
แอร์เอเชีย สั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส 150 ลำ ล็อตใหญ่ที่สุดในโลก 6.12 แสนล้าน
แอร์เอเชีย สั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส 150 ลำ ล็อตใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่า 1.9 หมื่นล้านดอลล์สหรัฐ หรือราว 6.12 แสนล้านบาท ทั้งเตรียมจัดตั้งสายการบินใหม่
แอร์เอเชีย เอ็กซ์ เบอร์ฮัด (AirAsia X Berhad) กลุ่มธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำของมาเลเซีย เปิดเผยการลงนามข้อตกลงกับแอร์บัส (Airbus) เพื่อซื้อเครื่องบินแอร์บัส ตระกูลเอ 220-300 (A220-300) จำนวน 150 ลำ มูลค่าราว 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.12 แสนล้านบาท) ซึ่งนับเป็นคำสั่งซื้อเครื่องบินตระกูลเอ220 แบบมีข้อผูกพันครั้งใหญ่ที่สุดในโลก
แอร์เอเชีย เอ็กซ์ เบอร์ฮัด ระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวยังครอบคลุมความยืดหยุ่นในเพิ่มคำสั่งซื้อเครื่องบินตระกูลเอ220 เป็น 300 ลำ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เติบโตในอนาคต โดยเครื่องบินใหม่จะช่วยสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายการบินผ่านประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่พัฒนาดีขึ้นและการจัดสรรขนาดความจุผู้โดยสารให้เหมาะสมกับการดำเนินงานระดับภูมิภาคที่กำลังขยายตัว
โทนี เฟอร์นันเดส ซีอีโอของแคปปิตอล เอ (Capital A) และที่ปรึกษาของแอร์เอเชีย กรุ๊ป กล่าวว่าการสั่งซื้อเครื่องบินใหม่สะท้อนการพัฒนาระยะยาวและความมุ่งมั่นของแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เบอร์ฮัด ในการสร้างเครือข่ายสายการบินต้นทุนต่ำที่แท้จริงแห่งแรกของโลก
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการสั่งซื้อเครื่องบินเพิ่ม แต่คือการสร้าง “สถาปัตยกรรมใหม่” ของ AirAsia ในระยะยาว โดย A220 จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเครือข่ายสายการบินต้นทุนต่ำแบบครบวงจรแห่งแรกของโลก พร้อมเปิดตลาดใหม่ เชื่อมต่อเมืองรอง และทำให้ “ใครๆ ก็บินได้” ในต้นทุนที่เหมาะสมกว่าเดิม
ทั้งนี้ AirAsia ได้เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญขององค์กร หลังประกาศสั่งซื้อ Airbus A220-300 จำนวน 150 ลำ พร้อมสิทธิ์สั่งซื้อเพิ่มเติมอีก 150 ลำ วางรากฐานสู่โมเดล “เครือข่ายสายการบินราคาประหยัดระดับโลก” ที่ใช้เครื่องบินลำตัวแคบทางเดินเดียวเป็นแกนหลักในการเชื่อมต่อทั่วโลกอย่างเต็มรูปแบบ
ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นคำสั่งซื้อ A220 ที่ใหญ่ที่สุดจากสายการบินเดียวในประวัติศาสตร์ และสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของ AirAsia จากสายการบินต้นทุนต่ำระดับภูมิภาค ไปสู่ระบบเครือข่ายการบินยุคใหม่ที่เน้น “ความยืดหยุ่น ประสิทธิภาพ และต้นทุนต่อเที่ยวบินที่ต่ำกว่า” ท่ามกลางอุตสาหกรรมการบินที่เผชิญต้นทุนน้ำมันและการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ใหม่นี้ คือการทยอยลดบทบาทฝูงบินลำตัวกว้างอย่าง Airbus A330 และเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลฝูงบินลำตัวแคบที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ทั้งด้านต้นทุน การใช้เชื้อเพลิง และการบริหารเครือข่ายเส้นทางบิน โดย AirAsia มองว่าเครื่องบินตระกูล A220 จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างสำคัญของตลาดที่เครื่องบินขนาดใหญ่ไม่สามารถทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยขนาดเครื่องบินที่เหมาะสม พิสัยบินไกลสูงสุดประมาณ 7 ชั่วโมง และต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำ A220-300 จะถูกนำมาใช้เชื่อมต่อ “ตลาดรอง” และเมืองที่มีศักยภาพเติบโตสูงในเอเชีย ซึ่งเดิมอาจไม่คุ้มค่าต่อการเปิดเส้นทางบินด้วยเครื่องบินขนาดใหญ่ นอกจากนี้ AirAsia ยังมองว่า A220 จะช่วยเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางหลัก ทำให้ผู้โดยสารมีตัวเลือกเวลาเดินทางที่ยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพระบบ Fly-Thru หรือการเชื่อมต่อเที่ยวบินภายในเครือข่ายของกลุ่มสายการบิน
การสั่งซื้อครั้งนี้ยังทำให้ AirAsia กลายเป็นลูกค้าเปิดตัวระดับโลกของห้องโดยสารแบบใหม่ขนาด 160 ที่นั่ง ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแทนที่ฝูงบิน A320ceo เดิมในอนาคต โดยเครื่องบินรุ่นดังกล่าวสามารถลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ประมาณ 20% เมื่อเทียบกับ A320 รุ่นก่อนหน้า ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ AirAsia ในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนระยะยาว
ขณะเดียวกัน AirAsia ยังวางแผนรองรับอนาคตของฝูงบิน ด้วยแนวคิดการนำ Airbus A220-500 เข้ามาทำตลาดในอนาคต สำหรับเส้นทางที่ต้องการความจุระดับประมาณ 180 ที่นั่งขึ้นไป เพื่อแทนที่ A320 เดิมอย่างสมบูรณ์ พร้อมสร้างความต่อเนื่องด้านโครงสร้างฝูงบินทั้งระบบ
ในอีกด้าน ฝูงบิน Airbus A321neo Airbus A321LR และ Airbus A321XLR จะกลายเป็นกำลังหลักในการเชื่อมต่อเส้นทางบินระยะกลางและระยะไกลทั่วโลก ผ่านโมเดล “แวะพักเพียงจุดเดียว” โดยใช้เทคโนโลยีเครื่องบินลำตัวแคบพิสัยบินไกล ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าเครื่องบินลำตัวกว้างอย่างมีนัยสำคัญ
Airbus มีกำหนดเริ่มส่งมอบ A220 ให้ AirAsia ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป โดยเครื่องบินรุ่นนี้จะถูกนำไปใช้งานทั่วอาเซียน เอเชียแปซิฟิก และตลาดใหม่ที่กำลังเติบโต ขณะที่ฝูงบิน A320 และ A321 จะถูกขยับไปเน้นเส้นทางที่มีความต้องการสูงขึ้น ส่วน A330 จะถูกจัดสรรไปทำการบินระยะไกลสู่ยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกาเหนือมากขึ้น
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สะท้อนว่า AirAsia กำลังมองอนาคตของอุตสาหกรรมการบินในมิติใหม่ ไม่ใช่การแข่งขันด้วย “เครื่องบินที่ใหญ่ที่สุด” แต่คือ “เครื่องบินที่เหมาะสมที่สุด” สำหรับแต่ละตลาด เพื่อสร้างเครือข่ายการบินที่มีประสิทธิภาพสูง ยืดหยุ่น และเชื่อมต่อผู้โดยสารทั่วโลกได้ในต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา
คำสั่งซื้อเครื่องบินล็อตใหญ่จาก Airbus ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายฝูงบิน AirAsia ด้วยเครื่องบินขนาดเล็กและคล่องตัวมากขึ้น เพื่อบินเชื่อมเมืองต่างๆ ทั่วเอเชีย
“จะปล่อยให้วิกฤติสูญเปล่าทำไม? ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส” เฟอร์นันเดสวัย 62 ปี กล่าวที่เมืองมอนทรีอัล แคนาดา “เราไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางได้ แต่เราต้องประเมินสถานการณ์ซึ่งไม่น่ายืดเยื้อไปถึง 2 ปีหรอก”
คำกล่าวนี้นับเป็นการเดิมพันที่กล้าหาญ แม้สำหรับบริษัทที่เคยตัดสินใจแบบนอกกรอบมาก่อน แต่การเลือก “ไม่ป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน” มีส่วนทำให้หุ้น AirAsia ร่วงลงถึงราว 35% นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้น ส่งผลให้เป็นหุ้นที่ปรับตัวแย่ที่สุดในดัชนี Bloomberg World Airlines ในช่วงดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เฟอร์นันเดสยังคงยืนกรานจุดยืนเดิมเกี่ยวกับการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะกลับมาปรับตัวลดลงในที่สุด
“แน่นอนว่าคนที่เฮดจ์ตอนนี้กำลังได้กำไร แต่ในระยะยาว การเฮดจ์ไม่เคยได้ผลจริงๆ” เฟอร์นันเดสกล่าว “ดังนั้นเราจะยังคงไม่เฮดจ์เหมือนพวกสายการบินอเมริกันหลายแห่ง และเรามองว่าราคาน้ำมันจะเป็นขาลง”
เฟอร์นันเดสยังเปิดเผยด้วยว่า เพื่อระดมทุนสำหรับการขยายธุรกิจ AirAsia กำลังเตรียมขายหุ้นกู้ล็อตใหญ่มูลค่าถึง 600 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.93 หมื่นล้านบาท) และอยู่ระหว่างเจรจากับธนาคารในมาเลเซียเพื่อรีไฟแนนซ์เงินกู้วงเงิน “ค่อนข้างใหญ่” ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ยได้ นอกจากนี้ เขายังมีแผนพบกับกองทุนบำเหน็จบำนาญของแคนาดาเพื่อดึงดูดนักลงทุนเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน สายการบินคาดว่าจะเผชิญแรงกดดันระยะสั้น โดยบริษัทมีแนวโน้มไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมายเดิม ซึ่งบริษัทจะประกาศผลประกอบการอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ ส่วนรายได้ทั้งปีคาดว่าจะใกล้เคียงกับที่เคยคาดการณ์ไว้
นอกจากนี้นายโทนี ยังกล่าวต่อว่าเตรียมเปิดตัว "สายการบินใหม่" โดยเดิมพันว่าการขยายธุรกิจท่ามกลางอุตสาหกรรมการบินที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันสูง จะสร้างผลตอบแทนในอนาคต
เฟอร์นันเดสเปิดเผยกับบลูมเบิร์กว่า จะประกาศข่าวเรื่องสายการบินใหม่ในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า โดยแอร์เอเชียจะโยกย้ายเครื่องบินบางส่วนไปใช้กับธุรกิจใหม่นี้ด้วย แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้มีรายงานว่า AirAsia ได้หารือเกี่ยวกับการขยายธุรกิจในประเทศ "เวียดนาม" โดยปัจจุบันบริษัทดำเนินงานในหลายประเทศเอเชีย เช่น มาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย พร้อมฝูงบินแอร์บัสราว 250 ลำ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินลำตัวแคบ และคำสั่งซื้อล่าสุดจะทำให้ยอดเครื่องบินที่รอส่งมอบเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 550 ลำ







