
แอตต้า ประเมิน 2 เดือนรัฐบาลอนุทิน 6.5 คะแนน จี้ปฏิรูปท่องเที่ยวสู่ Visitor Economy
แอตต้า ประเมินผลงาน 2 เดือนรัฐบาล "อนุทิน" ให้ 6.5 คะแนน ชี้ "การเมืองนิ่ง" คือจุดแข็ง แต่ยังขาดวิสัยทัศน์ใหญ่ พร้อมเสนอไทยเร่งปฏิรูปท่องเที่ยวสู่แนวคิด "Visitor Economy" แทนการมองแบบวรจรอุตสาหกรรมเดิม
KEY
POINTS
- สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ประเมินผลงาน 2 เดือนของรัฐบาลที่ 6.5 คะแนน โดยมีจุดแข็งด้านการเมืองนิ่ง แต่ยังมีจุดอ่อนเรื่องเศรษฐกิจฐานรากที่ยังไม่ฟื้นตัว
- เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างการท่องเที่ยว โดยเปลี่ยนจากแนวคิด "อุตสาหกรรมท่องเที่ยว" (Tourism Industry) ไปสู่ "เศรษฐกิจผู้มาเยือน" (Visitor Economy)
- ชี้ว่าแนวคิดแบบเดิมไม่ครอบคลุมนักเดินทางยุคใหม่ที่ไม่ได้มาเพื่อท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เช่น กลุ่มทำงาน, เรียนหนังสือ, รักษาพยาบาล หรือ Digital Nomad
- การปรับเป็น Visitor Economy จะช่วยให้ติดตามรายได้ทางเศรษฐกิจจากนักเดินทางได้ครอบคลุมทุกมิติ และสามารถวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างแม่นยำ
วันนี้ (วันที่ 11 มิถุนายน 2569) ครบรอบ 2 เดือนเต็มสำหรับการเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หลังจากได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ไปเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 และเริ่มประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ วันที่ 11 เมษายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล
แอตต้า ประเมินผลงาน 2 เดือน รัฐบาล "อนุทิน" ให้ 6.5 คะแนน
นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือ แอตต้า กล่าวว่า การประเมินผลงานรัฐบาลอนุทิน ทำงานครบ 2 เดือน มองว่าได้คะแนน 6.5 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยมองว่าผลงานโดดเด่น อันเป็นจุดแข็ง คือ 1.การเมืองนิ่ง 2.รัฐบาลบริหารงานได้ 3.ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดีขึ้น และ 4.ระบบราชการเดินต่อได้
ขณะที่ผลงานที่ต้องปรับปรุง เพราะยังเป็นจุดอ่อนอยู่ ได้แก่ 1.ยังไม่มีวิสัยทัศน์ใหญ่ที่ประชาชนรับรู้ร่วมกัน 2.เศรษฐกิจฐานรากยังไม่ฟื้น 3.การสื่อสารนโยบายยังไม่ทรงพลัง 4.ยังไม่เห็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะตัดสินคะแนนปลายปีไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่คือ “รัฐบาลสามารถเปลี่ยนความนิ่งทางการเมือง ให้กลายเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้หรือไม่”
จี้เร่งปฏิรูปท่องเที่ยวสู่ Visitor Economy
สำหรับสิ่งที่ควรเดินหน้าอย่างไรต่อไป ในแง่ประเด็นทางการท่องเที่ยว คือ การท่องเที่ยวไทยต้องปรับโครงสร้างการสร้างตัวชี้วัด จาก Tourism Industry มาเป็น visitor economy เพราะปัจจุบันมองเป็นแบบแนวคิดเดิม มองว่า Tourism = อุตสาหกรรม ประกอบด้วย โรงแรม สายการบิน บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว
แต่ปัญหาคือเมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลพฤติกรรมการเดินทางเปลี่ยนผู้คนเดินทางเพื่อ ทำงาน,เรียนหนังสือ,รักษาพยาบาล, เยี่ยมญาติ,Workation,Digital Nomad แต่กลับไม่ถูกนับอยู่ใน “Tourism Industry”
การเปลี่ยนมาใช้แนวคิด Visitor Economy จะส่งผลดีต่อประเทศไทยในการติดตามรายได้ทางเศรษฐกิจจากนักเดินทางได้ครบถ้วนทุกมิติ ช่วยให้รัฐบาลสามารถวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างสอดคล้องและแม่นยำ รวมถึงสร้างระบบการดูแลความปลอดภัยให้กับนักเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดการเดินทาง
ยกตัวอย่าง ออสเตรเลีย นำแนวคิด Visitor Economy มาใช้แทน เพื่อมองรายได้จากการท่องเที่ยวให้ครอบคลุม ซึ่งครอบคลุม การท่องเที่ยว ,การบิน,ค้าปลีก,ดิจิทัลแพลตฟอร์ม,การแพทย์,การศึกษา,อสังหาริมทรัพย์,การขนส่ง,Soft Power และ Creative Economy
ทำให้เกิดการติดตามรายได้ทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกมิติจากนักเดินทางที่เข้ามาในประเทศ และ สามารถดูแลให้นักเดินทางที่เข้ามาในประเทศ สามารถถูกดูแลได้ในทุกมิติของการเดินทาง มีระบบการดูแลด้านความปลอดภัย และ วางแผนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างสอดคล้องและแม่นยำ







