thansettakij
thansettakij
ททท.ยืนยันเป้าหมายต่างชาติเที่ยวไทย ปีนี้ 33 ล้านคน  ปั้มรายได้ 2.65 ล้านล้าน

ททท.ยืนยันเป้าหมายต่างชาติเที่ยวไทย ปีนี้ 33 ล้านคน ปั้มรายได้ 2.65 ล้านล้าน

สงครามตะวันออกกลางยังไม่จบ ททท.ยังคาดต่างชาติเที่ยวไทย ปี 2569 ยังคงอยู่ที่ 33 ล้านคน คนไทยเที่ยวในประเทศ 200.4 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ 2.65 ล้านล้านบาท

KEY

POINTS

  • ททท. ตั้งเป้าหมายปี 2569 ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33 ล้านคน และนักท่องเที่ยวในประเทศ 200.4 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้รวม 2.65 ล้านล้านบาท
  • สถานการณ์ 5 เดือนแรกปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยแล้ว 14.03 ล้านคน โดยตลาดจีน อินเดีย และยุโรปตะวันออกเติบโตดี สวนทางกับตลาดตะวันออกกลางและอาเซียนที่ชะลอตัว
  • ททท. ใช้กลยุทธ์เชิงรุกเน้นการเพิ่มเที่ยวบิน (Airline Focus) ทั้งในตลาดระยะใกล้และไกล พร้อมเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ และจัดอีเวนต์ระดับโลกเพื่อกระตุ้นการเดินทาง
  • พิษเศรษฐกิจทุบไทยเที่ยวไทย วูบ 4%

วันนี้ (วันที่ 11 มิถุนายน 2569) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)เปิดเผยว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย เนื่องจากเกิดความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ถูกกระทบ 

ททท.ดันต่างชาติเที่ยวไทย ปีนี้ 33 ล้านคน  ปั้มรายได้ 2.65 ล้านล้าน

ทำให้ ททท.คาดการณ์แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 อยู่ที่ 33 ล้านคน สร้างรายได้ 1.55 ล้านล้านบาท และนักท่องเที่ยวในประเทศจำนวน 200.4 ล้านคน-ครั้ง รายได้ 1.1 ล้านล้านบาท 

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการททท.

โดยพบว่า ตลาดต่างประเทศ ในช่วง 5 เดือนแรก นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยรวม 14.03 ล้านคน ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวน 14.36 ล้านคน ลดลงเล็กน้อย 2.3% สร้างรายได้ 679,274 ล้านบาท 

นักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ลดฮวบ ตลาดยุโรปทรงตัว

นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า หากพิจารณาเป็นรายตลาด โดยแบ่งเป็นตลาดระยะไกล ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ ตลาดตะวันออกกลาง ลดลง 24.9% และแอฟริกา ลบ 4% ตลาดยุโรปและสหรัฐ ยังมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568

โดยตลาดที่ยังคงเติบโตได้แก่ กลุ่มตลาดสแกนดิเนเวียน และยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะสวีเดน บวก 14.3% นอร์เวย์ บวก 10.9% โปแลนด์ บวก 16.9% และคาซัคสถาน บวก 8.3%

ส่วนตลาดระยะใกล้ ตลาดเอเชียตะวันออกมีแนวโน้มที่เติบโตดีขึ้นในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 โดยตลาดจีนกลับมาเติบโตโดดเด่น บวก 18.4% จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยแล้ว 2.3 ล้านคน

ส่วนเอเชียใต้ อินเดียยังเติบโตดีอยู่ที่ 8% จำนวนนักท่องเที่ยว 1 ล้านคน แต่ตลาดอาเซียนมีแนวโน้มชะลอตัว ลบ 14%

พิษเศรษฐกิจทุบไทยเที่ยวไทยวูบ 4%

ในด้านตลาดในประเทศ ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 จำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 85.32 ล้านคน-ครั้ง อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 โดยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 89,989 ล้านบาท ลดลง 4% จากแนวโน้มของกำลังซื้อคนไทยที่ลดลง จากสถานการณ์วิกฤตน้ำมัน

ทำให้ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงสายการบินในประเทศมีการปรับลดหรือยกเลิกเที่ยวบินภายในประเทศ การขับรถท่องเที่ยวระยะไกลที่ลดลง คนไทยหันมาเที่ยวระยะใกล้มากขึ้น และเที่ยวแบบประหยัดมากขึ้น

ยกเลิกฟรีวีซ่าไม่กระทบการเดินทาง

ส่วนกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วันจาก 93 ประเทศ เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยต่ำกว่า 30 วัน จึงคาดว่าไม่ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนตลาดอินเดีย ต้องกลับไปใช้หลักเกณฑ์วีซ่าออนอาร์ไรวัล (วีโอเอ) อาจได้รับผลกระทบในการตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางบ้าง 

โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เสนอให้พิจารณายกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวอินเดีย 15 วัน เนื่องจากค่าเฉลี่ยการพำนักของนักท่องเที่ยวอินเดียอยู่ที่ประมาณ 9 วัน และอาจมีการพิจารณาเกณฑ์การยกเว้นวีซ่าแก่ตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพเดินทางเข้าไทย อาทิ ตะวันออกกลาง และเบลารุส ซึ่งอาจได้รับการพิจารณาทั้งในรูปแบบ 15 วัน หรือ 30 วัน ตามความเหมาะสม

ดันนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ปีนี้ 21 ล้านคน

นางสาวภัทรอนงค์ เชียงใหม่ รองผู้ว่าททท.ด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ กล่าวว่าแผนการกระตุ้นตลาดระยะใกล้ (Short-haul Market) สำหรับปี 2569 มี
เป้าหมายดึงนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ในปีนี้ 21 ล้านคน ทั้งนี้การเติบโตของตลาดหลัก พบว่า ตลาดเอเชียตะวันออกมีการเติบโตที่น่าสนใจ

ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าททท.ด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มมีสัญญาณบวกเพิ่มขึ้นประมาณ 7% และ นักท่องเที่ยวอินเดีย ที่เติบโตประมาณ 8% ขณะที่ นักท่องเที่ยวรัสเซีย มีจำนวนนักท่องเที่ยวใกล้เคียงกับช่วงสถานการณ์ปกติที่ประมาณ 900,000 คน

ส่วนความท้าทาย คือ แม้ภาพรวมอาเซียนจะลดลงเล็กน้อย (ประมาณ 8%) เนื่องจากการลดลงของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย แต่ตลาดเกาหลีใต้ที่ปัจจุบันยังติดลบอยู่ 19% เป็นกลุ่มที่ ททท. เตรียมใช้กลยุทธ์พิเศษเพื่อดึงโมเมนตัมกลับมา

ททท.จะเน้นการกู้คืนขีดความสามารถทางการบิน ททท. ตั้งเป้าให้การรองรับของสายการบิน (Capacity)กลับมามากกว่าระดับปี 2562 (มากกว่า 100%) จากปัจจุบันที่ฟื้นตัวมาแล้วประมาณ 80-90% ในหลายตลาด

โดยจะส่งเสริมการเปิดเส้นทางบินใหม่ (New Routes) ซึ่งมีการทำงานร่วมกับสายการบิน เช่น VietJet  เพื่อเปิดเส้นทางใหม่จากฮานอยสู่ อุดรธานี และ ขอนแก่น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มที่ต้องการเดินทางมาเยี่ยมบ้านเกิดหรือท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม กลยุทธ์ความร่วมมือแบบ Win-Win เช่น การร่วมมือกับเวียดนามเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากประเทศที่ 3 (Third Country) ให้เดินทางเชื่อมต่อมายังประเทศไทย

รวมถึงการเจาะกลุ่มเซกเมนต์คุณภาพ(Segmentation)เช่น.กลุ่มครอบครัว เน้นการตลาดเชิงรุกในช่วงปิดเทอม ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม โดยเฉพาะจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนและนักท่องเที่ยวอินเดีย การเน้นกลุ่มพักผ่อน (Leisure) ที่มุ่งเน้นกลุ่มที่ตัดสินใจเดินทางช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี

อย่างไรก็ตามในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ตลาดระยะใกล้มีข้อได้เปรียบเรื่องระยะทาง ทำให้ตัดสินใจเดินทางได้ง่ายและรวดเร็วกว่าตลาดระยะไกล

รวมไปถึงการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว (Connectivity & Linkage)เชื่อมเมืองหลักสู่เมืองรอง โปรโมทเส้นทางที่เดินทางสะดวก เช่น จากกรุงเทพฯ ไป นครราชสีมา (โคราช)ที่ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 1 ชั่วโมง ผลักดันเที่ยวบินระยะสั้น (Short-haul Flight Strategy) สนับสนุนการใช้เที่ยวบินเชื่อมต่อสนามบินในภูมิภาค เช่น เชียงใหม่-เชียงราย หรือ สุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวสู่ชุมชน

รวมทั้งการสร้างความร่วมมือระดับสากล (Partnerships) ททท. ใช้การลงนามความร่วมมือ (MOU/LOI) กับพันธมิตรและสายการบินในตลาดระยะใกล้เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและฐานลูกค้าระหว่างกัน ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญในการผลักดันให้ถึงเป้าหมายรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวที่วางไว้

มุ่งเป้าตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล 10 ล้านคนเที่ยวไทย

นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าททท.ด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา กล่าวว่า สำหรับตลาดระยะไกล (Long-haul Market) ในปี 2569 ททท.มองไว้ที่ 10 ล้านคน โดยได้วางกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม "Quality Volume" โดยมุ่งเน้นที่การเพิ่มรายได้และคุณค่าทางการท่องเที่ยวมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

ททท.จะให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ Airline Focus เพราะปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับตลาดระยะไกลคือ "การเข้าถึง" (Access) ททท. จึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับสายการบินอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการบิน ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นคืนเส้นทางบิน (Resume Flights) อาทิ  สายการบิน British Airways กลับมาบินตรงจากลอนดอนและแมนเชสเตอร์ สู่กรุงเทพฯ อีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีสายการบินอย่าง Virgin Atlantic และ Air Canada

จิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าททท. ด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

รวมไปถึงการเปิดเส้นทางใหม่ อาทิ สายการบิน LOT Polish Airlines จะเริ่มบินตรงจากโปแลนด์สู่ไทยเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งตลาดโปแลนด์มีการเติบโตสูงถึง 16%

ทั้งนี้แม้จะมีความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ตลาดระยะไกลหลายกลุ่มแสดงสัญญาณการเติบโต อาทิ ยุโรป ตลาดที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ สแกนดิเนเวีย (สวีเดน +15%), โปแลนด์ (+16%) และ อิตาลี (+10%) ส่วนตลาดอเมริกา ตลาดยังคงทรงตัวในระดับที่ดีและมีความยืดหยุ่น(Resilient) สูง

ขณะเดียวกันททท.จะเน้นการสื่อสารและสินค้าสำหรับตลาดคุณภาพ ทั้งการทำงานร่วมกับ Partnership การร่วมมือกับ Media Partner เจาะกลุ่ม Super Luxury ในยุโรป เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์การท่องเที่ยวแบบพรีเมียม การสร้าง New Perception มุ่งสร้างภาพจำใหม่ว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางเพื่อการพักผ่อนทั่วไป แต่เป็นศูนย์กลางของ Wellness และ Sustainability

รวมถึงขับเคลื่อนไทยสู่ World Class Event โดยไฮไลท์ การจัดงาน Tomorrowland 2026 แบบ Full Scale ในเดือนธันวาคมนี้  จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นความสนใจจากกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ทั่วโลกอีกด้วย ซึ่งตั๋วและที่พักในพัทยาถูกจองเต็มหมดแล้วในช่วงเวลาดังกล่าว