
ท่องเที่ยวอันดามัน วอนรัฐบาลทบทวนยกเลิกฟรีวีซ่าอินเดีย กระทบเที่ยวไทย
13 องค์กรเอกชนท่องเที่ยวอันดามัน เสนอรัฐทบทวนมาตรการฟรีวีซ่าอินเดีย รักษาขีดความสามารถการแข่งขันการท่องเที่ยวไทย หวั่นกระทบนักท่องเที่ยวอินเดียที่คาดว่าจะมีไม่น้อยกว่า 3 ล้านคนในปีนี้
KEY
POINTS
- 13 องค์กรเอกชนท่องเที่ยวอันดามัน ชี้ครม.ยกเลิกฟรีวีซ่าอินเดีย 60 วัน กระทบนักท่องเที่ยวอินเดียเที่ยวไทย
- หวั่นกระทบนักท่องเที่ยวอินเดียที่คาดว่าจะมีไม่น้อยกว่า 3 ล้านคนในปีนี้ โดยเฉพาะการจัดงานแต่งงานในไทย
- การเลิกฟรีวีซ่า กลับมาใช้ Visa on Arrival หรือ VOA ของนักท่องเที่ยวอินเดีย ทำให้ต้องจ่าย 2,000 บาทต่อคน
- เสนอรัฐทบทวนมาตรการฟรีวีซ่าอินเดีย รักษาขีดความสามารถการแข่งขันการท่องเที่ยวไทย
สมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ ร่วมกับ 12 องค์กรภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่อันดามัน จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา รวม 13 องค์กร ได้ยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนมาตรการยกเลิกฟรีวีซ่า สำหรับนักท่องเที่ยวอินเดีย
13 องค์กรเอกชนท่องเที่ยวอันดามัน ชี้ยกเลิกฟรีวีซ่าอินเดีย กระทบนักท่องเที่ยวอินเดีย
นายธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า
หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับปรุงมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา หรือ ฟรีวีซ่า โดยเฉพาะ การยกเลิกฟรีวีซ่าอินเดีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวอินเดียที่จะเดินทางมาเที่ยวไทย
โดยภาคเอกชนกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ กลุ่มประชุมสัมมนา (MICE) และตลาดงานแต่งงานปลายทาง (Destination Wedding) จากประเทศอินเดีย
ภาคเอกชนระบุว่าแม้จะเห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลในการจัดระเบียบการใช้สิทธิยกเว้นวีซ่าเพื่อป้องกันการนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่การท่องเที่ยว แต่ยังมีความกังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายจากค่าธรรมเนียม Visa on Arrival ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวและผู้จัดงานเลือกเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
ทั้งนี้ ตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียถือเป็นหนึ่งในตลาดศักยภาพสูงของประเทศไทย โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 2.2 ล้านคนในปี 2567 เป็นกว่า 2.5 ล้านคนในปี 2568 และคาดว่าจะทะลุ 3 ล้านคนในปี 2569 ขณะที่จังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของการจัดงานแต่งงานจากอินเดีย ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร สปา โรงพยาบาล และผู้ประกอบการในท้องถิ่น
เปิดข้อเสนอเอกชนท่องเที่ยวอันดามัน ร้องรัฐบาลทบทวนมาตรการยกเลิกฟรีวีซ่าอินเดีย
ตามที่คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำ ของนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ได้มีมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เห็นชอบเรื่องการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราต่าง ๆ ของไทย ตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศซึ่งส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับยกเว้นการตรวจลงตราและสามารถพำนักในราชอาณาจักรไทยได้ 60 วัน ต้องกลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิมนั้น
องค์กรเอกชนกลุ่มจังหวัดอันดามัน ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ขอแสดงความสนับสนุนมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เพื่อเป็นการจัดการปัญหาชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาทำงาน รวมถึงใช้สิทธิและช่องทางการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่นอกเหนือจากการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมีความอ่อนไหว และอาจจะกระทบต่อขีดความสามารถด้านการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยกับกลุ่มนักท่องเที่ยวบางประเทศ โดยเฉพาะ
กับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยในรูปแบบประชุมและสัมมนาหรือ MICE (Meeting Incentive Convention and Exhibition)
รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่เดินทางมาเพื่อจัดงานแต่งงานจากประเทศอินเดีย โดยปัญหาไม่ได้เกิดจากการการยกเว้นสิทธิการตรวจลงตราและกลับมาใช้ Visa on Arrival หรือ VOA แต่เป็นปัญหาหลักจากค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราที่ปัจจุบันมีอัตรา 2,000 บาทต่อคน
จากข้อมูลการท่องเที่ยวของกลุ่มสามจังหวัดอันดามัน (ภูเก็ต พังงา กระบี่) ที่ผ่านมา กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีอัตราการเติบโตในเชิงปริมาณและการใช้จ่ายอย่างสูงมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่ามากลุ่มนักท่องเที่ยวอินเดียได้กลายเป็นกลุ่มศักยภาพใหม่ที่เข้ามาทดแทนกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน
โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดีย ในปี 2567 จำนวน 2,218,139 คน และในปี 2568 จำนวน 2,517,049 คน และคาดว่าจะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3,000,000 คน ในปี 2569
นอกจากนั้น กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอินเดียมีความนิยมที่เดินทางเข้ามาจัดกิจกรรมงานแต่งงานใน 3 จังหวัดอันดามัน โดยประมาณการว่ามีการจัดงานแต่งงานระหว่างปี 2566-2568 จำนวนมากกว่า 600 งานแต่งงาน และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 8,000 ล้านบาท มีจำนวนผู้เข้าร่วมงาน ประมาณ 350-500 คนต่อกิจกรรม มีระยะเวลาเฉลี่ย 5-7 วันต่อกิจกรรมงานแต่งงาน สามารถกระจายรายได้และมีการใช้บริการทั้งโรงแรม ร้านอาหาร สปา คลีนิคเสริมสวย โรงพยาบาล
รวมไปถึงอุตสาหกรรมจัดกิจกรรม (event organizer) ทั้งนี้มูลค่าตลาด Destination Wedding จากอินเดียทั่วโลกคาดการณ์ว่าจะสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 360,000 ล้านบาท)
การจัดงานแต่งงานในแต่ละงานของกลุ่มนักท่องเที่ยวอินเดียจำเป็นต้องใช้เวลาวางแผนล่วงหน้าประมาณ 4-6 เดือน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอินเดียนิยมเดินทางมาจัดงานแต่งงานประมาณเดือนตุลาคมเป็นต้นไป
จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะพิจารณากระทำเพื่อเป็นการส่งเสริมกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เป็นฐานลูกค้าสำคัญต่อการท่องเที่ยวไทย เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวและเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทย
กระทบอินเดีย คิดหนักเลือกจัดงานแต่งงานในไทย ร้องรัฐบาลแก้ปัญหา
การจัดงาน Destination Wedding จากอินเดียต้องการระยะเวลาการวางแผนล่วงหน้า 3-6 เดือน กลุ่มลูกค้าที่กำลังวางแผนงานสำหรับช่วงฤดูท่องเที่ยว High Season เดือนตุลาคม 2569 ถึง มีนาคม 2570 กำลังตัดสินใจในขณะนี้ หากนโยบายวีซ่า ยังไม่ชัดเจนหรือยังคงมีอุปสรรค ลูกค้าจะเปลี่ยนไปจองสถานที่ในประเทศคู่แข่งทันที และกลุ่มจังหวัดอันดามันจะสูญเสียรายได้จากฤดูกาลนี้ไปอย่างถาวร
ด้วยเหตุผลข้างต้นองค์กรเอกชนกลุ่มจังหวัดอันดามัน (ภูเก็ต กระบี่ พังงา) ใคร่ขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการเร่งด่วนต่อไปนี้ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อรองรับฤดูท่องเที่ยวเดือนตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
1. พิจารณาให้สิทธิยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับนักท่องเที่ยวอินเดีย โดยให้ระยะเวลาพำนักไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยยึดหลักการพิจารณาต่างตอบแทนบนพื้นฐานการที่รัฐบาลอินเดียให้ e-Tourist Visa ฟรี แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย
2. ทั้งนี้หากยังไม่สามารถยกเว้นการตรวจลงตราได้โดยทันที ขอให้รัฐบาลพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียม Visa on Arrival สำหรับนักท่องเที่ยวอินเดีย และเพิ่มขีดความสามารถของช่องทาง e-Visa ให้สะดวก รวดเร็ว เพื่อลดอุปสรรคในทางปฏิบัติ และ
รองรับปริมาณนักท่องเที่ยวอินเดีย
3. กำหนดช่องทางพิเศษสำหรับ Group Wedding Visa ที่ให้คณะผู้ร่วมงานแต่งงานสามารถยื่นขอวีซ่าเป็นกลุ่มและผ่านการพิจารณาภายใน 3 วันทำการ
4. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เร่งหารือกับฝ่ายอินเดียเพื่อสรุปกรอบข้อตกลงทวิภาคียกเว้นวีซ่าระหว่างไทย-อินเดีย Visa Exemption Bilateral Agreement ให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2569
ด้วยเหตุนี้ ภาคเอกชนอันดามันจึงใคร่ขอให้รัฐบาลพิจารณา
1. ตั้งคณะทำงานเร่งด่วนภายในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อทบทวนมาตรการวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวอินเดียโดยเฉพาะ
2. ประกาศนโยบายวีซ่าใหม่ที่ชัดเจนภายในเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถสื่อสารไปยังตลาดอินเดียได้ทันฤดูกาล
3. ให้ตัวแทนภาคเอกชนกลุ่มจังหวัดอันดามันร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำ งาน เพื่อให้ข้อมูลเชิงตลาดที่ตรงกับความเป็นจริง ภาคเอกชนกลุ่มจังหวัดอันดามันพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในทุกมิติ และมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถหาทางออกที่สมดุลระหว่างการบริหารจัดการความมั่นคง และการรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจภาคใต้และประเทศชาติ
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการโดยด่วน







