนจะเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย บริษัทจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลีย และบริษัทพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่
ส่วนกระบวนการของบริษัท การบินไทยนั้น จากเหตุที่เกิดขึ้นได้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ขณะเดียวกันได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และสอบวินัยทันที เพื่อให้ได้ข้อสรุปใน 7 วัน
หรืออาจจะเร็วกว่านั้น หากกระบวนการสรุปออกว่าเป็นความจริง ก็จะดำเนินการลงโทษสูงสุดด้วยการเลิกจ้าง ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้การบินไทยได้รับความเสียหาย และเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก
ยอมรับว่าเรื่องนี้สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างมากให้กับการบินไทย ซึ่งต่อไปจะยิ่งทำให้ลูกเรือ หรือคนไทย ที่จะเดินทางเข้าออสเตรเลีย อาจจะเข้ายาก หรือมีขั้นตอนยุ่งยากขึ้นแน่ แต่ลึกๆ ก็เชื่อว่าแต่ละประเทศก็คงไม่ตัดสินจากเหตุการณ์นี้เหตุการณ์เดียว ก็ต้องแยกเป็นบุคคลไป
ยันสายการบินมีกฏเข้มงวด
นอกจากนั้นขอย้ำว่า การบินไทย มีระบบ และกฎระเบียบที่ เข้มงวด เคร่งครัดอยู่แล้ว แต่เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ตนก็ได้ยิ่งกำชับไปตามสายงานให้เข้มงวด กวดขันมากขึ้น บางอย่างก็อาจจะควบคุมยาก
เพราะการบินไทยมีลูกเรือกว่า 4,000 คน นักบินอีกกว่า 1,000 คน ก่อนออกทำการบิน การบินไทยก็มีการบรีฟข้อบังคับ ข้อห้าม สิ่งผิดกฎหมายทุกอย่างอยู่แล้ว ทุกคนก็รู้อยู่ว่าสิ่งใดทำได้ หรือ ไม่ได้ หรือผิดกฎหมาย ดังนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเอง นายชาย กล่าว







