
ท่องเที่ยวเวียดนามหายใจรดไทย จี้ปรับตัวรักษาผู้นำอาเซียน สร้างซูเปอร์แอปแห่งชาติ
ท่องเที่ยวไทยยังแกร่ง แต่กำลังจะถูกเวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงผู้นำสมรภูมิท่องเที่ยวอาเซียน แนะไทยเร่งปรับตัว ทั้งเดินหน้าผันคู่แข่งมาเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ ดันระบบวีซ่าร่วม เร่งสร้างระบบนิเวศดิจิทัลแห่งชาติรับมือ ซูเปอร์แอปเวียดนาม สร้างเมืองท่องเที่ยวรุ่นใหม่
KEY
POINTS
- ท่องเที่ยวเวียดนามหายใจรดไทย อดีตผู้ว่าททท.จี้ปรับตัวรักษาผู้นำอาเซียน
- เวียดนามพัฒนาซูเปอร์แอป ร่วมกับเอกชนชั้นนำ โดยใช้ AI และบล็อกเชน รวมข้อมูลท่องเที่ยวทั้งหมดไว้ในที่เดียวภายในปี 2570
- แอตต้าชี้ท่องเที่ยวไทยยังแกร่ง แต่อย่าประมาท
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนมาอย่างยาวนาน แต่หลังสิ้นสุดการระบาดของโควิด พลวัตของการแข่งขันและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกิดการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ไทยซึ่งเคยครองสัดส่วนตลาดสูงสุดด้วยสถิตินักท่องเที่ยวเกือบ 40 ล้านคนในปี 2562 กำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง
เมื่อเวียดนามได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงที่ทรงอิทธิพลที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว ที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกทั้งในด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและนโยบายด้านการตรวจคนเข้าเมือง
เทียบฟอร์มการท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าภาพรวมการท่องเที่ยวไทยในช่วงปี 2567-2568 สะท้อนถึง "ช่วงการปรับฐานที่ยากลำบาก” แม้ในปี 2567 จะมีการฟื้นตัวที่ 26.27%
แต่ในปี 2568 ตัวเลขกลับหดตัวลงอย่างชัดเจน โดยมีนักท่องเที่ยวเพียง 32.97 ล้านคน (ลดลง 7.23%) และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 4.71% เหลือ 1.53 ล้านล้านบาท
ปัจจัยหลักคือการหายไปของตลาดจีนที่หดตัวลงถึง 33.8% โดยมีระดับการฟื้นตัวเพียง 40% เมื่อเทียบกับก่อนโควิด-19 แม้ตลาดระยะไกลจะฟื้นตัวได้ดี แต่ไม่สามารถชดเชยช่องว่างที่หายไปของตลาดหลักในเอเชียตะวันออกได้
ในทางตรงกันข้าม ปี 2568 กลับเป็นปีแห่งความสําเร็จทางประวัติศาสตร์และเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสําคัญอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเวียดนาม อัตราการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งสูงถึง 21.1- 21.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 20.4% เมื่อเทียบกับปี 2567 ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่ยังสูงกว่าสถิติช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 2562 ถึง 17.8%
การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวต่างชาติและการบริโภคภายในประเทศได้ช่วยผลักดันให้รายได้รวมจากการท่องเที่ยวของเวียดนามทะลุขีดจํากัดที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยก้าวข้ามเส้น 1 พันล้านล้านดอง เป็นครั้งแรก (ประมาณ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือ ประมาณ 1.27 ล้านล้านบาท ความสําเร็จนี้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้แก่รัฐบาลเวียดนามในการประกาศเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ท้าทายยิ่งขึ้น
สําหรับปี 2569 เวียดนามตั้งเป้าที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้ถึง 25 ล้านคน ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศให้ถึง 150 ล้านครั้ง เพื่อดันรายได้รวมให้ไปแตะระดับ 1.125 พันล้านล้านดอง (ประมาณ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือประมาณ 1.47 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเวียดนามยังเผชิญกับ “ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านประสิทธิภาพการสร้างมูลค่า” เนื่องจากเป็นการเติบโตตามปริมาณ (Volume-driven) มากกว่าการใช้จ่ายต่อหัวที่เพิ่มขึ้น (Value-driven)
ขณะที่ยุทธศาสตร์และการส่งเสริมการท่องเที่ยวของทั้ง 2 ประเทศ จะพบว่า ไทยมุ่งเน้นคุณภาพ ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ “Up Level, Add Story, Create Value” เพื่อกระตุ้นรายได้รวม แตะระดับ 3.4 - 3.5 ล้านล้านบาท โดยใช้ซอฟต์พาวเวอร์ “5 Must Do in Thailand” การใช้เครื่องมือสำคัญ อย่าง Destination Thailand Visa (DTV) อายุวีซ่า 5 ปี ที่มุ่งดึงดูดกลุ่ม Digital Nomads และผู้มีกำลังซื้อสูงให้พำนักระยะยาวได้ถึง 180 วันต่อปี นอกจากนี้ยังยกระดับตลาดเฉพาะทางอย่าง Wellness และ MICE
ส่วนเวียดนามมุ่งเป้าไปที่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกในระยะยาว เพื่อบรรลุเป้าหมายการก้าวเข้าสู่กลุ่ม30 อันดับแรกของดัชนี TTDI ในปี 2573 นโยบายของเวียดนามถูกบูรณาการเข้ากับเทคโนโลยีและระบบกฎหมายอย่างเป็นระบบเน้นใช้ “Strategic Dual Visa Policy” ซึ่งให้สิทธิยกเว้นวีซ่า 45 วันแก่ประเทศกลุ่มเป้าหมาย และเปิด e-visa ทุกประเทศทั่วโลก 90 วัน
ที่น่าจับตาคือการพัฒนาซูเปอร์แอป “Visit Vietnam” ร่วมกับเอกชนชั้นนำ โดยใช้ AI และบล็อกเชน เพื่อรวมข้อมูลท่องเที่ยวทั้งหมดไว้ในที่เดียวภายในปี 2570
แนะไทยบูรณาการ 5 มิติ
นายยุทธศักดิ์ กล่าวต่อถึง ข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย เพื่อรักษาสถานะผู้นำคือการบูรณาการ 5 มิติ ได้แก่
1.กอบกู้ความเชื่อมั่น ปราบปรามทุนสีเทาและจัดตั้งศูนย์สื่อสารวิกฤตระดับชาติ
2. High-Yield Market เจาะกลุ่มพรีเมียมด้วย DTV และบริการ Medical & Wellness
3. Digital Ecosystem เร่งสร้างระบบนิเวศดิจิทัลแห่งชาติเพื่อรับมือซูเปอร์แอปของเวียดนาม โดยรัฐบาลไทยและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องเร่งพัฒนาสถาปัตยกรรมข้อมูลระดับชาติ ประสานกับบริษัทเอกชนชั้นนำเพื่อพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวที่ไร้รอยต่อ
ครอบคลุมตั้งแต่ระบบการจองที่พัก การประเมินคะแนนร้านค้าที่มีความโปร่งใสด้วยบล็อกเชน ไปจนถึงระบบชำระเงินดิจิทัลข้ามพรมแดนแบบไร้รอยต่อ สิ่งนี้จะตอกยํ้าภาพลักษณ์ความสะดวกรวดเร็ว (Ease of Traveling) อันเป็นจุดแข็งของไทย
4. ESG & Overtourism กระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง (Hidden Gem Cities)
5. ผันคู่แข่งเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค ไทยควรสวมบทบาทเป็นผู้นำและศูนย์กลางในการผลักดันนำระบบวีซ่าร่วม (Common Visa List) มาใช้ และการมีช่องทางตรวจคนเข้าเมืองพิเศษ (Fast-track) สำหรับนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเป้าหมาย จะตอกยํ้าบทบาทของไทยในฐานะจุดเชื่อมต่อและฮับทางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาค
ทำให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปเวียดนาม ต้องพึ่งพาบริการคมนาคมและจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทย สร้างรายได้แบบกินรวบในห่วงโซ่อุปทานระดับมหภาค
เอกชนยังมั่นใจท่องเที่ยวไทยยังแกร่ง แต่อย่าประมาท
นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวของอาเซียนในเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านแบรนด์ ความหลากหลายของสินค้า ระบบ Hospitality และ Ecosystem แต่เวียดนามกำลังกลายเป็น “คู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์” ที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค จากความสดใหม่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และต้นทุนการแข่งขันที่ต่ำกว่า โดยไทยยังนำด้านปริมาณรวม
แต่เวียดนามกำลังโตเร็วมาก และไทยยังนำด้านภาพภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งแบรนด์ Amazing Thailand มีการรับรู้ทั่วโลก ขณะที่เวียดนาม เป็นเดสติเนชั่นดาวรุ่งของอาเซียนที่มีความสดใหม่และราคาคุ้มค่า
การแข่งขันในอนาคตจะไม่ใช่เพียงเรื่อง “จำนวนนักท่องเที่ยว” แต่ จะวัดกันที่ Trust, Safety, Emotional Experience, High Spending และ Speed of Adaptation หากไทยไม่เร่งปรับตัว อาจสูญเสียตลาดสำคัญ เช่น Gen Z, FIT, Digital Nomad และตลาดจีนรุ่นใหม่ ให้กับเวียดนามในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า
แอตต้าย้ำ 5 แนวทางปรับตัวไม่ให้ไทยถูกแซง
ไทยต้องปรับตัวอย่างไรไม่ให้ถูกแซง ดังนี้
1. เลิกขาย “จำนวนคน” แล้วขาย “คุณภาพรายได้” KPI ใหม่ควรเป็นการเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัว, การเพิ่มระยะเวลาพำนัก,การกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมาซื้อ (repeat rate), trust score,ความปลอดภัย
2. ยกระดับ Safe Destination เป็นวาระแห่งชาติไม่ใช่แค่ตำรวจท่องเที่ยว แต่ต้องมีTourism Risk Command Center + AI Social Listening + multilingual crisis response
3. รีเฟรชสินค้าเดิมให้เป็น Experience Economy ทะเล วัด อาหาร นวด ต้องถูกออกแบบใหม่เป็น storytelling + activity-based + local creator + premium route
4. สร้างเมืองท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ไทยต้องเร่งเมือง second-tier เช่น เชียงราย น่าน อุดรธานี ตรัง จันทบุรี นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ ไม่เช่นนั้นเมืองหลักจะล้า และแพงกว่าคู่แข่ง
5. ลงทุน Manpower ใหม่ ต้องสร้างคน--ท่องเที่ยวรุ่นใหม่แบบ Tourism + AI + Language + Service Design + Crisis Skill นี่คือ “T+AI Tourism Talent” ไม่ใช่แค่ไกด์หรือเซลส์ทัวร์แบบเดิม







