
สนามบินสุวรรณภูมิ แจงกรณีแอร์การบินไทย ผ่านเอ็กซเรย์ ขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย
สนามบินสุวรรณภูมิ แจงกรณีแอร์โฮสเตทการบินไทย ผ่านเครื่องเอ็กซเรย์ ขนเฮโรอีน เข้าออสเตรเลีย ยันเครื่องเอ็กซเรย์กระเป๋าของสนามบินมีมาตรฐานตามข้อกำหนด ICAO เน้นตรวจจับวัตถุระเบิด ไม่สามารถตรวจยาเสพติดได้
KEY
POINTS
- ลูกเรือหญิงของการบินไทยถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลีย ข้อหาลักลอบขนเฮโรอีนน้ำหนัก 1 กิโลกรัม
- ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิชี้แจงว่ากระเป๋าของลูกเรือคนดังกล่าวได้ผ่านขั้นตอนการเอ็กซเรย์ตามมาตรฐานความปลอดภัย
- เครื่องเอ็กซเรย์สำหรับเที่ยวบินขาออกถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับวัตถุระเบิดเป็นหลัก ไม่สามารถตรวจจับยาเสพติดได้
- การตรวจหายาเสพติดมักจะเน้นที่เที่ยวบินขาเข้าประเทศ โดยใช้วิธีการอื่น เช่น สุนัขดมกลิ่น
จากกรณี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออสเตรเลีย รายงานเหตุการจับกุม พนักงานสายการบินแห่งหนึ่งในประเทศไทย หลังจากตรวจพบว่า ได้ซุกซ่อนยาเสพติด เป็นเฮโรอีน หนัก 1 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 50,000 ดอลล่าร์สหรัฐเข้าประเทศนั้น
ล่าสุดพบว่าเป็นลูกเรือของการบินไทยเพศหญิง ถูกทางการออสเตรเลีย จับกุมขณะปฏิบัติหน้าที่ บนเที่ยวบิน TG 465 ขณะกำลังทำหน้าที่ลูกเรือ โดยสุนัขดมกลิ่นได้ตรวจพบ และมีการสั่งกรรมการสอบวินัยแล้ว
วันนี้(วันที่ 29 มิถุนายน 2569) นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยถึงกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออสเตรเลีย รายงานเหตุการณ์จับกุม พนักงานสายการบินแห่งหนึ่งในประเทศไทย หลังจากตรวจพบว่า ได้ซุกซ่อนยาเสพติด เป็นเฮโรอีน หนัก 1 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เข้าประเทศนั้น
จากข้อมูลพบว่าลูกเรือของการบินไทยซึ่งได้เดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยได้ปฏิบัติหน้าที่บนเที่ยวบิน TG465 ที่ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569
จากการตรวจสอบสถานะกระเป๋าสัมภาระย้อนหลังของลูกเรือคนดังกล่าว ในรายงานระบุว่ากระเป๋าดังกล่าวไปผ่านขั้นตอนการตรวจเอ็กซ์เรย์ความปลอดภัยตามมาตรฐานครบถ้วน โดยเครื่องตรวจสัมภาระแสดงว่าสถานะปกติ
สนามบินสุวรรณภูมิยืนยันเครื่องเอ็กซเรย์กระเป๋าของสนามบินสุวรรณภูมิมีมาตรฐานเป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ICAO
โดยในเที่ยวบินขาออกนอกประเทศนั้น แต่ละสนามบินจะเน้นการตรวจสอบเรื่องของความปลอดภัย คือเน้นตรวจจับวัตถุระเบิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการซุกซ่อนขึ้นไปบนเครื่องบินซึ่งอาจเกิดเหตุในระหว่างที่เครื่องบินทำการบิน
ส่วนกรณีกระเป๋าของลูกเรือคนดังกล่าวเครื่องเอ็กซเรย์แจ้งว่ามีสถานะเคลียร์ ไม่พบวัตถุระเบิดกระเป๋าจึงผ่านขั้นตอนขาออกได้ กรณีของการตรวจสอบยาเสพติดนั้น ที่ผ่านมาสนามบินทั่วโลกจะเน้นการตรวจเฉพาะในเที่ยวบินขาเข้าประเทศ โดยจะใช้รูปแบบการตรวจโดยสุนัขดมกลิ่น เนื่องจากเครื่องเอ็กซเรย์ไม่สามารถตรวจยาเสพติดได้ นายกิตติพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย
ล่าสุดบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT หรือ ทอท. ออกแถลงการว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวกรณีลูกเรือสัญชาติไทย ถูกเจ้าหน้าที่ประเทศออสเตรเลียควบคุมตัวภายหลังตรวจพบยาเสพติดในสัมภาระนั้น
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า สัมภาระของลูกเรือดังกล่าวได้ผ่านการตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์ตรวจสัมภาระในระบบสายพานลำเลียงสัมภาระขาออก โดยระบบแสดงผลการตรวจสอบ
“ไม่พบวัตถุระเบิดและสารระเบิด” สัมภาระดังกล่าวจึงเข้าสู่กระบวนการลำเลียงสัมภาระขึ้นอากาศยานต่อไป
ทั้งนี้ ระบบสายพานลำเลียงสัมภาระขาออก เป็นระบบเอ็กซเรย์ตรวจจับวัตถุระเบิดอัตโนมัติ (Explosive Detection System : EDS) ซึ่งตรวจจับวัตถุระเบิดและสารระเบิดเป็นหลัก
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันภัยคุกคามและการก่อวินาศกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสนามบินสุวรรณภูมิ ได้ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยและมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดอย่างเข้มงวด ทั้งเที่ยวบินขาเข้าและขาออก โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายใต้โครงการสกัดกั้นยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task Force : AITF)
โดยประกอบด้วย สำนักงาน ป.ป.ส. กรมศุลกากร กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 และสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการสืบสวน ข่าวกรอง การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการคัดกรองผู้ต้องสงสัยอย่างเข้มข้น
ทั้งนี้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิน้อมรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาศึกษาและพัฒนาการดำเนินงานด้านการรักษาความปลอดภัยและการสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางยกระดับมาตรการป้องกัน ปราบปราม และสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า–ส่งออกยาเสพติดผ่านท่าอากาศยานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ที่ผ่านมาสนามบินสุวรรณภูมิได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การสกัดกั้นและปราบปรามการลักลอบนำเข้า–ส่งออกยาเสพติดมีผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม โดยในช่วงปี 2568 จนถึงปัจจุบัน สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดที่ลักลอบนำเข้า–ส่งออกยาเสพติดผิดกฎหมายผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รวมกว่า 23 ราย ของกลางยาเสพติดรวม 211 กิโลกรัม
สนามบินสุวรรณภูมิ ขอยืนยันว่า พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ตลอดจนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของท่าอากาศยานไทยให้เป็นที่เชื่อมั่นในระดับสากลต่อไป







