
ทำไมไทยต้องปรับท่องเที่ยว สู่ Thailand Visitor Economy เมื่อโลกแข่งกันด้วย AI
ทำไมประเทศไทยต้องวางยุทธศาสตร์ Thailand Visitor Economy 2035 ปรับเปลี่ยนมุมมองด้านการท่องเที่ยว เมื่อโลกกำลังแข่งกันด้วย AI โดยที่เรายังไม่สามารถแข่งขันด้านเทคโนโลยีขั้นสูงได้ในระยะสั้น ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหน
KEY
POINTS
- ทำไมประเทศไทยต้องวางยุทธศาสตร์ Thailand Visitor Economy 2035
- เมื่อโลกกำลังแข่งกันด้วย AI ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหน
- ไทยยังไม่สามารถแข่งขันด้านเทคโนโลยีขั้นสูง AI ได้ในระยะสั้น จึงต้องใช้ Visitor Economy เป็นยุทธศาสตร์ "สะพานเชื่อม" ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน
- เปลี่ยนแนวคิดจาก "อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว" ที่เน้นแค่จำนวนนักท่องเที่ยว สู่ยุทธศาสตร์ Thailand Visitor Economy 2035
ในยุคที่โลกกำลังขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่เข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI), เซมิคอนดักเตอร์ หรือนวัตกรรมดิจิทัล ประเทศผู้นำอย่างสหรัฐอเมริกา จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ต่างใช้เวลาสั่งสมระบบวิจัยและพัฒนา (R&D) ยาวนานกว่า 20-40 ปี
สำหรับประเทศไทย การจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ในเวลาเพียงไม่กี่ปีเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง คำถามสำคัญคือ "ระหว่างทางสู่อนาคต ประเทศไทยจะใช้เครื่องยนต์อะไรในการสร้างรายได้และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน?
คำตอบคือยุทธศาสตร์ Thailand Visitor Economy 2035 ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่นโยบายการท่องเที่ยว แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งชาติในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Strategy)
จาก Tourism Industry สู่ Visitor Economy : การเปลี่ยนนิยามเพื่อการเติบโต
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือการเปลี่ยนวิธีคิดจาก "อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว" (Tourism Industry) ไปสู่ "ระบบเศรษฐกิจผู้มาเยือน" (Visitor Economy) ความแตกต่างที่สำคัญคือ
- นิยามใหม่: ผู้มาเยือนไม่ได้หมายถึงเพียงแค่นักท่องเที่ยว แต่ครอบคลุมถึงนักเรียนต่างชาติ นักธุรกิจ ผู้เดินทางมาเพื่อสุขภาพ (Medical Tourism) ผู้มาเยี่ยมญาติ และ Digital Nomad
- การเชื่อมโยงทั้งระบบ: มองว่าการใช้จ่ายของผู้มาเยือนไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงแรมหรือทัวร์ แต่ไหลเวียนเข้าสู่ระบบการแพทย์ การศึกษา อสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร ค้าปลีก และบริการดิจิทัล
- เป้าหมาย : ไม่ได้เน้นเพียง "จำนวนนักท่องเที่ยว" แต่เน้นที่การ "อยู่นานขึ้น (Stay Longer) ทำกิจกรรมมากขึ้น (Do More) และกลับมาซ้ำ (Return Again)" เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด
การท่องเที่ยว คือ Safe Zone ที่ไทยยังมีความได้เปรียบ
แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เรามีทรัพยากรทางธรรมชาติที่โดดเด่น มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ มีอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีระบบบริการที่สร้างความประทับใจ และมีความเป็นมิตรที่กลายเป็น Soft Power โดยธรรมชาติของประเทศ
จุดแข็งเหล่านี้ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในเวลาอันสั้น และเป็นข้อได้เปรียบที่ประเทศคู่แข่งจำนวนมากไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ แต่ในขณะเดียวกัน โลกการท่องเที่ยวก็ไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไปนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่เดินทางบ่อยขึ้น ตัดสินใจเร็วขึ้น ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และมีทางเลือกมากขึ้นกว่าที่เคย
การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่การมีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันด้านข้อมูล เทคโนโลยี ประสบการณ์ การเข้าถึง และความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของผู้มาเยือนอย่างแม่นยำ
นี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามจาก “Tourism Industry” ไปสู่ “Visitor Economy”
จาก Tourism Industry สู่ Visitor Economy
ในอดีต เรามองการท่องเที่ยวเป็นเพียงอุตสาหกรรมหนึ่งของประเทศ แต่ในความเป็นจริง ผู้มาเยือนไม่ได้ใช้จ่ายเฉพาะค่าโรงแรมหรือค่าทัวร์เท่านั้น พวกเขาใช้จ่ายกับสายการบิน ร้านอาหาร โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า การศึกษา อสังหาริมทรัพย์ การเดินทาง กีฬา วัฒนธรรม ความบันเทิง และบริการดิจิทัลอีกมากมาย
Visitor Economy จึงเป็นแนวคิดที่มองผู้มาเยือนเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศ
เป้าหมายใหม่ Thailand Visitor Economy 2035
Thailand Visitor Economy 2035 ไม่ใช่แผนการท่องเที่ยวแบบเดิม แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งชาติที่มีเป้าหมายชัดเจน
ยุทธศาสตร์ Thailand Visitor Economy 2035 ตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ดังนี้
- สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 6 ล้านล้านบาทต่อปี
- เพิ่มการจ้างงานใหม่ไม่น้อยกว่า 1.2 ล้านตำแหน่ง
- กระจายรายได้สู่เมืองรองและชุมชนทั่วประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
- ยกระดับสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง (High Value Tourism) เช่น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์, เรือสำราญ (Yacht), และเศรษฐกิจสร้างสรรค์,
การจะไปถึงเป้าหมายดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ไม่ใช่เพียงแค่ถนนหรือสนามบิน แต่คือระบบนิเวศดิจิทัลและปัญญา
- Tourism Intelligence Platform: พัฒนาระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อให้ไทยเป็นเจ้าของข้อมูลนักท่องเที่ยวเอง ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และใช้ข้อมูลในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Data-Driven Decision Making),,
- Tourism Academy: กลไกการสร้างทุนมนุษย์และงานวิจัย เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้พร้อมรองรับบริการระดับสูง,
- Supply Side Management: การบริหารจัดการด้านอุปทานให้สอดคล้องกับความต้องการ เช่น การเพิ่มเที่ยวบิน ห้องพัก และการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า
บทเรียนจาก New South Wales (NSW) สู่บริบทไทย
ยุทธศาสตร์ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้นแบบที่น่าสนใจในการใช้แนวทาง Whole-of-Government คือการให้ทุกหน่วยงานรัฐทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เพียงกระทรวงการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว, โดยเน้นการสร้าง "ประสบการณ์" (Experience Economy) มากกว่าการขายแค่สถานที่ท่องเที่ยว และใช้ Event Economy (กีฬา ดนตรี เทศกาล) เป็นเครื่องยนต์ดึงดูดการใช้จ่าย, สิ่งที่ไทยควรนำมาปรับใช้คือการกระจายการใช้จ่ายไปสู่ภูมิภาค โดยตั้งเป้าให้รายได้เกิดขึ้นในท้องถิ่นในสัดส่วนที่สูงขึ้น
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นผู้นำด้าน AI ก่อนถึงจะเติบโตได้ แต่เราสามารถใช้ Visitor Economy เป็น "Safe Zone" ที่เรามีความได้เปรียบอยู่แล้ว ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม Food Power และ Soft Power
แอตต้าแนะผลักดันนโยบาย 3 ประเด็น ดันไทยสู่ Thailand Visitor Economy
นาย อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือแอตต้า กล่าวว่า ผมมองกรอบความคิดนี้ด้วย เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่แข็งแรงที่สุดในการผลักดันแนวคิด Thailand Visitor Economy 2035 ในเชิงนโยบาย แยกออกเป็น 3 ประเด็นใหญ่
ประเด็นที่ 1 ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วง “ช่องว่างของการเปลี่ยนผ่าน” โลกวันนี้กำลังแข่งขันกันด้วย AI, Semiconductor
,Quantum,Robotics,Biotechnology,Aerospace,New Energy ประเทศที่เป็นผู้นำ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ประเทศเหล่านี้ลงทุน R&D ต่อเนื่องมาแล้ว 20-40 ปี
- เกาหลีใต้ ลงทุน R&D ประมาณ 5% ของ GDP
- ไต้หวัน ประมาณ 4%
- จีน มากกว่า 2.5%
- ไทย ยังอยู่ประมาณ 1% หรือต่ำกว่าในหลายช่วงเวลา
ดังนั้นหากถามว่า “ประเทศไทยจะสร้าง NVIDIA, TSMC, Samsung หรือ Huawei ในอีก 3-5 ปีได้หรือไม่” คำตอบคือแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะระบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี บุคลากร และเงินลงทุนต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษ นี่คือข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับก่อน
ประเด็นที่ 2 ประเทศไทยต้องมี “สะพานเชื่อม” ระหว่างปัจจุบันกับอนาคต
ปัญหาของหลายประเทศ คือ พยายามวิ่งไปหาเศรษฐกิจใหม่ แต่ปล่อยเศรษฐกิจเดิมให้ถดถอย ผลคือ รายได้หาย การจ้างงานลดความสามารถแข่งขันลด จีนไม่เคยทำแบบนั้น จีนพัฒนา AI,EV,Semiconductor พร้อมกับการท่องเที่ยว,วัฒนธรรม, กีฬา,บันเทิง,อสังหาริมทรัพย์ และการบริโภคภายในประเทศไปพร้อมกัน เพราะรัฐบาลจีนมองว่า “เศรษฐกิจใหม่คืออนาคต แต่เศรษฐกิจเดิมคือฐานราก”
ประเทศไทยก็เช่นกัน วันนี้จุดแข็งที่เราแข่งขันได้จริงระดับโลกยังมีอยู่หลายเรื่อง ทั้ง Tourism,Hospitality,Wellness,Medical, Food,Culture,Service Mind, Location สิ่งเหล่านี้คือ Safe Zone ที่ยังสร้างรายได้ให้ประเทศได้จริง
ประเด็นที่ 3 Tourism Industry คือ Safe Zone แต่ Visitor Economy คือ Expansion Zone
นี่คือจุดที่ต้องไปสู่การพัฒนา Visitor Economy ไม่ใช่การพึ่งการท่องเที่ยวแบบเดิม แต่เป็นการ “ขยายขอบเขตการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งเดิม”จาก Tourism Industry ไปสู่ Visitor Economy ที่รวมการศึกษา,การแพทย์,Wellness,Creative Economy,Soft Power,Sport Economy,Event Economy, Retirement Economy, Digital Nomad Economy,MICE, Real Estate, Retail, Aviation เข้าไว้ด้วยกัน
กล่าวอีกนัยหนึ่งประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรอให้มี AI Industry ขนาดใหญ่ก่อนจึงจะเติบโต แต่สามารถใช้ Visitor Economy เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจระยะ 10-20 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันก็ลงทุน R&D ไปพร้อมกัน
สิ่งที่ NSW เข้าใจ และไทยควรเข้าใจเช่นกัน NSW ไม่ได้ตั้งเป้า “เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว”แต่ตั้งเป้าเพิ่มการลงทุน,เพิ่มห้องพัก,เพิ่มเที่ยวบิน,เพิ่มการจ้างงาน, เพิ่มรายได้ นั่นคือวิธีคิดแบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่วิธีคิดแบบการท่องเที่ยว นี่คือแก่นแท้ของ Visitor Economy
หากนำมาสู่บริบทประเทศไทยผมคิดว่าวิสัยทัศน์ที่ทรงพลังมากคือ “ประเทศไทยอาจไม่ใช่ผู้นำโลกด้าน AI ในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำโลกด้าน Visitor Economy ได้” เพราะเราเริ่มต้นจากฐานที่แข็งแรงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น นักท่องเที่ยว 40 ล้านนักท่องเที่ยว,ระบบบริการที่เป็นที่ยอมรับ,ต้นทุนการแข่งขันที่ดี,วัฒนธรรมที่โดดเด่น,ความหลากหลายทางภูมิศาสตร์, ตำแหน่งศูนย์กลางอาเซียน
สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่สร้างฐานใหม่ทั้งหมด แต่คือ ยกระดับจาก “อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว” ให้กลายเป็น “ระบบเศรษฐกิจผู้มาเยือนแห่งชาติ”
“ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและ R&D เพื่อแข่งขันในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ Visitor Economy คือยุทธศาสตร์สะพานเชื่อมที่สำคัญที่สุด ใช้จุดแข็งเดิมของประเทศสร้างการเติบโต การจ้างงาน และการลงทุนในวันนี้ พร้อมสร้างทรัพยากรและเวลาให้ประเทศพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมสำหรับวันข้างหน้า”
นี่อาจเป็นเหตุผลเชิงนโยบายที่แข็งแรงที่สุดว่าเหตุใด Thailand Visitor Economy 2035 จึงไม่ใช่เพียงนโยบายการท่องเที่ยว แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งชาติของประเทศไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม







