
ทอท.ขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบินเพิ่ม 35% มิ.ย.นี้ ทีดีอาร์ไอ ตั้งคำถามถึงความโปร่งใส
ทอท.จะปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบิน หรือ ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) สำหรับผู้โดยสารขาออกต่างประเทศ ที่เดินทางออกจาก 6 สนามบิน เพิ่มขึ้นอีก 53% เป็น 1,120 บาท เริ่ม 20 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะบวกรวมอยู่ในตั๋วเครื่องบิน ส่งผลให้ราคาตั๋วโดยสารปรับสูงขึ้น ทีดีอาร์ไอ ตั้งคำถามถึงความโปร่งใส
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท.จะปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบิน หรือ ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางออกจาก 6 สนามบินไปยังต่างประเทศ ที่จะเพิ่มขึ้นอีก 53% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป
ล่าสุด ทีดีอาร์ไอ ได้เผยแพร่บทความ “ขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบิน คำถามถึงความโปร่งใส” โดยดร.สุเมธ องกิตติกุล และกิตติยา ยิษฐาณิชกุล ทีมวิจัยนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ โดยระบุว่า
ขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบิน กับคำถามถึงความโปร่งใส
การเดินทางไปต่างประเทศกำลังจะแพงขึ้น หลังจากที่คณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ได้มีมติเห็นชอบให้ท่าอากาศยานภายใต้การดูแลของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) หรือ AOT ปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) ระหว่างประเทศใน 6 สนามบินหลัก ประกอบด้วย สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงราย จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท หรือเพิ่มขึ้น 53% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้ราคาตั๋วโดยสารปรับสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
การปรับขึ้นค่า PSC ครั้งใหม่นี้นับว่าเป็นการปรับครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยในอดีตมีการปรับขึ้นจาก 500 บาทเป็น 700 บาทในปี 2550 และในอีก 7 ปีถัดมาหรือในปี 2567 ปรับเป็น 730 บาท เพื่อรองรับระบบบริการผู้โดยสารอัตโนมัติ
ปัจจุบันค่าบริการ PSC ของประเทศไทยมีอัตราที่แตกต่างในกันแต่ละสนามบินตามลักษณะผู้ดำเนินการสนามบิน ซึ่งอัตราในประเทศจะต่ำกว่าอัตราระหว่างประเทศ และการปรับขึ้นค่า PSC ครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาเที่ยวบินในประเทศแต่อย่างใด
หมายเหตุ: * กลุ่ม 1: ชุมพร ตรัง ตาก นครพนม นครราชสีมา นราธิวาส น่านนคร บุรีรัมย์ ปัตตานี ปาย เพชรบูรณ์ แพร่ แม่สอด แม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน ร้อยเอ็ด ระนอง ลำปาง เลย สกลนคร หัวหิน อุดรธานี
กลุ่ม 2: กระบี่ สุราษฎร์ธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น นครศรีธรรมราช พิษณุโลก
แม้ว่า ทอท. ได้ชี้แจงเหตุผลของการปรับราคาครั้งนี้ เพื่อรองรับต้นทุนการดำเนินงานและปรับปรุงบริการของทั้ง 6 สนามบินในอนาคต แต่ทว่ายังไม่ปรากฎรายละเอียดต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือความเชื่อมโยงระหว่างการปรับขึ้นกับแผนการพัฒนาสนามบินในอนาคต
แต่ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาผลประกอบการของทอท. ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่า บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีกำไรจากการดำเนินงานตั้งแต่ 90 บาท/คน ถึง 290 บาท/คน แม้จะได้รับผลกระทบในช่วง Covid-19 แต่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ โดยล่าสุดในปี 2568 ทอท. มีกำไรจากการดำเนินงานถึง 25,859 ล้านบาท
หากพิจารณาผลประกอบการรายสนามบินพบว่า สนามบินหลักอย่าง สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่มีกำไรจากการดำเนิน ยกเว้นสนามบินหาดใหญ่และเชียงรายที่ยังคงประสบกับภาวะขาดทุน เนื่องจากมีสัดส่วนเที่ยวบินภายในประเทศสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอัตรา PSC ในประเทศอาจจะไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จึงทำให้ขาดทุน
ส่วนสนามบินที่มีสัดส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศสูงกว่า ได้รับ PSC ในอัตราที่สูงกว่าจึงทำให้มีกำไร รวมถึงอาจมีการพึ่งพารายได้ของเที่ยวบินระหว่างประเทศมาชดเชยในส่วนที่สนามบินขาดทุนอีกทางหนึ่ง
มองโลกเทียบไทย ปรับขึ้นแบบไหนให้โปร่งใส-ชัดเจน
เมื่อพิจารณาตัวอย่างในต่างประเทศพบว่า โครงสร้างค่าธรรมเนียมที่กำหนดมักจะสะท้อนเหตุผลของราคาอย่างชัดเจน โดยทางทวีปยุโรป สนามบินสามารถตั้งราคาที่แตกต่างกันได้ หากต้นทุนการให้บริการแตกต่างกัน ตัวอย่างสนามบินภายใต้การบริหารของ Aéroports de Parisในฝรั่งเศสที่กำหนดค่าธรรมเนียมผู้โดยสารตามลักษณะปลายทาง โดยหากเป็นภายในประเทศหรือเขต Schengen จะมีอัตราที่ต่ำ ส่วนนอกเขต Schengen และระหว่างประเทศจะมีอัตราที่สูงกว่า 2 เท่า เนื่องจากมีต้นทุนการให้บริการที่แตกต่างกัน
ขณะที่สนามบินของประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สนามบินชางกีในสิงคโปร์ ได้กำหนดโครงสร้างค่าธรรมเนียมผู้โดยสารตามวัตถุประสงค์การใช้เงิน ซึ่งจะเห็นได้ว่า 17% ของค่าธรรมเนียมผู้โดยสารที่จัดเก็บไปจะนำไปใช้เพื่อพัฒนาสนามบินในอนาคต
สนามบินทั่วโลกมีรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ทั้งสนามบินที่ดำเนินการโดยรัฐ หรือให้รัฐวิสาหกิจ/เอกชน (Privatization) เข้ามาบริหาร ส่วนรัฐทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล ไม่ว่าสนามบินจะดำเนินการด้วยรูปแบบใด ระบบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมราคา คุณภาพบริการ และการดำเนินงานด้านอื่น ๆ
เนื่องจากสนามบินเป็นธุรกิจผูกขาด ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และไม่สามารถสร้างแข่งขันกันได้ จึงทำให้ผู้ประกอบการสนามบินมีโอกาสที่จะกำหนดราคาที่สูงเกินจริง หรือบริหารการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ในต่างประเทศมักจะมีกลไกการกำกับดูแลที่โปร่งใสและชัดเจน ทั้งการติดตามผลการดำเนินงาน คุณภาพของบริการ และความโปร่งใสของการเปิดเผยข้อมูลการปรับราคา เช่น ในสหราชอาณาจักร การกำหนดค่าธรรมเนียมสนามบิน Heathrow อยู่ภายใต้เพดานราคาที่กำหนดโดย Civil Aviation Authority (CAA) ซึ่งทบทวนเป็นระยะทุก 5 ปี
ข้อมูลสำคัญที่นำมาพิจารณาประกอบด้วย คาดการณ์ปริมาณผู้โดยสาร ต้นทุนการดำเนินงาน โดยพิจารณาเฉพาะต้นทุนที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น งบลงทุนและโครงการพัฒนาซึ่งจะพิจารณาทั้งแผนการลงทุนในอนาคตและความคืบหน้าของโครงการที่ได้ผูกพันไว้
ข้อมูลปัจจัยการเงินและฐานสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมถึงตัวชี้วัดคุณภาพบริการอย่าง ระยะเวลารอคอยผู้โดยสาร ความสะอาดพื้นที่ เป็นต้น โดยข้อมูลเหล่านี้ CAA จัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามกระบวนการ พร้อมทั้งจัดทำรายงานข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะ (CAA, 2023)
ขณะที่ออสเตรเลียใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นกว่าสหราชอาณาจักร โดยเปิดให้สนามบินกำหนดราคาผ่านการเจรจากับสายการบิน แต่มีหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง Australian Competition and Consumer Commission (ACCC) ที่ติดตามและเปิดเผยผลการดำเนินงานของสนามบินอย่างต่อเนื่อง
เช่น รายได้การให้บริการทั้งบริการการบินและรายได้เชิงพาณิชย์อื่น ๆ อัตรากำไรการดำเนินงาน ค่าธรรมเนียมย้อนหลัง ความเพียงพอของสิ่งอำนวยความสะดวก ความรวดเร็วในการจัดการผู้โดยสาร เป็นต้น (ACCC, 2025) ดังนั้น แม้ ACCC จะไม่ได้ควบคุมราคาโดยตรง แต่การติดตามและรายงานผลต่อสาธารณะช่วยให้สนามบินตั้งราคาอย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น
เมื่อพิจารณากลับมายังประเทศไทย ทอท. เป็นทั้งรัฐวิสาหกิจ (กระทรวงการคลังถือหุ้น 70%) และบริษัทจดทะเบียน อาจสร้างความท้าทายของการกำกับดูแลด้านราคา เนื่องจากมีแรงจูงใจที่ต่างกันระหว่างการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือการกำหนดค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมต่อผู้ใช้บริการ
แม้ว่า ทอท. จะได้นำส่งข้อมูลประกอบการปรับค่า PSC ให้แก่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามมติประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน ครั้งที่ 3/2568 แล้ว แต่ยังไม่ปรากฎการเปิดเผยรายละเอียดของการปรับครั้งนี้ต่อสาธารณะ ซึ่งแตกต่างแนวปฏิบัติในสหราชอาณาจักร
นอกจากนี้ หากในอนาคตมีผู้ประกอบการเอกชนรายอื่นต้องการจะปรับค่าธรรมเนียมในลักษณะเช่นเดียวกัน ภาครัฐก็จำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์และกลไกการพิจารณาที่ชัดเจน
การปรับขึ้นค่า PSC ครั้งนี้ เมื่อเทียบกับแนวปฏิบัติในต่างประเทศ ยังมีข้อจำกัดของการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ซึ่งทำให้เหตุผลของการปรับอัตรายังไม่ชัดเจนเพียงพอต่อผู้ใช้บริการ และสุดท้ายอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของการกำกับดูแลในอนาคต ดังนั้น หากการกำกับดูแลไม่โปร่งใส ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนภายในประเทศอย่างแน่นอน







