thansettakij
thansettakij
บิ๊กโรงแรม-สายการบิน ฝ่าวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ไตรมาสแรกโกยกำไรถ้วนหน้า

บิ๊กโรงแรม-สายการบิน ฝ่าวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ไตรมาสแรกโกยกำไรถ้วนหน้า

22 พ.ค. 69 | 03:10 น.
อัปเดตล่าสุด :22 พ.ค. 69 | 03:47 น.

บิ๊กธุรกิจโรงแรม-สายการบิน ในตลาดหลักทรัพย์ เดินกลยุทธฝ่าวิกฤตสงครามตะวันออกกลางฉลุย ตีปีกไตรมาส 1 ปี 2569 โกยกำไรถ้วนหน้า

วันนี้(วันที่ 22 พฤษภาคม 2569) แม้สงครามตะวันออกกลาง จะเริ่มในช่วงปลายก.พ.ปีนี้ แต่ภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบิ๊กธุรกิจท่องเที่ยว ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยังสามารถฝ่ามรสุมนี้ได้สำเร็จ จนทำกำไรในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 กันถ้วนหน้า

บิ๊กธุรกิจท่องเที่ยว ตีปีก ไตรมาส 1 ปีนี้ ฝ่าสงครามตะวันออกกลางโกยกำไร

การทำกำไรของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและสายการบิน รายใหญ่ ที่จดทะเบียนในตลท. ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ หลักๆเป็นเพราะภาพรวมของการท่องเที่ยวไทยในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ ยังไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน อย่างมีนัยสำคัญ

เนื่องจากแม้จะเป็นช่วงไฮซีซันของไทย แต่เป็นช่วงโลว์ซีซันของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง จึงเดินทางเข้าไทยไม่มากนัก รวมถึงการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน และการเติบโตของนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล อย่างยุโรป และสหรัฐอเมริกา เข้ามาเป็นตัวช่วย รวมถึงยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติตกค้างในไทย ที่ขยายเวลาพำนักในไทย 

เพราะไม่สามารถบินผ่านฮับบินตะวันออกกลางที่มีถูกปิดน่านฟ้าได้ และการบริหารต้นทุน และบริหารความเสี่ยงของธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาส 1 จึงจะยังไม่กระทบรุนแรง เหมือนการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ที่เกิดขึ้น จากวิกฤตน้ำมันและตั๋วเครื่องบินราคาเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

ไตรมาส 1 ปี 2569 สายการบิน กำไร 1.3 หมื่นล้านบาท

สำหรับการดำเนินธุรกิจของอุตสาหกรรมการบินของไทย ในช่วงไตรมาสแรก ปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ส ไทยแอร์เอเชีย และทอท. โกยกำไรรวมกันในไตรมาสนี้รวมกว่า 1.87 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการทำกำไรของ 3 สายการบิน รวมกันกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท และการทำกำไรของทอท.ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ อยู่ที่ 5 พันกว่าล้านบาท

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยสามารถบริหารจัดการจนมีกำไรสุทธิ สูงถึง 10,107 ล้านบาท เติบโต 2.7% จุดหลักมาจากความสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่าย

การบินไทย

ไม่ว่าจะเป็นการทำเฮดจิ้งน้ำมันไว้ 50% การลดต้นทุนทางการเงิน โดยทำกำไรจากการเปลี่ยนสัญญาจากเช่าเป็นซื้อเครื่องบินแบบโบอิ้ง 777-300ER และแอร์บัส A320-200 และการบริหารปริมาณการผลิต 

 

 

แม้ว่าการทำรายได้ จะอยู่ที่ 51,029 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1.2 % เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากรายได้กิจการขนส่งที่ลดลงตามปริมาณการผลิตและขนส่งผู้โดยสารที่ลดลง 3.5 % โดยมีจำนวนผู้โดยสารรวม 4.18 ล้านคน

ผลประกอบการธุรกิจโรงแรม สายการบิน ไตรมาส 1 ปี 2569

อย่างไรก็ตามตัวเลขรายได้ที่ลดลงเล็กน้อย เป็นเพราะมีรายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วย (รวมค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมัน และค่าเบี้ยประกันภัย ไม่รวมค่าน้ำหนักส่วนเกิน) ยังสามารถรักษาระดับใกล้เคียงกับปีก่อน และรายได้จากเส้นทางบินยุโรปที่เพิ่มขึ้น 

จากอานิสงส์จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทำให้ผู้โดยสารหันมาเลือกบินตรง (Non-stop flight) กับการบินไทยมากขึ้น ขณะเดียวกัน ณ วันที่ 31 มี.ค. 2569 การบินไทย ยังมีกระแสเงินสดในมืออยู่ที่ 132,320 ล้านบาท

บางกอกแอร์เวย์ส” ทำกำไรสุทธิ 2,099.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.5% จากการบริหารต้นทุน โดยเฉพาะปริมาณการใช้น้ำมัน และค่าเช่าเครื่องบินที่ปรับตัวลดลง ขณะที่รายได้ยังคงเติบโตเล็กน้อย จากการเติบโตของธุรกิจเกี่ยวข้องกับธุรกิจสนามบิน ที่เพิ่มขึ้นถึง 20.8% แม้สายการบินจะมีรายได้จากบัตรโดยสารจะปรับตัวลดลง และจำนวนผู้โดยสารที่ลดลง 5.2 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกปี 2569 นี้ บริษัท ฯ ได้ปรับลดปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสารลงร้อยละ 11.8 จากการปรับลดจำนวนเที่ยวบินในเส้นทางกรุงเทพฯ–พนมเปญ และหยุดการให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ–ลำปาง และลำปาง–แม่ฮ่องสอน

ในปีที่ผ่านมา บริษัท ฯ ยังมุ่งเน้นการบริหารเครือข่ายเส้นทางบินที่มีความต้องการเดินทาง และข้อจำกัดด้านปริมาณที่นั่งอย่างเหมาะสม ท่ามกลางต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ส่วน “ไทยแอร์เอเชีย” กลับเผชิญกับสภาวะกำไรถดถอย โดยมีกำไรสุทธิลดลงถึง 39% เหลือเพียง 840.6 ล้านบาท แม้ว่ารายได้จะเติบโตขึ้น 4% เป็น 14,057 ล้านบาทก็ตาม ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น การปรับลดเส้นทางบินระหว่างประเทศ การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

ในส่วนของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. รายงานผลประกอบการในไตรมาส 2 ตามปีงบประมาณ 2569 (ม.ค.-มี.ค.69) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยกำไรสุทธิ 5,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.16% จากรายได้ 18,443 ล้านบาทที่ขยับตัวขึ้น 3%

ในจำนวนนี้เป็นรายได้เกี่ยวกับกิจการการบิน 9,826.91 ล้านบาท หรือ 53 % และทอท.ยังเดินหน้าจะขยายสัดส่วนรายได้ทางการบินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อลดสัดส่วนการพึ่งพิงรายได้เชิงพาณิชย์

โรงแรมหรูกำไรยกแผงทุบสถิตินิวไฮ

ในด้านของธุรกิจโรงแรม เกือบทุกแห่งมีกำไรสุทธิเติบโตในอัตราที่สูงมาก โดย “ดุสิตธานี” (DUSIT) สร้างปรากฏการณ์ด้วยกำไรสุทธิที่เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 420.94% คิดเป็นกำไร 249.32 ล้านบาทจากรายได้ 3,270 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้น 37% 

สาเหตุหลักจากการส่งมอบห้องชุดของอาคารที่พักอาศัยโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจโรงแรม แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในไตรมาสแรกของปีลดลง

สะท้อนถึงความสามารถของดุสิตธานี ในการบริหารพอร์ตและกระจายฐานลูกค้า โดยโรงแรมที่ลงทุนเองมีรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) เพิ่มขึ้นถึง 17.0 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากอัตราการเข้าพักและค่าห้องเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ

สำหรับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เริ่มต้นช่วงปลายไตรมาสนั้น ส่งผลให้รายได้จากการรับจ้างบริหารโรงแรมในภูมิภาคนี้ลดลง อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมของบริษัทโดยรวมในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานขยายตัว

โรงแรมที่กำไรสูงสุด คือ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ “AWC” มีรายได้รวม 6,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และมีกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) อยู่ที่ 3,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3%

โดยทั้ง 3 รายการทำระดับสูงสุดใหม่ (New-High) จากการเติบโตของพอร์ตธุรกิจเดิม การทยอยรับรู้รายได้จากทรัพย์สินใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกกลุ่มธุรกิจ และยังคงรักษาโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E Ratio) อยู่ที่ 0.87 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 สะท้อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพของพอร์ตธุรกิจ โรงแรมและคอมเมอร์เชียล ภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy ผ่านการต่อยอดทรัพย์สินคุณภาพในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และการใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์ดีมานด์คุณภาพสูงจากทั่วโลก

ปัจจัยที่สนับสนุนให้ไตรมาส 1/2569 เติบโตอย่างชัดเจน คือ กลุ่มการเติบโตของ “High-Quality Demand” หรือดีมานด์คุณภาพสูง ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์หลักของธุรกิจในกลุ่มของ AWC ทั้งโรงแรมและคอมเมอร์เชียล (ค้าปลีก, สำนักงาน) โดยในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการมีรายได้รวม 4,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.0%

ทั้งนี้เป็นการเติบโตจากพอร์ตโรงแรมในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ ควบคู่กับการต่อยอดประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมี RevPAR (Revenue Per Available Room) หรือรายได้ต่อห้องพักเติบโตถึง 26%

ตามมาด้วย  เซ็นทารา (CENTEL) เติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยกำไรสุทธิ 1,077 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากรายได้ 6,975 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการบริหารจัดการต้นทุนโดยรวมของธุรกิจอาหารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ประกอบกับผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นของโรงแรมที่ปรับปรุงเสร็จแล้ว ได้แก่ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยาและ โรงแรม เซ็นทารา กะรน รีสอร์ท ภูเก็ต 

รวมถึงผลการดำเนินงานของโรงแรมเซ็นทารา มิราจ ลากูน มัลดีฟส์ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลากูน มัลดีฟส์ ที่เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2568 มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ในด้าน ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ “MINT” ยักษ์ใหญ่ของวงการโรงแรม ที่ทำรายได้สูงถึง 38,488 ล้านบาท (+5%) และสามารถทำกำไรสุทธิได้ 649 ล้านบาท เติบโตขึ้น 56% การเพิ่มขึ้นของรายได้ เนื่องจากได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในอิตาลี, ไทย และมัลดีฟส์ 

รวมถึงมีการปรับกลยุทธ์สู่โมเดล Asset-Light (รับจ้างบริหาร) ช่วยลดค่าใช้จ่ายคงที่ และเพื่อเพิ่มอัตรากำไรจากการขยายตัวของธุรกิจอาหาร ซึ่งได้แรงหนุนจากกลุ่มการผลิต Nomad ในออสเตรเลีย และการเปิดแบรนด์ร้านอาหารใหม่ๆ ขยายสาขาแบบแฟรนไชส์ทั้งในสิงคโปร์ อินเดีย และอินโดนีเซีย

ขณะที่ผลประกอบการของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (SHR) ก็ทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยกำไรสุทธิ 264 ล้านบาท เติบโตขึ้น 51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขับเคลื่อนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงฤดูท่องเที่ยวของกลุ่มโรงแรมหลักทั้งในประเทศไทยและมัลดีฟส์

นายไมเคิล เดวิด มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SHR กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลาง ถือเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เข้ามากดดันภาพรวมของการดำเนินงานของบริษัทฯ ทั้งนี้เราเน้นการดำเนินงานให้มีความระมัดระวังยิ่งขึ้น พร้อมวางกลยุทธ์ทางการตลาดเชิงรุก เร่งหากลุ่มตลาดทดแทน 

รวมถึงยังคงมุ่งบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ เชื่อว่าการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยรักษาเสถียรภาพของธุรกิจและสนับสนุนการเติบโตของผลการดำเนินงานในปี 2569 ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

อย่างไรก็ตามโรงแรมส่วนใหญ่ล้วนมีกำไร แต่มีเพียง ลากูน่า รีสอร์ท “LRH” เท่านั้นที่รายงานกำไรสุทธิลดลง 27.40% อยู่ที่ 494 ล้านบาท แม้รายได้จะยังอยู่ในระดับสูงที่ 2,503 ล้านบาท สาเหตุจากรายได้จากการโอนและขายอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มบริษัทปรับตัวลดลงตามแนวโน้มตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่เข้ามาฉุดผลกำไรในภาพรวม แต่รายได้ในส่วนของธุรกิจโรงแรมและภาคบริการยังคงมีความแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง