
ผู้ว่าททท.ลุย 5 กลยุทธ์ ปั้มท่องเที่ยวครึ่งปีหลังเต็มสูบ ดันรายได้ 2.65 ล้านล้าน
ผ่านมากว่า 5 เดือนแรกของปีนี้ ต่างชาติเที่ยวไทยหดตัว 2.3% จากสงครามตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูง ซึ่งทิศทางการท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปีนี้จะเป็นเช่นไร “ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ผู้ว่าการททท.มีคำตอบ
KEY
POINTS
- ททท. ตั้งเป้าหมายรายได้รวมจากการท่องเที่ยวทั้งปี 2569 ที่ 2.65 ล้านล้านบาท คาดต่างชาติเที่ยวไทย 33 ล้าน คน ไทยเที่ยวไทย 200.4 ล้านคน-ครั้ง
- เร่งผลักดัน 5 กลยุทธ์หลัก "Amazing 5 Economy" ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง มุ่งเน้นแนวคิด “Value over Volume” โดยจะเจาะตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ
- กระตุ้นตลาดในประเทศด้วยแคมเปญ "เที่ยวใกล้บ้าน"
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สรุปภาพรวมการท่องเที่ยวของไทยช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยรวม 14.03 ล้านคน ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวน 14.36 ล้านคน ลดลงเล็กน้อย 2.3 % สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 679,274 ล้านบาท
อันเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการปิดเส้นทางการบิน และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การปรับราคาค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน ทำให้สายการบินมีการยกเลิกบางเส้นทางบิน หรือลดความถี่เที่ยวบินลง ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลต่อการชะลอการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว
โดยตลาดระยะไกล สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ ตลาดตะวันออกกลาง ลดลง 24.9 % แอฟริกา ลดลง 4 % ขณะที่ตลาดยุโรปและอเมริกา ยังมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 โดยตลาดที่ยังคงเติบโตได้แก่ กลุ่มตลาดสแกนดิเนเวียน และยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะสวีเดน (+14.3%), นอร์เวย์ (+10.9%), โปแลนด์ (+16.9%) และคาซัคสถาน (+8.3%)
ส่วนตลาดระยะใกล้ ตลาดเอเชียตะวันออกมีแนวโน้มที่เติบโตดีขึ้นในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 โดยตลาดจีนกลับมาเติบโตโดดเด่น (+18.4%) จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยแล้ว 2.3 ล้านคน ขณะที่เอเชียใต้ อินเดียยังเติบโตดีอยู่ที่ร้อยละ 8 จำนวนนักท่องเที่ยว 1 ล้านคน แต่ตลาดอาเซียนมีแนวโน้มชะลอตัว (-14%)
ตลาดนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ยังคงเป็นนักท่องเที่ยวจีน 2,318,312 คน (+18.4%) ตามมาด้วยมาเลเซีย 1,737,938 คน (-8.6%) อินเดีย 1,056,729 คน (+7.9%) รัสเซีย946,732 คน (-1.5%) เกาหลีใต้ 539,848 คน (-19.8%)
ขณะที่ตลาดในประเทศช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 จำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 85.32 ล้านคน-ครั้ง อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 โดยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 89,989 ล้านบาท ลดลง 4% จากแนวโน้มของกำลังซื้อคนไทยที่ลดลง จากสถานการณ์วิกฤตน้ำมัน ทำให้ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงสายการบินในประเทศมีการปรับลด/ ยกเลิกเที่ยวบินภายในประเทศ การขับรถท่องเที่ยวระยะไกลที่ลดลง คนไทยหันมาเที่ยวระยะใกล้มากขึ้น และเที่ยวแบบประหยัดมากขึ้น
ททท.คาดปี 2569 ต่างชาติเที่ยวไทย 33 ล้านคน
ททท. คาดการณ์แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 อยู่ที่ 33 ล้านคน สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 1.55 ล้านล้านบาท และนักท่องเที่ยวในประเทศจำนวน 200.4 ล้านคน-ครั้ง รายได้ 1.1 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยในปีนี้ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดททท. มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยภายใต้แนวคิด “Value over Volume” เน้นคุณค่ามากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ด้วยการส่งเสริมตลาดทดแทนในเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ อาทิ จีน และอินเดีย ตลาดอาเซียน อาทิ มาเลเซีย และรักษาฐานตลาดยุโรปและอเมริกา พร้อมนำเสนอขายประเทศไทยในมุมมองใหม่หรือประสบการณ์ใหม่แก่นักท่องเที่ยว
และเพื่อให้ปี 2569 เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่ “The New Thailand” โดยส่งเสริมกลุ่มตลาดศักยภาพที่สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวสูง ได้แก่ กลุ่ม Medical Tourism, Health & Wellness, Luxury, Incentive, Sports และ Sustainable Tourism ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแรงจูงใจการเดินทางสูงและมีความยืดหยุ่นต่อปัจจัยภายนอก
ผู้ว่าททท.ลุย 5 กลยุทธ์ ปั้มท่องเที่ยวครึ่งปีหลังเต็มสูบ
นอกจากนี้ ยังเร่งผลักดันกลยุทธ์ Amazing 5 Economy เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ได้แก่
1. Life Economy มุ่งยกระดับสินค้าและบริการของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง Wellness & Medical Tourism พร้อมตอกย้ำแคมเปญ “Healing is the New Luxury” มุ่งให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางฟื้นฟูกายและใจของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
2. Sub-Culture Economy ททท. ดำเนินกิจกรรมผ่านอีเวนต์ต่างๆ เพื่อเจาะกลุ่ม Niche market และทำการตลาดในกลุ่ม Sub Culture อาทิ UFO Tourism, Pet Parents, Soul-Healing Tourism โดยเปลี่ยนความสนใจเฉพาะกลุ่มให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ
3. Night Economy เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ยามค่ำคืน เพื่อเพิ่มเวลาและกระจายการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวไปพร้อมกัน ซึ่งททท. ได้จัดมากิจกรรมและอีเวนต์แสง สี ในพื้นที่ต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงนักท่องเที่ยวให้ออกมาใช้จ่ายในช่วงค่ำคืน อาทิ งานวิจิตรเจ้าพระยา ซึ่งได้รับผลตอบรับและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี
4. Circular Economy วางรากฐานระบบเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวที่ออกแบบให้ทรัพยากรถูกใช้หมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพด้วยหลักการ Reduce-Reuse-Recycle ควบคู่กับการกระจายนักท่องเที่ยวไปยังเมืองน่าเที่ยวให้เกิดการใช้จ่ายในพื้นที่รอง
5. Platform Economy ส่งเสริมการท่องเที่ยวยุคดิจิทัล อำนวยความสะดวกในการเดินทางอย่างไร้รอยต่อ เที่ยวไทย อุ่นใจ สะดวกสบาย ด้วยการบริการชำระเงินที่รองรับดิจิทัลเพลย์เมนต์ที่ปลอดภัยไร้กังวล เพื่อให้การซื้อขายและการชำระเงินของนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างสะดวกสบาย
สำหรับตลาดในประเทศ ททท.ได้เร่งปรับกลยุทธ์กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวตลาดในประเทศ ชูการท่องเที่ยวชุมชน เที่ยวใกล้บ้าน ประหยัดพลังงาน พร้อมผลักดันแคมเปญภายใต้แนวคิด “เที่ยวใกล้บ้าน” เพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวชาวไทยออกเดินทางในระยะใกล้ ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่เมืองน่าเที่ยวและชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ
ส่วนประเด็นที่ครม.เห็นชอบการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วันจาก 93 ประเทศ โดยให้แต่ละประเทศกลับไปใช้หลักเกณฑ์วีซ่าตามเดิมในการเดินทางเข้าประเทศ โดยประเทศส่วนใหญ่จำนวน 54 ประเทศ/ดินแดน ได้รับ ผ.30 เพื่อการท่องเที่ยว และ 9 ประเทศ/ดินแดน ได้รับ ผผ.30 จากความตกลงทวิภาคี
ทำให้ได้รับการยกเว้นวีซ่าสำหรับการ พำนักในประเทศจำนวน 30 วัน ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้รวมถึงตลาดนักท่องเที่ยวใหญ่ที่เดินทางเข้าประเทศไทย อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน มาเลเซีย รัสเซีย ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยต่ำกว่า 30 วัน จึงคาดว่าไม่ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับนักท่องเที่ยวอินเดีย ซึ่งจะต้องกลับไปใช้หลักเกณฑ์ Visa on Arrival (VOA) อาจได้รับผลกระทบในการตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เสนอให้พิจารณาให้ยกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวอินเดีย 15 วัน เนื่องจากค่าเฉลี่ยการพำนักของนักท่องเที่ยวอินเดียอยู่ที่ประมาณ 9 วัน
นอกจากนี้ อาจจะมีการพิจารณาเกณฑ์การยกเว้นวีซ่าแก่ตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพเดินทางเข้าไทย เช่น ตะวันออกกลาง และเบลารุส ซึ่งอาจได้รับการพิจารณาทั้งในรูปแบบ 15 วัน หรือ 30 วัน ตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม การยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วันยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ทั้งหมดเป็นทิศทางในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปีนี้







